| ส.อ.ท. เดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านกลยุทธ์ “4GO” หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต ด้าน "เกรียงไกร" ประธานส.อ.ท. หลังหมดวาระ ระบุฝากสานต่อนโยบาย และ ภารกิจในการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในอนาคต และ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในปี 2568 ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและไม่แน่นอน ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะองค์กรภาคเอกชนที่เป็นแกนกลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ยังคงมุ่งเน้นยกระดับอุตสาหกรรมไทยและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ “เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทย เพื่อประเทศไทยที่เข้มแข็งกว่าเดิม” (Strengthen Thai Industries for Stronger Thailand) โดยมีรายละเอียดดังนี้ -ส.อ.ท. เดินหน้าบูรณาการทำงานร่วมกันด้วยทิศทางที่ชัดเจนสู่เป้าหมายที่มั่นคง พร้อมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้นโยบาย “ONE FTI” ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. Industry Collaboration ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง 2. First 2 Next-Gen Industry ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคต 3. Smart SMEs ยกระดับ SMEs สู่สากล ด้วยกลยุทธ์ 4GO 4. Smart Service Platform พัฒนาการบริการเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย 5. Sustainability, Achieve ESG ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน -ส.อ.ท. ตระหนักดีว่าผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ตลอดจนวิกฤตพลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ส.อ.ท. จึงมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการผ่านกลยุทธ์ “4GO” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้ 1. GO Digital & AI ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ 2. GO Innovation สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงงานวิจัยและโครงการด้านนวัตกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สร้างความแตกต่าง และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาด 3. GO Global ผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก 4. GO Green เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG โดยส่งเสริมการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม เครื่องจักรและกระบวนการผลิต ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ รองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล -จากการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ส.อ.ท. ภายใต้กลยุทธ์ 4GO ได้ก่อให้เกิดโครงการและกิจกรรมสำคัญหลากหลายมิติ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและสมาชิก ส.อ.ท. พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การจัดงาน FTI Expo 2025 ภายใต้แนวคิด “Empowering Thai Industry, Elevating Thailand’s Future” ภายในงานมีการจัดแสดงสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการชั้นนำ การเจรจาธุรกิจ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 60,000 คน และ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 2,529 ล้านบาท -นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานระดับนานาชาติ Foreign Industrial Club (FIC) 2025 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และ ประสบการณ์ทางธุรกิจระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนไทย และ นักลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ การขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรในระดับภูมิภาคและระดับโลก -ส.อ.ท. ยังได้ดำเนินบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและยกระดับสินค้าไทยผ่าน โครงการ Made in Thailand (MiT) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการใช้สินค้าไทย สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศ และ เสริมความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ จากการดำเนินงานดังกล่าว ทำให้โครงการ Made in Thailand (MiT) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 110,448 ล้านบาท -อีกหนึ่งความก้าวหน้าที่สำคัญ คือ การจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industry Club) ซึ่งนับเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมลำดับที่ 48 ภายใต้ ส.อ.ท. โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก -กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน หน่วยงานด้านความมั่นคง และ พันธมิตรจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ การสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านการป้องกันประเทศ และ ขยายตลาดไปสู่ระดับสากล -ส.อ.ท. ยังได้เดินหน้าขยายผลและต่อยอดโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และ การเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ เช่น โครงการอินโนเวชั่นวัน (Innovation ONE) ซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรม ผ่านกลไกกองทุนและความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และ สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล -นอกจากนี้ ยังมี โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Industry: SAI) ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ -ในระดับพื้นที่ ส.อ.ท. ได้ผลักดัน โครงการ 1 อุตสาหกรรม 1 จังหวัด ผ่านแพลตฟอร์ม Provincial E-Catalog ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ และ สนับสนุนการขยายตลาดในเชิงรุก -ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนา FTI e-Member Card เพื่อยกระดับประสบการณ์ของสมาชิก โดยมอบสิทธิประโยชน์ในด้านต่าง ๆ รวมกว่า 130 รายการ ครอบคลุมทั้งด้านการท่องเที่ยว สุขภาพ การบริการ และ สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณค่าให้กับการเป็นสมาชิกอย่างเป็นรูปธรรม -อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ ส.อ.ท. คือ การเป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรมในการสะท้อนมุมมอง ปัญหา และ ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ โดยมีการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ประกอบการในหลากหลายสาขา เพื่อนำไปสู่การหารือ และ กำหนดแนวทางร่วมกันในประเด็นด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. ยังติดตามผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ และ เสนอแนวทางปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยเติบโต -นอกจากนี้ ในนามของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “Zero Corruption : กกร. และ เพื่อนไม่ทน” เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมุ่งยกระดับหลักธรรมาภิบาลให้เป็นมาตรฐานสำคัญของภาคธุรกิจไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งใน และ ต่างประเทศ พร้อมทั้งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม “ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผมขอขอบคุณคณะผู้บริหาร กรรมการ สมาชิกและพนักงานทุกท่าน ที่ร่วมกันสนับสนุนการดำเนินงานของ ส.อ.ท. อย่างเต็มกำลังเพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง และ สร้างความเชื่อมั่นจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม โดย ส.อ.ท. จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อนโยบาย และ ภารกิจในการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทย และ สมาชิก ส.อ.ท. อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่มาตรฐานสากล พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในอนาคต และ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป” |