ครม.เคาะกู้เงิน 4 แสนล้านบ. ฝ่าวิกฤตพลังงาน ช่วยค่าครองชีพ-ประคองเศรษฐกิจ

รูป ครม.เคาะกู้เงิน 4 แสนล้านบ. ฝ่าวิกฤตพลังงาน ช่วยค่าครองชีพ-ประคองเศรษฐกิจ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -5 พ.ค. 69 13:04 น.

ครม.ไฟเขียว คลังออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อุ้มประชาชน-เกษตรกร-เอสเอ็มอี พร้อมลงทุนพลังงานสะอาด สกัดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเงินเฟ้อสูง ไม่เกินกรอบหนี้สาธาณะต่อจีดีพี 70% ด้านคนละครึ่งพลัส ยันได้ใช้แน่ 1 มิ.ย. 69

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า ที่ประชุม ครม.ในวันนี้ มีมติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน (พ.ร.ก.กู้เงิน) มีไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

การตัดสินใจครั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจรุนแรงทั่วโลก วิกฤตครั้งนี้ เริ่มจากราคาพลังงาน และลุกลามไปสู่ราคาอาหาร ค่าครองชีพ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้ หน้าที่ของรัฐบาง คือ การหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที

“พวกเราจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษ ผ่านการออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน ภายใต้กฎหมายที่ชัดเจนว่า เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้”นายอนุทิน กล่าว

พ.ร.ก.ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ด้าน คือ

1.มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสําคัญ คือประชาชนผู้มีรายได้น้อย และปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซํ้าจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

2.เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท โดยกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มี ประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต

การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทําให้การใช้ พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานี บรรจุไฟฟ้า และการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสําหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงาน และการสร้างเศรษฐกิจใหม่

มาตรการภายใต้พ.ร.ก.นี้ จะพุ่งตรงกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ พี่น้องประชาชน ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน คือ ผู้มีรายได้น้อย และปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและ ภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

“พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นทั้งเครื่องมือพาประเทศผ่านวิกฤต และวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ปัญหาวิกฤตของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และประคับประคองพี่น้องที่มีกำลังน้อยกว่า เดินหน้าผ่านวิกฤตไปด้วยกัน ทำให้ประเทศไทยเข้มแข็ง มีความพร้อมรับมือกับปัญหา ที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้”นายอนุทิน กล่าว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้ เป็นวิกฤตโลก ที่กระทบปากท้องประชาชน ดังนั้นวันนี้ ที่กระทรวงการคลังเสนอ ครม.วันนี้ เพื่อต้องการแก้วิกฤตปากท้องประชาชนร มีความจำเป็นเร่งด่วน คือ เป็นวิกฤตจากตะวันออกกลาง และกระทบทั้งโลก มีทั้งความรุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอก

“ความรุนแรง เห็นว่า เป็นวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันสูงทั้งโลก ความรวดเร็ว พอราคาน้ำมันสูง กระทบคนทันที ประเทศส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่พึ่งพาน้ำมัน กระทบทันที และมาเป็นระลอก วิกฤตครั้งนี้ ต่างจากอดีต ที่รวดเร็วที่เดียว จบ แต่อันนี้ มาเป็นระลอก คือ 1.วิกฤตสงคราม 2.วิกฤตสงครามน้ำมัน 3.วิกฤตต้นทุนจะสูงขึ้น ส4.วิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ วิกฤตรอบ 5.กำลังซื้อจะหด หากปล่อยจะยิ่งแก้ยาก คือเหตุผลที่จำเป็นต้องออกพ.ร.ก.นี้”นายเอกนิติ กล่าว

“การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน”นายเอกนิติ กล่าว

สําหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นโดยคาดว่าจะแตะที่ระดับ 69% แต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ 70% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชําระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สําคัญคือการดําเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง

“วงเงินตัดสินใจ 400,000 ล้านบาทนั้น เพราะมีความตั้งใจรักษากรอบวินัยทางการคลัง โดยพิจารณาว่าจำนวนดังกล่าวเพียงพอ โดย 2 แสนล้านบาทใช้เยียวยาวผลกระทบ ลดค่าใช้จ่ายประชาชน และอีก 2 แสนล้านบาท ใช้ช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดความเปราะบางในอนาคต เพราะวิกฤตครั้งนี้ไม่รู้จะยาวเมื่อไหร่ โดยไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะจากการประเมินของกระทรวงการคลัง โดยหัวใจสำคัญ ต้องการแก้ไขวิกฤตปากท้องของพี่น้องประชาชน ป้องกันปัญหาไม่ให้ลุกลาม และจะยิ่งทำให้เกิดวิกฤตซ้ำซ้อน วิกฤตซ้อนวิกฤต หรือ stagflation ซึ่งจะยิ่งแก้ยากหากปล่อยไว้”นายเอกนิติ กล่าว

วันนี้ หากพิจารณาจากงบประมาณปี 2569 ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลมีไม่ถึงแสนล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ และใช้งบกลางเหลือเพียง 20,000 กว่าล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 จะต้องรออีกเป็นระยะเวลา 5 เดือน ซึ่งจะไม่ทัน จึงเป็นเหตุผลและความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องออกพ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว

กระบวนการหลังจากนี้ รอลงราชกิจจานุเบกษา และในวันที่ 14 พ.ค.นี้ จะนำเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร และจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง (ประธานกรรมการ) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทนสศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม)

“พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่กว้างเหมือนฉบับอื่น แต่จะมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน โดยคณะกรรมการจะพิจารณากลั่นกรองโครงการ ก่อนสู่การพิจารณาครม.ต่อไป ส่วนคนละครึ่ง ยืนยันว่า จะยังไม่เข้าการพิจารณาสัปดาห์หน้า แต่อย่างไรก็ตามจะทันใช้ 1 มิ.ย.นี้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันในโครงการนี้จะมีส่วนรถเก่าแลกรถใหม่ด้วย”นายเอกนิติ กล่าว

ส่วนการกู้นั้น จะเป็นการใช้เงินกู้ในประเทศทั้งหมด ทำให้ไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และจากการหารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า สภาพคล่องภายในประเทศสูงมากถึง 1 ล้านล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ในประเทศอยู่ในระดับต่ำด้วย


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย