(เพิ่มเติม) GPSC โชว์กำไร Q1/69 พุ่ง 51% แตะ 1.7 พันลบ. รับ XPCL - CFXD ผลงานแจ่ม

รูป (เพิ่มเติม) GPSC โชว์กำไร Q1/69 พุ่ง 51% แตะ 1.7 พันลบ. รับ XPCL - CFXD ผลงานแจ่ม

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -8 พ.ค. 69 12:07 น.

GPSC ประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% รับเงินปันผลและส่วนแบ่งเงินกำไรโดดเด่น พร้อมวางกลยุทธ์ 4S มุ่งสู่ผู้นำพลังงานสะอาด หนุน PTT Group พร้อมตอกย้ำศักยภาพบริหารพอร์ตฝ่าตลาดพลังงานผันผวน

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากเงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น

ผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มาจากปัจจัยหนุนสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นถึง 223% หรือ 270 ล้านบาท มาอยู่ที่ 391 ล้านบาท

ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น มาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ( XPCL) เนื่องจากปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้นจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญาที่ส่งผลให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังรับรู้กำไรพิเศษจากการปรับมูลค่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) ซึ่งเป็นผลจากการรีไฟแนนซ์เงินกู้ยืมและปรับขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ยืม

ขณะเดียวกัน โครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง Changfang และ Xidao (CFXD) ก็มีผลประกอบการที่ดีขึ้นเช่นกัน จากการรับรู้เงินชดเชยตามเงื่อนไขการรับประกันอัตราความพร้อมใช้งานของกังหันลมผลิตไฟฟ้า (WTG) ซึ่งแตกต่างจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ไม่มีการรับรู้รายการดังกล่าว เนื่องจากในปี 2568 บริษัทรับรู้เงินชดเชยทั้งปีในไตรมาส 4 แต่ในปี 2569 ได้เปลี่ยนการรับรู้เงินชดเชยเป็นรายเดือน

อย่างไรก็ตาม บริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท ลิมิเต็ท (AEPL) มีผลประกอบการลดลงจากความเข้มแสงที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และค่าใช้จ่ายทั้งต้นทุนการผลิต ต้นทุนทางการเงิน และค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ เงินปันผลรับจาก บริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด (RPCL) ลดลง 41 ล้านบาท หรือ 100% เนื่องจาก GPSC ได้เปลี่ยนสถานะของ RPCL จากเงินลงทุนในตราสารทุนเป็นบริษัทร่วมฯ ในเดือนธันวาคม 2568 ทำให้ไม่ได้รับเงินปันผลตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ต้นทุนทางการเงิน ลดลง 243 ล้านบาท หรือ 18% มาอยู่ที่ 1,137 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้บางส่วนและอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 226 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 ที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 57 ล้านบาท โดยหลักมาจากการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการแปลงค่าเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐของบริษัท จีพีเอสซี ศูนย์บริหารเงิน จำกัด (GPSCTC) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการ CFXD เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนค่า

กำไรขั้นต้น ลดลง 375 ล้านบาท หรือ 7% มาอยู่ที่ 4,874 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากกำไรส่วนเพิ่ม (Contribution Margin) ที่ลดลงจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ที่รายได้ค่าความพร้อมจ่ายลดลงเนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนงานควบคู่กับการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า รวมระยะเวลา 88 วัน ส่งผลให้บริษัทไม่ได้รับค่าความพร้อมจ่ายในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ค่าเชื้อเพลิงส่วนต่างปรับตัวดีขึ้นจากการรับรู้ผลขาดทุนจากส่วนต่างราคาถ่านหินที่ลดลงตามจำนวนวันดำเนินการผลิตที่ลดลง

โรงไฟฟ้าศรีราชา มีค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลง เนื่องจากจ่ายไฟฟ้าครบตามชั่วโมงที่ระบุในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ในเดือนพฤษภาคม 2568 และโรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพี รายได้ค่าความพร้อมจ่ายลดลงเนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนงานจำนวน 18 วัน ส่งผลให้บริษัทไม่ได้รับค่าความพร้อมจ่ายในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนโรงไฟฟ้าห้วยเหาะ มีรายได้เพิ่มขึ้นตามการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ.

ในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มีกำไรส่วนเพิ่มเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากค่าเชื้อเพลิงส่วนต่างที่ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงของราคาเชื้อเพลิง ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ประกอบกับปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นตามแผนการดำเนินการผลิตของลูกค้า รวมถึงมีการรับรู้ค่า Minimum Take-or-Pay (MTOP) ตามเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำ กรณีที่ลูกค้ามีปริมาณการใช้ไฟฟ้าหรือไอน้ำต่ำกว่าปริมาณขั้นต่ำตามสัญญา ถึงแม้ปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ลดลงเนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ของโรงไฟฟ้า GSPP3 หมดอายุในเดือนสิงหาคม 2567 และเดือนมีนาคม 2568 และ GSPP11 Phase1 หมดอายุในเดือนตุลาคม 2568

รายได้และค่าใช้จ่ายอื่น (สุทธิ) ลดลง 201 ล้านบาท หรือ 83% มาอยู่ที่ 41 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการพิจารณาปรับลดมูลค่าสินทรัพย์บางส่วนตามแผนงาน และค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายลดลง 34 ล้านบาท หรือ 1% มาอยู่ที่ 2,290 ล้านบาท ตามการตัดค่าเสื่อมตามอายุโรงไฟฟ้าและสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าที่ครบอายุแล้ว

บริษัทได้จัดทำร่างแผนกลยุทธ์และการบริหารจัดการประจำปี 2569 (4S) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) โดยมุ่งเน้นการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในแง่ของผลประกอบการ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเติบโตจากการลงทุนใหม่ และประสิทธิภาพของ Portfolio ให้มีผลตอบแทนการลงทุนที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับความหลากหลายของธุรกิจ (Diversification) นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงพันธกิจในการเป็นผู้นำในการพัฒนาไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้กลุ่ม ปตท. (PTT Group) ได้แก่

เสาหลักกลยุทธ์ที่ 1: Strengthen and Expand the Core

มุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจการผลิตและส่งจ่ายสาธารณูปการให้เป็นเลิศ (Best-in-Class Strategy) ในระดับสากล โดยใช้ระบบปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ หรือ Operation Excellence Management System (OEMS) ของกลุ่ม ปตท. เป็นเครื่องมือในการดำเนินการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้หลักการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รักษาฐานลูกค้าปัจจุบัน พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าเพิ่มเติมในอนาคต และสร้างความพึงพอใจให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

เสาหลักกลยุทธ์ที่ 2: Scale-up Green Energy

มุ่งเน้นการขยายธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานหมุนเวียนร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Renewable Hybrid System) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศจะมีการลงทุนเพื่อตอบโจทย์แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) และการลงทุนในรูปแบบ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ผ่านการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access : TPA) ในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการพลังงานสะอาด ในขณะที่การพัฒนาธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทฯ จะเน้นการลงทุนในประเทศเป้าหมายซึ่งมีการขยายตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดสูง และมีนโยบายสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ ได้แก่ อินเดีย จีน และไต้หวัน

เสาหลักกลยุทธ์ที่ 3: New S-curve

มุ่งเน้นการพัฒนาด้วยการลงทุนด้านนวัตกรรม New S-curves ในหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มรายได้ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจพลังงานและธุรกิจไฟฟ้าในอนาคต ที่สำคัญได้แก่ ธุรกิจ Renewable Value Chain เนื่องจากรัฐบาลในหลายประเทศมีนโยบายสนับสนุน นอกจากนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่อลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonized Solutions) เพื่อต่อยอดจากการใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งจะมีข้อจำกัดในด้านเสถียรภาพ

โดยบริษัทฯ จะร่วมกับพันธมิตรในการศึกษาระบบผลิตไฟฟ้าแบบ Base Load ที่มีความจำเป็นสำหรับการรักษาเสถียรภาพของการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ เช่น เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) ไฮโดรเจน (Hydrogen) และโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในรูปแบบ Small Modular Reactor (SMR)

เสาหลักกลยุทธ์ที่ 4: Shift to Customer-centric Solutions

มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในรูปแบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation) ระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ (District Cooling System) และการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Services) ภายใต้นวัตกรรมพลังงานเพื่อธุรกิจ (Smart Power Solution Business) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มเสถียรภาพทางด้านพลังงานให้แก่ผู้ใช้บริการไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Industrial)


นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กล่าวว่าผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 4,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงความสามารถของ GPSC ในการบริหารจัดการพอร์ตธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านพลังงานที่ยังมีความผันผวน โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้เติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า


ในไตรมาส 1/69 ภาพรวมปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำของธุรกิจ SPP หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยปริมาณขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณขายไอน้ำเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 6% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ท่ามกลางความท้าทายต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯมุ่งเน้นรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในช่วงไตรมาสนี้กลุ่มโรงไฟฟ้า IPP หรือโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ มีการหยุดซ่อมบำรุงและปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า


สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการ โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรี (XPCL) ที่ได้รับปัจจัยบวกจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับความสำเร็จในการปรับโครงสร้างหนี้ ที่ช่วยควบคุมต้นทุนทางการเงินของโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง (CFXD) ในไต้หวัน แม้ผลการดำเนินงานปรับลดลงตามฤดูกาล แต่มีการรับรู้รายได้จากการรับประกันเพื่อชดเชยจากความพร้อมจ่ายของกังหันลม นอกจากนี้ โครงการพลังงานหมุนเวียนในอินเดียในบริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท ลิมิเต็ด (AEPL) ยังคงเดินหน้าตามแผนงาน โดยมีการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการใหม่ในไตรมาส 1/69 รวมประมาณ 1,099 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ สอดคล้องกับทิศทางการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนของบริษัทฯ

ทั้งนี้ GPSC ยังคงมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารพอร์ตการลงทุน และการต่อยอดธุรกิจพลังงานสะอาดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น และขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคตของกลุ่ม ปตท.


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ปริวัฒน์ หินพลอย

ปริวัฒน์ หินพลอย

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย