(เพิ่มเติม) BCP โชว์ปี 68 กำไร 2.88 พันลบ. โต 32% - ทุ่มงบ 270 ล้านดอลล์ ซื้อ `เชฟรอน ฮ่องกง` รุกค้าปลีกน้ำมันตปท.

รูป (เพิ่มเติม) BCP โชว์ปี 68 กำไร 2.88 พันลบ. โต 32% - ทุ่มงบ 270 ล้านดอลล์ ซื้อ `เชฟรอน ฮ่องกง` รุกค้าปลีกน้ำมันตปท.

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 ก.พ. 69 10:34 น.

 

BCP เผยปี 68 กำไรสุทธิ 2.88 พันลบ. เพิ่มขึ้น 32% รับ 2 โรงกลั่นกำลังการผลิตเพิ่มเฉลี่ย 5,300 บาร์เรลต่อวัน แย้มฐานะการเงินแกร่ง หลังทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตที่ “A+” ด้านบอร์ดไฟเขียวอนุมัติซื้อ 'เชฟรอน ฮ่องกง' มูลค่า 270 ล้านดอลลาร์ รุกค้าปลีกน้ำมันในตปท.

 


นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยรายงานผลประกอบการปี 68 ของกลุ่มบริษัทบางจาก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

 


สรุปผลดำเนินงานปี 68

 

- บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท

 

- มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท และ EBITDA 35,753 ล้านบาท

 

- โครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทในระยะยาว

 

- บริษัทได้รับการจัดอันดับ MSCI ESG Rating ระดับ “AA” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดที่บริษัทไทยทำได้ในกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Refining, Marketing, Transportation & Storage

 

 

ปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันกำไร

 

- มุ่งเน้นการบริหารธุรกิจด้วยความรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระยะยาวและการวางรากฐานเพื่อขยายตลาดพลังงานทั้งในและต่างประเทศ รองรับการเติบโตในอนาคต

 

- การปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจจากการเข้าถือหุ้นบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ในสัดส่วน 99.72% และการเพิกถอน BSRC ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือน ธ.ค.68 ช่วยสนับสนุนการบริหารการดำเนินงานของทั้งสองโรงกลั่นภายใต้แนวคิด “Together to Greater” และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะต่อไป

 

- โรงกลั่นทั้ง 2 แห่งสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นเฉลี่ยได้อีก 5,300 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงไม่มีการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระเช่นเดียวกับปีก่อน ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/68 ใกล้ระดับ 280,000 บาร์เรลต่อวัน

 

- ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากอุปทานที่ตึงตัว ส่งผลให้ Crack Spread ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นสูงถึง 10.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบหลายไตรมาส ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันมี EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น 77% เทียบกับปีก่อน

 

- กลุ่มธุรกิจการตลาดสามารถขยายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันจากปีก่อนและรักษาส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกในระดับแข็งแกร่งที่ 29% อีกทั้งโครงสร้างธุรกิจที่มีความหลากหลายของกลุ่มบริษัทช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มบริษัทท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ผันผวน

 


"ปี 69 แม้ธุรกิจพลังงานยังต้องเผชิญความผันผวนของตลาดและทิศทางราคาพลังงานโลก แต่กลุ่มบริษัทบางจากมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามวิถีของพลังงานโลก Energy Addition ที่พลังงานรูปแบบใหม่ถูกเสริมเข้ามาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับฐานพลังงานเดิม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้โครงสร้างธุรกิจที่ปรับให้มีความชัดเจนและคล่องตัวมากขึ้น" นายชัยวัฒน์ กล่าว

 


นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กล่าวถึงรายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 68 ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

 

- กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA 8,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% จากปีก่อน ขณะที่กำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 263,700 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% โดยโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถเดินเครื่องในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้รับรู้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปได้อย่างเต็มที่

 

- กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 5,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน ปริมาณการจำหน่าย 13,899 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในธุรกิจอุตสาหกรรม

 

- กลุ่มบริษัทบางจากยังคงครองส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจค้าปลีกที่ 29% และ ณ สิ้นปี 68 มีสถานีบริการรวม 2,214 แห่ง สำหรับธุรกิจ Non-Oil มีร้านกาแฟอินทนิล 1,183 สาขา จุดชาร์จ EV 543 จุด และจุดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น FURiO กว่า 2,050 จุด

 

- กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด ดำเนินงานโดย บมจ.บีซีพีจี (BCPG) มี EBITDA 5,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซฯในสหรัฐฯ ประกอบกับเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ในสปป.ลาว

 

- กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ดำเนินงานโดย บมจ.บีบีจีไอ (BBGI) มี EBITDA 902 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อน ท่ามกลางสภาวะตลาดที่อ่อนตัว

 

- กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA 15,966 ล้านบาท ลดลง 36% จากปีก่อน จากผลกระทบของราคาขายน้ำมันที่ปรับลดลงตามตลาดโลกและปริมาณการจำหน่ายที่ลดลง

 

- โครงการสำคัญของ OKEA ASA ในประเทศนอร์เวย์ ยังคงมีความคืบหน้า โดยแหล่งผลิต Brage เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์จากหลุมผลิต Sognefjord East ในเดือนก.ค.68 และมีแผนขุดเจาะหลุมผลิต Talisker ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 1/69

 

- ไตรมาส 4/68 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 123,790 ล้านบาท มี EBITDA 9,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 4,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน และมากกว่า 100% จากปีก่อน

 

- แรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ซึ่งมีค่าการกลั่นพื้นฐานเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกำลังการผลิตเฉลี่ยของโรงกลั่นทั้งสองแห่งที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่กลุ่มธุรกิจการตลาดมีปริมาณการจำหน่ายเติบโตจากการเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยวและการขยายตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในภาคอุตสาหกรรม ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นจากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาสของโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ที่ประเทศ สปป.ลาว

 

- ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเข้าทำรายการซื้อหุ้น Chevron Hong Kong Limited (CHK) ซึ่งดำเนินธุรกิจน้ำมันค้าปลีกผ่านสถานีบริการ ภายใต้ตราสินค้า Caltex ,ธุรกิจน้ำมันภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร ในฮ่องกง มูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

- คาดว่าจะธุรกรรมการซื้อขายหุ้น CHK จะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 69

 

- การลงทุนใน CHK จะช่วยเสริมศักยภาพให้บางจากฯสามารถต่อยอดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร ขยายฐานลูกค้า เพิ่มความแข็งแกร่งของระบบโลจิสติกส์ด้านพลังงาน และสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโตระยะยาว

 

- การดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนของบางจากฯ “Accelerating Bangchak 100x” ซึ่งตั้งเป้าหมายเร่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขัน

 

- ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 5 กลุ่มหลัก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นการตลาดและพลังงานชีวภาพ 2. กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ 3. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน 4. กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน และ 5.กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ฯ

 

- จัดสรรงบลงทุนช่วงปี 69-71 รวม 35,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาธุรกิจหลัก เสริมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 


"การเข้าซื้อกิจการ CHK ไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเดินหน้านำธุรกิจพลังงานไทยไปสร้างความเชื่อมั่นในระดับภูมิภาค เรามุ่งมั่นยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน และพร้อมก้าวสู่อนาคตด้านพลังงานภายใต้ทิศทางที่ชัดเจน โดยฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่พัฒนาแล้ว มีกรอบกฎหมายและกติกาการค้าปลีกเสรีที่ใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ อีกทั้งมีอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับสูง (อันดับเครดิตของประเทศอยู่ที่ AA+) สะท้อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และระบบกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเดินเรือที่สำคัญของเอเชีย จึงเหมาะกับการเข้าทำธุรกรรม" นายชัยวัฒน์ กล่าว

 

 

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ปริวัฒน์ หินพลอย

ปริวัฒน์ หินพลอย