บล.เมย์แบงก์ฯ เจาะกำไรหุ้นกลุ่มอาหาร คาดไตรมาส 4/68 ทำกำไรสุทธิรวมที่เหลือเพียง 3.5 พันล้านบาท โดนแรงกดดันรอบทิศ ทั้งราคาโภคภัณฑ์และปัจจัยฤดูกาล เจาะลึก 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังหลังพ้นแรงหนุนจบเทศกาลตรุษจีน จับตาการหั่นเป้ากำไร บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เผยแพร่บทวิเคราะห์ภาพรวมกลุ่มอาหารประจำไตรมาส 4/2568 (4Q68) โดยคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มจะอยู่ที่ 3.5 พันล้านบาท ซึ่งปรับตัวลดลง -55% YoY และ -58% QoQ สาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่เป็นใจ และแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า รวมถึงปัจจัยทางฤดูกาลที่ผ่านพ้นช่วง High Season มาแล้ว 
สรุปประเด็นสำคัญรายบริษัท (4Q68) - ITC โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม คาดกำไร 801 ล้านบาท ทรงตัว YoY แต่โต +2% QoQ ได้อานิสงส์จากสินค้าพรีเมียมในตลาดสหรัฐฯ - GFPT แม้กำไร YoY จะเติบโตสูงสุดในกลุ่ม แต่หากเทียบ QoQ คาดว่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้น - CPF & TU เผชิญความท้าทายจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ต่ำกว่าคาด จากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น แนวโน้มการลงทุน จากการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (Core EPS) ลง 4-12% ในช่วงปี 2568-2570 ของบล.เมย์แบงก์ นักลงทุนควรพิจารณากลยุทธ์การลงทุนดังนี้: มุมมองระยะสั้น (1Q69): "ระมัดระวัง" ทิศทางกำไรในไตรมาส 1/2569 ยังมีแนวโน้มอ่อนแอต่อเนื่อง แม้ราคาหมูในไทยและจีนจะฟื้นตัวในเดือน ม.ค. 69 แต่ยังถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปีที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องจับตาคือ "แรงส่งหลังตรุษจีน" ว่าราคาเนื้อสัตว์จะยืนระยะได้หรือไม่ หากความต้องการแผ่วลงหลังจากจบเทศกาล ประกอบกับค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่า จะเป็นปัจจัยกดดันกำไรของ CPF, GFPT และ TU ต่อไป ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ต้นทุนอาหารสัตว์ ยังอยู่ในระดับสูง บีบอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ ค่าเงินบาท หากแข็งค่าต่อเนื่อง จะกระทบรายได้จากการส่งออกโดยตรง โรคระบาดในสัตว์ แม้จะทำให้ราคาเนื้อสัตว์ในเวียดนามพุ่งสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลน แต่ก็เป็นความเสี่ยงเชิงอุปทานที่ต้องระวัง หุ้นเด่น ITC คือคำตอบ ITC มีความโดดเด่นมากที่สุด ด้วย 3 ปัจจัยหนุน Product Mix เน้นสินค้าพรีเมียมที่มี Margin สูง และมีการออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง Customer Base ฐานลูกค้าในสหรัฐฯ แข็งแกร่ง และมีการขยายฐานลูกค้าใหม่ช่วยชดเชยปัจจัยลบ Dividend Yield คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ประมาณ 5% พร้อม Core EPS Growth ที่ 10% ถือเป็น Safe Haven สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความผันผวนต่ำในกลุ่มอาหาร บทสรุปสำหรับนักลงทุน อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ควรเน้นหุ้นที่มีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและมีโครงสร้างรายได้ในกลุ่มสินค้า High-margin ขณะที่กลุ่มเนื้อสัตว์ อาจต้องรอให้ผ่านช่วง Low Season และรอความชัดเจนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีหลัง 
|