‘ลำพูนโมเดล’ บูรณาการ 3 พลัง ‘รัฐ-ชุมชน-เอกชน’ ป้องกันไฟป่า ลด PM 2.5 ที่ต้นเหตุ

รูป ‘ลำพูนโมเดล’ บูรณาการ 3 พลัง ‘รัฐ-ชุมชน-เอกชน’ ป้องกันไฟป่า ลด PM 2.5 ที่ต้นเหตุ

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -16 ก.พ. 69 15:15 น.

 

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระบุว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM 2.5 กว่าร้อยละ 64 มาจากภาคป่าไม้ ทำให้การป้องกันไฟป่าตั้งแต่ต้นทางเป็นกลไกสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน


จังหวัดลำพูน จึงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดตัว “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” ณ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมป่าไม้ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอฟ)


โครงการนำร่องครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน พื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) โดยมุ่งถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า สนับสนุนอุปกรณ์ จัดตั้งจุดเฝ้าระวัง และส่งเสริมการแปรรูปเศษวัสดุธรรมชาติให้เกิดมูลค่าเพิ่ม


ภาครัฐ ... บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างต้นแบบความร่วมมือ


นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูแล้งเป็นช่วงเสี่ยงสูง เนื่องจากมีใบไม้แห้งสะสมจำนวนมาก จังหวัดจึงออกประกาศห้ามเผาในที่โล่ง ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2569 รวม 120 วัน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและการขอความร่วมมือจากประชาชน


“ปัญหาไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือคน การที่ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ และจะช่วยเสริมกำลังให้การดูแลพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”


ภาคเอกชน ... สนับสนุนองค์ความรู้–อุปกรณ์ สร้างความยั่งยืนในพื้นที่


นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจในจังหวัดลำพูนมานานเกือบ 50 ปี และยึดแนวนโยบาย 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือซีพี


“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันจากชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ เรามีความพร้อมทั้งบุคลากรและองค์ความรู้ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ เช่น เครื่องเป่าลม และจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนในการป้องกันไฟป่า และต่อยอดสร้างรายได้จากการแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้”


อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการร่วมลด PM 2.5 คือ นโยบายการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ ที่ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง โดยดำเนินระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จัดหาในประเทศไทยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ถึงแปลงปลูก ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลพิกัดแปลงกับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อประเมินความเสี่ยงการเผา และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุหลังเก็บเกี่ยวแบบปลอดการเผา


ภาคชุมชน ... จากแรงคนสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ


นายสุชาติ ยานะคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนคนฮักป่าทาปลาดุก กล่าวว่า อำเภอแม่ทาเป็นพื้นที่เสี่ยงจุดความร้อนสูงของจังหวัด ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่และชุมชนช่วยกันดูแลป่าอย่างต่อเนื่อง


“เราเคยขาดแคลนอุปกรณ์หลายอย่าง เมื่อบริษัทเข้ามาสนับสนุนเครื่องมือและอบรมความรู้ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเห็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษไม้ใบไม้ในพื้นที่”


ด้าน นายณนธวรรษ ลังกากาศ ประธานวิสาหกิจชุมชนฮักป่าป้องไฟทาสบเส้า กล่าวว่า ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา อุปกรณ์หลักที่ใช้คือคราดและไม้กวาด การสนับสนุนเครื่องเป่าลมจำนวน 50 เครื่องในปีนี้ช่วยให้ควบคุมแนวไฟได้รวดเร็วขึ้น


“เมื่อมีอุปกรณ์และความรู้ที่เหมาะสม การป้องกันไฟป่าจะไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งชุมชน”


ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การควบคุมไฟป่าเฉพาะหน้า แต่เป็นการจัดการต้นเหตุอย่างเป็นระบบ เปิดบทบาทให้ชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น และยกระดับการดำเนินงานของภาคธุรกิจอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม


“โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” จึงเป็นต้นแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน ที่มุ่งแก้ปัญหาถึงราก พร้อมต่อยอดสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่ออากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน



Editing by

นายศักดิ์ชาย งอกงาม

นายศักดิ์ชาย งอกงาม