MAGURO อวดกำไรปี 68 ที่ 149 ลบ.โต 54% - ปันผล 0.46 บ./หุ้น ลั่นปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 30%

รูป MAGURO อวดกำไรปี 68 ที่ 149 ลบ.โต 54%  - ปันผล  0.46 บ./หุ้น ลั่นปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 30%

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 ก.พ. 69 10:47 น.

 

MAGURO โชว์งบปี 68 มีกำไร 149 ลบ.โต 54% โกยรายได้โตเฉียด 2 พันลบ. พร้อมปันผล 0.46 บ./หุ้น กางแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 30% เปิด 2 แบรนด์ใหม่ พร้อมขยายอีก 20 ร้านอาหาร

 

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO เปิดเผยผลประกอบการปี 68 มีกำไรสุทธิ 149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากกำไรสุทธิ 97 ล้านบาท ในปี 67 โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

 

- มีรายได้รวม 1,981 ล้านบาท เติบโต 44% จาก รายได้รวม 1,373 ล้านบาทในปี 67

 

- ไตรมาส 4/68 มีรายได้ 597 ล้านบาท เติบโต 49% และมีกำไรสุทธิ 46 ล้านบาท เติบโต 34% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 



- ป้จจัยหลักที่ทำให้รายได้และกำไรสุทธิเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง คือ

 

1. การเปิดสาขาเพิ่ม 15 สาขา

 

2. แบรนด์ใหม่ได้รับความนิยมอย่างสูงและรวดเร็ว เช่น KIWAMIYA, Tonkatsu AOKI และ Bincho

 

3. ลูกค้าในระบบ CRM ที่เติบโตต่อเนื่องและสร้างรายได้ 58% ของรายได้รวม

 

4. การออกเมนูใหม่ในราคาย่อมเยาและการทำแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

5. บริษัทฯ มีอัตรายอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ที่น่าพอใจคือลดลงเพียง 4% โดยที่สามารถจบไตรมาส 4 ด้วยตัวเลข SSSG +1% ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมดีกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจร้านอาหาร

 

- ปี 68 สัดส่วนรายได้จากแบรนด์ร้านอาหาร ภายในเครือบริษัทฯ จะนำโดย MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่น และซูชิระดับพรีเมียม ทำรายได้คิดเป็น ประมาณ 48% HITORI SHABU ร้านชาบูและสุกียากี้หม้อเดี่ยวสไตล์คันไซ ทำรายได้คิดเป็นประมาณ 27% ตามมาด้วย SSAMETHING TOGETHER, Tonkatsu AOKI, Kiwamiya, CouCou และ Bincho ที่กำลังเติบโตอย่างมั่นคง และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของ MAGURO Group

 

- คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผล ในอัตรา 0.46 บาทต่อหุ้น เป็นเงินในกรอบ 57.96 ล้านบาท โดยจะขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้น ในวันที่ 17 มี.ค.69 และวันไม่ได้รับสิทธิ (XD) ในวันที่ 16 มี.ค.69 โดยจะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ในวันที่ 20 พ.ค.69

 

- ปี 69 บริษัทฯ มีแผนจะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของปี 2569 มีรายได้เติบโตกว่า 30% ด้วยการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องและสอดรับกับเทรนด์ของผู้บริโภค

 

- บริษัทฯ มีแผนจะเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ร้านอาหารญี่ปุ่น ได้แก่

 

1.Kaiten Sushi Ginza Onodera (ไคเต็น ซูชิ กินซ่า โอโนเดระ) ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียม ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง จากเครือ Onodera Group ผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำระดับโลก โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 3 ของปี 69 นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจะเป็นสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นร้านแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ ที่สุดในเอเชีย

 

2.IPPE KOPPE (อิปเปะ คปเปะ) ร้านผู้เชี่ยวชาญด้านแกงกระหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับ ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือของ Tonkatsu AOKI ร้านผู้เชี่ยวชาญด้านหมูทอดทงคัตสึ ติดอันดับ 1 ใน 100 ร้านแกงกะหรี่ จาก Tabelog ต่อเนื่องกว่า 6 สมัย โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2569 นี้

 

- ทั้ง2 แบรนด์ใหม่มีจุดเด่นในด้านราคาที่จับต้องได้ และคุ้มค่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าวัยทำงาน ฟู้ดเลิฟเว่อร์ และลูกค้าทั่วไปที่ต้องการเปิดประสบการณ์ด้านอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับแท้จริง คาดว่าจะได้รับ การตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค และจะกลายเป็นแบรนด์เรือธงของบริษัทฯ ที่ช่วยสร้างรายได้เติบโต

 

-ยังคงดำเนินกลยุทธ์ขยายจำนวนสาขาของแบรนด์ภายในเครือฯ โดยตั้งเป้าเพิ่มกว่า 20 ร้าน รวมเป็นจำนวนกว่า 73 ร้าน ภายในสิ้นปี 69 เพื่อเป็นการรองรับการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น และเป็นการขยายฐานพื้นที่กลุ่มเป้าหมายลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงเตรียมแผนงานเชิงรุกเพื่อกระตุ้นยอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ให้เติบโตอีกด้วย

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

สุรเมธี มณีสุโข

สุรเมธี มณีสุโข

บรรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย