กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 ก.พ. 69 9:05: น.

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 30.97 บาทต่อดอลลาร์


โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up และสามารถทรงตัวเหนือโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 30.92-31.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังบรรยากาศปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน อีกทั้งในช่วงนี้ เงินเยนญี่ปุ่นยังคงได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในตลาดทุนญี่ปุ่น ตอบรับผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น อนึ่ง แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แต่แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงได้สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD) รวมถึงราคาแร่โลหะ อย่าง เงิน เช่นกัน สะท้อนพฤติกรรมการปรับลดความเสี่ยงต่อพอร์ตการลงทุนของผู้เล่นในตลาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีแนวโน้มคลี่คลายลงบ้าง หลังทั้งสองฝ่ายยังคงพร้อมเดินหน้าเจรจาเพิ่มเติม ได้เป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคาทองคำและการปรับตัวลดลงของราคาทองคำในช่วงคืนที่ผ่านมาดังกล่าว ยังส่งผลกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเช่นกัน


บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน ท่ามกลางแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI รวมถึงหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการใช้งาน AI เช่น กลุ่มขนส่ง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่ม Utilities เป็นต้น ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.57% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงกว่า -2.03%


ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลดลง -0.49% ตามแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน กอปรกับความกังวลผลกระทบจากการใช้งาน AI ยังส่งผลกดดันให้ หุ้นบางกลุ่ม เช่น กลุ่มขนส่ง เผชิญแรงเทขายรุนแรง ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน ได้พลิกกลับมาปรับตัวลดลง หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง จากการปรับลดคาดการณ์อุปสงค์ความต้องการใช้น้ำมันของ IEA ล่าสุด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม และหุ้นกลุ่ม Healthcare


ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่โซน 4.10% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งนี้ เรายังคงประเมินว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง


ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังภาวะปิดรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ช่วยหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่นทยอยแข็งค่าขึ้นด้วยเช่นกัน (นอกจากนี้ เงินเยนญี่ปุ่นยังคงได้อานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ญี่ปุ่น ตอบรับผลการเลือกตั้งล่าสุด) ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 96.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.7-97.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ได้สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ผ่านการขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อปรับสถานการลงทุนของผู้เล่นในตลาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงบ้าง ได้เป็นอีกปัจจัยกดดันราคาทองคำ ส่งผลให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนจะรีบาวด์ขึ้นบ้างและแกว่งตัวแถวโซน 4,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์


สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI มีแนวโน้มชะลอตัวลงเพิ่มเติมสู่ระดับ 2.5%y/y เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งอาจเปิดทางให้ FED ยังมีแนวโน้มทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ได้ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า FED จะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ 2-3 ครั้ง ในปีนี้


และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง


สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้เงินบาท (USDTHB) จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่เราคงประเมินว่า เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง (แต่โดยรวมยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways) ในช่วงระหว่างวัน ตามอานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของหุ้นไทยที่อาจยังดำเนินต่อไปได้ ในช่วงที่ตลาดต่างเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีหุ้นในกลุ่มดังกล่าวน้อย กอปรกับ แรงขายทองคำในช่วงที่ผ่านมา แม้จะกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง ทว่า ราคาทองคำก็สามารถรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อในจังหวะย่อตัวของผู้เล่นในตลาด ทำให้ หากราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นต่อได้ หรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways อาจพอช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ คือ Two-way risk ต่อเงินบาท ที่พร้อมทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยต้องจับตา ทั้งรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ที่จะทยอยรับรู้ในช่วง 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย และสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างใกล้ชิด


เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่า FED มีโอกาสราว 36% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ หากอัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาสูงกว่าคาด จะส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ได้อีกครั้ง เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงรับรู้ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ล่าสุด หนุนให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ โดยหากเงินบาทอ่อนค่าลงจากปัจจัยกดดันดังกล่าว เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 31.20-31.30 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงขายจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกเป็นต้น


ในทางกลับกัน หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ในกรณีที่ อัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาตามคาด หรือ ต่ำกว่าคาด เราประเมินว่า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าหลุดจากโซนแนวรับดังกล่าวได้จริง การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยอย่างชัดเจน อาทิ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดต่อเนื่อง หรือตลาดการเงินเผชิญความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 อีกครั้ง ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อีกรอบ และหนุนให้ เงินบาทอาจสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในโซนต่ำกว่าระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ และที่สำคัญ จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทจากปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้โมเดล Behavioral Equilibrium Exchange Rate (BEER) เราพบว่า เงินบาท (USDTHB) ยังคงมี Fair Value ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 31 บาทต่อดอลลาร์ เช่นแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก ทำให้เงินบาทมักจะกลับตัวอ่อนค่าลงในช่วงระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า ตามการประเมินข้อมูลสถิติในอดีต


เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน


มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.90-31.20 บาท/ดอลลาร์



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

นายศักดิ์ชาย งอกงาม

นายศักดิ์ชาย งอกงาม