| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมารีบาวด์ปิดบวกถ้วนหน้าในวันพุธ (20 พ.ค.) หลังเผชิญแรงเทขายติดต่อกันสามวัน ท่ามกลางความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มชิปที่เพิ่มขึ้นก่อนการรายงานผลประกอบการของ Nvidia หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,009.35 จุด เพิ่มขึ้น 645.47 จุด (+1.31%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,432.97 จุด เพิ่มขึ้น 79.36 จุด (+1.08%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,270.36 จุด เพิ่มขึ้น 399.65 จุด (+1.55%) นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบการเงิน 2027 ของ Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำ โดยรายงานดังกล่าวถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้วัดความต้องการใช้จ่ายด้าน AI ว่าจะยังคงแข็งแกร่งพอที่จะรองรับมูลค่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่สูงได้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ แครอล ชลีฟ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์การตลาดของ BMO Private Wealth กล่าวว่า “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงธีม AI ขับเคลื่อนตลาดอีกครั้งในวันนี้ ต่างจากวานนี้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้น โดยหันไปมาปัจจัยหนุนจาก AI อันที่จริง ถือว่าค่อนข้างผิดปกติ เพราะปกติแล้วตลาดมักจะนิ่ง ๆ เพื่อรอดูผลประกอบการของ Nvidia ที่จะออกมา แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นและมองบวกกันมาก” ขณะที่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านซึ่งยังไม่มีข้อยุติ ได้ฉุดให้ดัชนีของสหรัฐฯ ลดลงในช่วงสามวันที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะซ้ำเติมเงินเฟ้อจนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยในวันพุธ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยว่า การแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ ยินดีที่จะรอคำตอบที่ถูกต้องจากอิหร่านอีกสองสามวัน โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ระบุว่าการเจรจากับอิหร่านอยู่ในช่วงท้ายแล้ว ตลาดยังได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปีที่ลดลงในวันพุธ หลังจากพุ่งขึ้นติดต่อกันสามวันจนแตะระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน ขณะที่รายงานการประชุมครั้งล่าสุดของเฟดแสดงให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นที่ระบุว่า ธนาคารกลางควรเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี หลังการประชุม การคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธ.ค. มีความผันผวน ส่วนข้อมูลล่าสุดจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group แสดงให้เห็นว่า ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยนั้นลดลงมาอยู่ที่ 36.8% จาก 42% ในวันอังคาร ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้น Nvidia ปิดบวก 1.3% ขณะที่การซื้อขายนอกเวลาทำการเป็นไปอย่างผันผวน หลังจากบริษัทคาดการณ์รายได้ในไตรมาสที่สองสูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดไว้ พร้อมทั้งประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 80,000 ล้านดอลลาร์ - ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียพุ่งขึ้น 4.5% ก่อน Nvidia ประกาศผลประกอบการ โดยหุ้นที่พุ่งแรง ได้แก่ Astera Labs พุ่งขึ้น 17.7% และหุ้นของ ARM Holdings ที่ซื้อขายในสหรัฐฯ ทะยานขึ้น 15% - หุ้น 8 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่พุ่งขึ้นมากที่สุด (+2.5%) ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยี (+2.5%) ขณะที่กลุ่มพลังงานร่วงลง (-2.6%) - กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงเกือบ 1% โดยถูกกดดันจากหุ้น Target บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ ที่ร่วงลง 3.9% หลังเตือนถึงปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย แม้จะปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของยอดขายทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าก็ตาม ส่งผลให้หุ้น Walmart ในกลุ่มเดียวกันร่วงตามไปด้วย ปิดตลาดลดลง 2.5% โดยบริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันนี้ - หุ้นกลุ่มสายการบิน ประกอบด้วย Delta Air Lines, United Airlines, Southwest Airlines และ Alaska Air เพิ่มขึ้นประมาณ 6-10% หลังราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรม - หุ้น Carnival Corp และ Norwegian Cruise Line Holdings บริษัทเรือสำราญ บวกนำกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย โดยพุ่งขึ้น 8% ทั้งสองหุ้น - หุ้น Intuit ร่วงลง 3.9% หลังสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างบันทึกภายในว่า บริษัทเตรียมปลดพนักงานประมาณ 3,000 คน ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,730 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,550 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 3.39 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 220 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 119 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 3,711 ตัว และหุ้นลบ 1,144 ตัว โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 3.24 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 19 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 15 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 51 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 180 ตัว ที่มา Reuters |