KCE กำไรปี 68 ที่ 833 ลบ. ลดลง 49.5% รายได้ชะลอตามตลาดยานยนต์ - เงินบาทแข็งค่ากดดัน

รูป KCE กำไรปี 68 ที่ 833 ลบ. ลดลง  49.5% รายได้ชะลอตามตลาดยานยนต์ - เงินบาทแข็งค่ากดดัน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 ก.พ. 69 9:25: น.

 

 

KCE เผยปี 68 กำไรสุทธิ 832.68 ลบ.ลดลง 49.5%  จากรายได้ขะลอตัว ตามอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ควบคู่ เงินบาทแข็งค่า แรงกดดันด้านราคา แม้อยู่ระหว่างลงทุนยกระดับเทคโนโลยีการผลิต HDI PCB รองรับเติบโตระยะยาว  โดยยังไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ 

 

บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE สรุปผลการดำเนินงาน ปี 2568 กำไรสุทธิ 832.68 ล้านบาท เทียบงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,648.45 ล้านบาท ลดลง 49.5%

 

บริษัทชี้แจงว่า รายได้รวมของกลุ่มบริษัทในปี 2568 อยู่ที่ 13,338.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้รวมประกอบด้วยรายได้จาการขายสินค้า 13,074.7 ล้านบาท และรายได้อื่น 263.9 ล้านบาท ในปี 2568 รายได้อื่นของบริษัทลดลง 113.7 ล้านบาทจากปี 2567โดยปัจจัยหลักมาจากกำไรจากการขายสินทรัพย์โรงงานเก่าที่เป็นรายการเกิดขึ้นครั้งเดียวในปี 2567

 

 

ผลจากรายได้ที่ลดลงส่งผลให้ปี 2568 กลุ่มบริษัทรายงานกำไรสุทธิรวม 832.7 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญคิดเป็นร้อยละ 49.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 786.6 ล้านบาท (ไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 48.1 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิจากการขายสินทรัพย์และการด้อยค่าของทรัพย์สิน 2 ล้านบาท) ซึ่งลดลงร้อยละ 48.9 จากปีผ่านมา

 

ปี 2568 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายรวม 13,074.7 ล้านบาท ลดลง 11.85% จากปีก่อน ขณะที่รายได้สกุลดอลลาร์สหรัฐลดลงเพียง 5.32% สะท้อนผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งกดดันการแปลงรายได้เป็นเงินบาทราว 677 ล้านบาท ประกอบกับภาวะอุปสงค์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่ชะลอตัว ส่งผลให้ปริมาณจำหน่ายแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ลดลง 7.26%

 

ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิต โดยติดตั้งเครื่องจักรรุ่นใหม่เพื่อรองรับความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะ HDI PCB ซึ่งทำให้กำลังการผลิตบางช่วงจำกัด ส่งผลให้ยอดขาย HDI ลดลง 18.6% และเกิดคำสั่งซื้อคงค้าง (backlog) ราว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดทยอยรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

 

นอกจากนี้ รายได้ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะอุปทานส่วนเกินในอุตสาหกรรม ขณะที่การปรับวิธีบันทึกรายได้จากบริษัทย่อยในเยอรมนี ส่งผลให้รายได้ปี 2568 ลดลงอีก 225.9 ล้านบาท อย่างไรก็ดี บริษัทมองว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการพัฒนากระบวนการผลิตในปีนี้ เป็นรากฐานสำคัญรองรับการฟื้นตัวและการเติบโตระยะยาวในอนาคต

 

โดยสรุป การลดลงของรายได้ในปี 2568 เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน การชะลอตัวของตลาดโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ข้อจ ากัดด้านก าลังการผลิตในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และแรงกดดันด้านราคาจากการแข่งขันในตลาด ฝ่ายบริหารมองว่าการลงทุนในเครื่องจักรเทคโนโลยี การพัฒนากระบวนการผลิต และการเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิต HDI PCB ในปี 2568 ถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของบริษัทฯ เพื่อรองรับการฟื้นตัวของตลาดและการเติบโตในระยะยาวต่อไป

 

ในปี 2568 บริษัทดำเนินธุรกิจท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และราคาวัตถุดิบหลัก แม้สหรัฐฯ มีสัดส่วนรายได้ราว 23% แต่ยังไม่พบผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อคำสั่งซื้อหรือราคา พร้อมได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน แนวโน้มกระจายฐานการผลิตออกจากจีนหนุนโอกาสรับลูกค้าใหม่ในสหรัฐฯ มากขึ้น บริษัทเริ่มทดสอบสินค้าและขยายตลาดไปยังกลุ่มที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมยานยนต์ ควบคู่รักษาความแข็งแกร่งในตลาดหลัก

 

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากดดันรายได้และกำไร ประกอบกับคำสั่งซื้อกลุ่มยานยนต์ชะลอตัวในครึ่งหลังของปี ส่วนต้นทุนยังเผชิญแรงกดดันจากราคาทองแดงซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต PCB

 

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

จำเนียร พรทวีทรัพย์

จำเนียร พรทวีทรัพย์

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย