TISCO ประเมินดัชนีปีนี้สูงสุด 1,388 จุด - EPS 82 บ./หุ้น แนะเก็บหุ้นปันผล พร้อมเปิด 3 ธีมลงทุนต่างประเทศ เพิ่มโอกาสทำกำไรชนะความเสี่ยง รับเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก แนะหลีกเลี่ยงลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวของไทย เหตุเศรษฐกิจยังโตเปราะบาง นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)ในกลุ่มบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดไทยปีนี้คาดเคลื่อนไหวสูงสุด 1,388 จุด และ กรอบล่างเฉลี่ยอยู่ที่ 1,100-1,200 จุด โดย EPS อยู่ที่ 82 บาท/หุ้น และ PE 16 เท่า ซึ่งนโยบายการลงทุนเน้นหุ้นกลุ่มปันผล โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4% "ปีนี้หุ้นไทยยังไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ ซึ่งกำไรบจ.ปีนี้คาดโต 2% จากปีก่อนติดลบ จากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลดำดำเนินงานไม่ไปตามคาด ส่วนการเมืองมีผลต่อการลงทุน และ ยังไม่มีความชัดเจน เพราะนักลงทุนรอดูการเมืองให้นิ่งกว่านี้"นายณัฐกฤติ กล่าว สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในเดือนก.พ. 69 มีโอกาสปรับดอกเบี้ยลงประมาณ 0.25% หากสถานการณ์เศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูง และ มีโอกาสที่กนง. ลดดอกเบี้ยสูงถึง 0.50% ในเดือนก.พ. 69 นี้ ในขณะที่ตราสารหนี้ไทยระยะกลาง - ยาวยังมีความเสี่ยงสูงจึงแนะนำ Underweight เนื่องจากระดับ Bond Yield ไทยที่ยังอยู่ในระดับ "ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน" และ มีความเสี่ยงที่จะปรับขึ้นในปี 2570 คาดว่า Bond Yield 10 ปีของไทยจะขยับขึ้นสู่ 2.0% ในปี 2569 และ 2.5% ในปี 2570 หาก กนง.ลดดอกเบี้ยได้อีก 0.25% ประเมินว่า Bond Yield ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วที่ 1.2% ในปี 2568 ทําให้ส่วนชดเชยความเสี่ยงของการถือ duration ยาว "ไม่คุ้มค่า” ตราสารหนี้ไทยระยะกลาง-ยาว มีโอกาสเผชิญแรงกดดันด้านราคาในปีนี้ จึงแนะนำให้ "สิบเปลี่ยนการลงทุน" ไปยัง ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น ที่ยังให้ระดับดอกเบี้ยสูงกว่าอย่างชัดเจน และ ช่วยลดความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ไทยในระยะถัดไป TISCO แนะนำนักลงทุนกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก กับ 3 ธีมหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนปี 2569 ได้แก่ 1. Independence : ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน 2. Intelligence : พลังการเติบโตใหม่จาก AI Ecosystem 3. Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคความผันผวนสูง ทั้ง 3 ธีมทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ และสะท้อนทิศทางการลงทุนในรอบใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยปีนี้ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หรือ เรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่ช่วง ‘Beyond the Turning Point' จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย ภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เอื้อต่อการลงทุน สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ เน้นลงทุนหุ้นทั่วโลกประมาณ 60-80% ไปตาม sector ต่างๆ พร้อมกับเพิ่มตราสารหนี้และทองคำเข้าไปด้วย ขณะที่นักลงทุนที่ยังเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทยสามารถให้น้ำหนักในพอร์ตประมาณ 10-15% ส่วนผลตอบแทนจากคำแนะนำการลงทุนของ TISCO ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยมากกว่า 10% แต่พอร์ตนักลงทุนที่มีหุ้นไทยผสม ผลตอบแทนเฉลี่ย 7-8% ต่อปี ทางด้านทองคำ จากปริมาณหนี้สหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งหากดูข้อมูลในอดีตจะพบว่าราคาทองคำมักปรับตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณหนี้สหรัฐฯ นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังเพิ่มการถือครองทองคำเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และ สัญญาณวินัยทางการคลังที่อ่อนแอลงจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงการทยอยเพิ่มสัดส่วนพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกผ่านการสะสม ETF ที่ยังต่ำเพียง 2% จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่า จะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสแตะ 4,500-5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ในปี 2569 ส่วนน้ำมัน (Oil) คาดว่าจะเห็น กลุ่ม OPEC+ เริ่มใช้นโยบายควบคุมกำลังการผลิตเพื่อให้อุปทาน (Supply) ลดลง และ ผลักดันให้ราคาน้ำมันอยู่เหนือระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 ขณะที่อุปทานจากบ่อน้ำมันสำรองที่ดำเนินการผลิตอยู่ (DUC) ในสหรัฐฯเริ่มผลิตได้ลดลง ทำให้จำกัดความสามารถในการผลิตในระยะกลาง ขณะที่คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันปี 2569 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปแตะที่ระดับ 104.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง "ปี 69 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หรือ ใกล้ระดับ 3% ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วลดลงสู่กรอบ 2-3% หนุนให้ธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากกระแส Megatrends ในด้าน AI และ สังคมผู้สูงอายุที่เร่งตัวในหลาย ๆ ประเทศ กำลังพาโลกเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่"นายณัฐกฤติ กล่าว |