ธปท. คาดสินเชื่อปีนี้พลิกเป็นบวก จากปีก่อน -1.1% พร้อมติดตามภาวะเศรษฐกิจใกล้ชิด ส่วนกรณี GULF ยันกำกับเข้มข้นเชิงรุก มั่นใจไม่กระทบสถาบันการเงิน นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 4 ปี 2568 และ ปี 2568 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และ สภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และ สินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ โดยมีรายละเอียดดังนี้ -สินเชื่อระบบในภาพรวมหดตัวใกล้เคียงเดิม โดยสินเชื่อธุรกิจหดตัวมากขึ้น จากความต้องการใช้สินเชื่อที่ลดลง ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคปรับตัวดีขึ้นบ้าง โดยหลักจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัว และ สินเชื่อเช่าซื้อที่หดตัวชะลอลง ซึ่งส่งผลให้ทั้งปีนี้สินเชื่อรวมหดตัว 1.1% และ ติดลบ 6 ไตรมาสติดต่อกัน ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 14 ไตรมาสติดต่อกัน สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนปี 2569 คาดจะขยายตัวได้ 1.6-2% แต่ก็ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจในระยะถัดไป -ส่วนคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 31) ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมา อยู่ที่ 536.0 พันล้านบาท จากการชำระคืนหนี้ และ การบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% สำหรับสินเชื่อ Stage 22 ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง -ทางด้านผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และ การปรับลดตามมาตรการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการหดตัวของสินเชื่อทั้งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง และ ความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว "กำไรของสถาบันการเงินปี 68 อยู่ที่ 5 แสนล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากปี 2567 และ ลดลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 จากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง เพราะกำไรของแบงก์มาจากดอกเบี้ยมากถึง 70-80% ซึ่งสะท้อนไปยัง NIM ที่ลดลง รวมถึงมาตรการจากภาครัฐที่ช่วยเหลือลูกหนี้ ก็ส่งผลให้รายได้ลดลง สินเชื่อก็ลดลง ค่าธรรมเนียมก็เห็นว่ามีการเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น และ สุดท้าย คือ ควบคุมค่าใช้จ่าย" -อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และ ครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง ประกอบกับ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มชะลอลง ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีไตรมาส 3 ปี 2568 ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนหดตัวใกล้เคียงเดิม 
-ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีที่หดตัว ทางธปท. ได้เปิดตัวโครงการ “SME Credit Boost” โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น เกษตรแปรรูป , Wellness , ไฮเทค และ โลจิสติกส์ ซึ่งตั้งเป้าเติมวงเงินสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้านบาทภายใน 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าการแก้หนี้ผ่านโครงการ Responsible Lending ซึ่งมียอดหนี้สะสมที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 2.5 ล้านล้านบาท จาก 4.3 ล้านบัญชี และ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ผ่าน บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ที่เชิญชวนลูกหนี้เสียเข้าตรวจสอบสิทธิ์เพื่อปรับปรุงรหัส NCB ให้ดีขึ้นทันที -ส่วนกรณีที่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือ GULF เข้าถือหุ้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK ประมาณ 9.96% นั้น เป็นภายใต้เกณฑ์ของ ธปท. และ บริษัทได้เคยรายงานการถือหุ้นต่อ ธปท. แล้วตั้งแต่มีการถือหุ้น 5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด -โดยตาม พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงินกำหนดว่า การถือหุ้นในสถาบันการเงินเกิน 10% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ต้องได้รับอนุญาตจาก ธปท. ล่วงหน้าเพื่อป้องกันการเข้ามามีอำนาจครอบงำกิจการของสถาบันการเงิน -ซึ่่งหลักเกณฑ์ของ ธปท. อนุญาตให้เกิน 10% ได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการเพิ่มความมั่นคง หรือ ศักยภาพของสถาบันการเงินแห่งนั้น หรือการรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม หรือ กรณีหน่วยงานรัฐที่ถือหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุนโดยทั่วไป "การถือหุ้นตั้งแต่ 5% ขึ้นไปจนสถาบันการเงิน เราถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว ซึ่งในกรณีที่เป็นข่าวก็เกินมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ได้เพิ่งมาเกิน 5% และ ธปท. ก็มีหน้าที่กำกับเชิงรุก เพราะเราจะต้องขอให้ผู้ถือหุ้นรายนั้นชี้แจงกับธปท. ว่ามีวัตถุประสงค์ในการเข้ามาถือหุ้นยังไง ลงทุนไปเพื่ออะไร รวมถึงต้องมีแผนการซื้อหุ้นของรายนั้นๆ ด้วย ว่า ถ้ามีแผนจะเพิ่ม หรือ จะลดสัดส่วนอย่างไรในอนาคต โดยที่ผ่านมา GULF ได้มีการรายงานมายังธปท.แล้ว" -นอกจากนี้ จะต้องดูเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่มีการถือหุ้นเกิน 5% เช่น การกู้เพิ่ม หรือ ทำธุรกรรม จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการธนาคารที่เป็นเอกฉันท์ โดยธนาคารห้ามปล่อยสินเชื่อเกิน 5% ของเงินกองทุน หรือ 25% ของหนี้สินรวมทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งถือเป็นเกณฑ์การกำกับที่เข้มข้น และ หากมีการทำธุรกรรมจะต้องพิจารณาเหมือนลูกค้าทั่วไป ห้ามมีข้อยกเว้น หรือ ให้สิทธิพิเศษที่เหนือกว่าที่ทำปกติไม่ได้ เพื่อป้องกันการเอื้อผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ถือหุ้นใหญ่ และ การประเมินความเสี่ยงต่างๆ จะต้องรัดกุม
-ส่วนประเด็นที่มีความกังวล Conflict of Interest ในเรื่องของการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) มองว่า เป็นเกณฑ์การกำกับทั้งธนาคาร และ Virtual Bank ที่มีความเข้มข้น แต่จะเห็นว่า กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจมีความแตกต่างกันจึงไม่ส่งผลกระทบ

|