| ส.อ.ท. เผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll พบผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันไทยรุนแรงขึ้นเทียบกับอดีต ชี้เหตุสำคัญจากวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน แย้มดันต้นทุนการดำเนินธุรกิจพุ่ง 20% พร้อมจี้ภาครัฐเร่งปฏิรูปกฎหมายและยกระดับการบังคับใช้ หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ประจำเดือน มี.ค.69 ภายใต้หัวข้อ "เอกชนไม่ทน : เสียงสะท้อนภาคธุรกิจกับปัญหาคอร์รัปชัน" ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 645 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อสะท้อนมุมมองของภาคเอกชนต่อปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้ - ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ถึง 85.7% เห็นว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบันรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวยังคงฝังลึกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง - สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเกิดขึ้นในปัจจุบัน อันดับ 1 คือ วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน คิดเป็น 70.9% รองลงมาคือ ช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด 57.2% และการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจใช้ดุลยพินิจสูง เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ 53.0% ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ภาคเอกชนเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง - ด้านรูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชันที่พบมากที่สุด อันดับ 1 คือ การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ล็อกสเปกและฮั้วประมูล 81.4% รองลงมาคือ การติดสินบนและการเรียกรับผลประโยชน์ 72.6% และการทุจริตเชิงนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม 69.8% ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระดับปฏิบัติการ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงกลไกเชิงนโยบายและโครงสร้างการบริหารภาครัฐด้วย - สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 55.5% ระบุว่าต้นทุนที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันคิดเป็นมากกว่า 20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 61.2% เคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันด้วยตนเอง ขณะที่ 38.8% ระบุว่าไม่เคย ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านธรรมาภิบาล แต่ยังสร้างภาระต้นทุนโดยตรงต่อภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการแข่งขัน และลดทอนประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ - แนวทางที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน พบว่าอันดับ 1 คือ เร่งปฏิรูปกฎหมายและยกระดับการบังคับใช้ให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ 64.5% รองลงมา 2.คือ ขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลยพินิจ พร้อมเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) ให้ตรวจสอบได้ 60.2%, อันดับ 3 คือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน เพิ่มช่องทางร้องเรียน และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม 55.5% และอันดับ 4 คือ ยกระดับระบบตรวจสอบนโยบายและโครงการภาครัฐ ให้มีการประเมินความคุ้มค่าและความโปร่งใสก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินการ 54.9% - ส.อ.ท. เห็นว่าการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งการปฏิรูปกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐผ่านระบบดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ตรวจสอบได้ และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการต่อต้านทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน |