*** ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หยุดทำการในวันจันทร์ (19 ม.ค.) เนื่องในวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันอังคาร (20 ม.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ *** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนก.พ. ทรงตัวจากวันก่อนหน้า ปิดที่ 59.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 64.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขยับขึ้น 1 เซนต์ หรือ 0.02% โดยปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากสหรัฐฯ ปิดทำการในวันหยุดราชการของรัฐบาลกลาง ราคาน้ำมันทรงตัวในวันจันทร์ หลังสถานการณ์ความไม่สงบภายในอิหร่าน เริ่มคลี่คลายลง ลดความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้ปฏิบัติการทางทหารซึ่งอาจกระทบต่ออุปทานจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ขณะที่นักลงทุนหันไปจับตาความตึงเครียดกรณีกรีนแลนด์มากขึ้น *** กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เล็กน้อย แต่เตือนว่า ความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนความตึงเครียดด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ว่า ปัจจุบันคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.3% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 3.1% เมื่อเดือนต.ค. ขณะที่ประมาณการการเติบโตในปี 2027 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่ระดับ 3.2% IMF ระบุว่า ปัจจัยบางประการที่ช่วยพยุงเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เช่น กระแสความคึกคักของ AI ที่หนุนตลาดหุ้น และการผ่อนคลายของความตึงเครียดทางการค้าในช่วงที่ผ่านมา อาจกลับกลายเป็นความท้าทายได้ หากสถานการณ์เหล่านี้เกิดการพลิกผัน *** ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง และเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนของญี่ปุ่นและฟรังก์สวิสซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้านำเข้าจากประเทศในยุโรป ที่คัดค้านแผนการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ด้านราคาทองคำและเงิน พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ดัชนี STOXX 600 ของยุโรป ปรับตัวลดลง 1.2% ขณะที่ดัชนีหุ้นบลูชิพในแฟรงก์เฟิร์ต ปารีส และลอนดอน ปรับตัวลดลงในช่วง 0.4-1.7% ด้านตลาดหุ้นเอเชีย ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นลดลง 0.7% ส่วนดัชนีหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกนอกญี่ปุ่นของ MSCI แทบไม่เปลี่ยนแปลง *** การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของตลาดหุ้นจีน กำลังเผชิญการถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานกำกับดูแล หลังปริมาณการซื้อขายทะยานสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้ทางการต้องขยับมาตรการสกัดการใช้เลเวอเรจ แม้นักลงทุนจำนวนมากยังมองว่าตลาดกระทิงรอบนี้เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยข้อมูลจากวินด์ อินฟอร์เมชัน ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลการเงินที่มุ่งเน้นตลาดจีน ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายรายวันในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และปักกิ่ง ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพุธของสัปดาห์ที่แล้ว โดยปริมาณการซื้อขายพุ่งแตะจุดสูงสุดที่ 3.99 ล้านล้านหยวน หรือราว 5.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าสถิติเดิมที่ 3.48 ล้านล้านหยวน ซึ่งทำไว้เมื่อเดือนต.ค. 2024 แรงซื้อขายที่ร้อนแรงดังกล่าว ทำให้นักลงทุนยุคเก่านึกย้อนถึงความร้อนแรงเกินพอดีในอดีต โดยเฉพาะวัฏจักรการพุ่งขึ้นและแตกตัวเป็นฟองสบู่ของตลาดหุ้นจีนในปี 2015 ด้านหน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ตอบสนองด้วยการคุมเข้มกฎเกณฑ์การซื้อขายด้วยมาร์จิ้น โดยเฉพาะการปรับเพิ่มข้อกำหนดหลักประกันสำหรับธุรกรรมมาร์จิ้นใหม่ *** ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า พร้อมให้คำมั่นว่า จะปรับลดภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารเป็นการชั่วคราว หากสามารถคว้าชัยชนะและได้รับอำนาจบริหารต่อภายใต้รัฐบาลผสมชุดใหม่ โดยนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ตั้งเป้าหมายว่าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล จะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดพบปะกับผู้นำภาคธุรกิจระดับโลกที่เมืองดาวอส ในวันพุธ โดยการปรากฏตัวครั้งนี้ กลายเป็นจุดสนใจสำคัญเหนือเวทีการประชุมประจำปีของชนชั้นนำโลกที่สวิตเซอร์แลนด์ ผู้นำธุรกิจจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารจากภาคบริการทางการเงิน คริปโทเคอร์เรนซี และธุรกิจที่ปรึกษา ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองภายหลังการกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์ต่อที่ประชุมประจำปีของ World Economic Forum (WEF) โดยกำหนดการและวาระการหารือยังไม่เป็นที่ชัดเจน 
*** คณะกรรมาธิการสมาชิกรัฐสภาอังกฤษจากหลายพรรคการเมือง ระบุว่า หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของสหราชอาณาจักร ยังดำเนินการไม่เพียงพอในการป้องกันความเสี่ยงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคหรือบั่นทอนเสถียรภาพของตลาด พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลเลิกใช้แนวทางรอดูสถานการณ์ต่อไป โดยในรายงานว่าด้วยการใช้ AI ในภาคบริการทางการเงิน คณะกรรมาธิการด้านการคลังของรัฐสภาอังกฤษระบุว่า สำนักงานกำกับดูแลการเงิน (Financial Conduct Authority: FCA) และธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ควรเริ่มจัดทำการทดสอบภาวะวิกฤตที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ AI เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินเตรียมรับมือกับแรงกระแทกของตลาดที่อาจเกิดจากระบบอัตโนมัติ *** ซาราห์ ฟรายเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของ OpenAI เปิดเผยว่า รายได้ในอัตรารายปีของบริษัทในปี 2025 พุ่งทะลุระดับ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 โดยการเติบโตดังกล่าว สอดคล้องกับการขยายกำลังการประมวลผลของบริษัท ฟรายเออร์ระบุว่า กำลังการประมวลผลของโอเพนเอไอเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 กิกะวัตต์ (GW) ในปี 2025 จาก 0.6 กิกะวัตต์ในปี 2024 พร้อมเสริมว่า ตัวเลขผู้ใช้งานรายสัปดาห์และรายวันของ OpenAI ยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง *** BHP Group เปิดเผยว่า บริษัทได้ยอมรับราคาที่ลดลงสำหรับแร่เหล็กบางส่วนในการเจรจาสัญญารายปีกับจีน ขณะเดียวกันรายงานปริมาณการผลิตแร่เหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเหล็ก ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเหมืองแร่ ยังส่งสัญญาณเตือนว่าต้นทุนโครงการเหมืองแร่โพแทช Jansen ในแคนาดามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 20% ปัจจุบัน BHP กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขสัญญารายปีกับกลุ่ม China Mineral Resources Group (CMRG) ซึ่งเป็นผู้ซื้อแร่เหล็กรายใหญ่ของจีน โดยบริษัทระบุว่ากำลังมองหาโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดอื่น ๆ มากขึ้น *** ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า Tesla มีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายแรก ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากการที่แคนาดาตัดสินใจยกเลิกภาษีนำเข้า 100% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีน เนื่องจากบริษัทได้เริ่มส่งออกรถยนต์จากโรงงานในนครเซี่ยงไฮ้ไปยังแคนาดาตั้งแต่เนิ่น ๆ และมีเครือข่ายการจำหน่ายในแคนาดาที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ภายใต้ข้อตกลงที่ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แคนาดาจะอนุญาตให้นำเข้ารถยนต์จากจีนได้สูงสุด 49,000 คันต่อปี โดยเก็บภาษีในอัตรา 6.1% ตามหลักประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation) ขณะที่มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระบุว่า โควตาดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็น 70,000 คันภายในระยะเวลา 5 ปี อย่างไรก็ดี ข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขที่กำหนดให้ครึ่งหนึ่งของโควตานำเข้าถูกจัดสรรสำหรับรถยนต์ที่มีราคาต่ำกว่า 35,000 ดอลลาร์แคนาดา หรือราว 25,189 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งราคาจำหน่ายรถยนต์ทุกรุ่นของเทสลาสูงกว่าระดับดังกล่าว *** Apple กลับขึ้นมาครองตำแหน่งผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในจีนอีกครั้ง หลังยอดจัดส่ง iPhone พุ่งขึ้น 28% ในช่วงไตรมาสวันหยุดยาว แม้สถานการณ์การขาดแคลนชิปหน่วยความจำสำคัญจะทวีความรุนแรงขึ้น โดย Counterpoint ระบุว่า iPhone 17 Series ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างมาก โดยสมาร์ทโฟนของ Apple คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของยอดจัดส่งทั้งหมดในไตรมาสเดือนธ.ค. การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดของ Huawei และ Xiaomi ซึ่งต่างเผชิญกับยอดจัดส่งที่ลดลงในอัตราเลข 2 หลัก ขณะที่ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของโลก มียอดจัดส่งลดลง 1.6% *** อัตราการเกิดของจีน ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา ตอกย้ำวิกฤตประชากรที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่รัฐบาลยังเผชิญความยากลำบากในการพลิกฟื้นแนวโน้มประชากรที่หดตัวและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากวินด์ อินฟอร์เมชัน ซึ่งรวบรวมสถิติตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ระบุว่า อัตราการเกิดของจีนในปี 2025 ลดลงเหลือเพียง 5.6 ต่อประชากร 1,000 คน จากระดับ 6.4 ในปี 2023 นับเป็นระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ปีที่แล้วมีทารกเกิดใหม่ราว 7.9 ล้านคน ลดลงอย่างมากจาก 9.5 ล้านคนในปีก่อนหน้า แม้รัฐบาลจะพยายามกระตุ้นให้ครอบครัวมีบุตรมากขึ้น ผ่านการขยายเงินอุดหนุนและการเพิ่มสิทธิการลาคลอดบุตร ขณะเดียวกัน จำนวนประชากรจีนลดลงเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยลดลง 3.4 ล้านคน เหลือ 1.405 พันล้านคนในปีที่ผ่านมา *** ราคาทองคำและเงิน พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง เพียงไม่กี่วันหลังจากเพิ่งทะลุสถิติเดิม เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางแนวโน้มภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอน โดยสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนก.พ. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.71% มาอยู่ที่ 4,674.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังเพิ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับขึ้น 1.6% สู่ระดับ 4,668.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ด้านราคาเงินปรับตัวขึ้นตามทิศทางของทองคำ และยังคงยืนอยู่ในระดับสูงได้อย่างแข็งแกร่ง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าโลหะเงินของสหรัฐ ส่งมอบเดือนมี.ค. พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 93.035 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และล่าสุดปรับขึ้น 5.06% มาอยู่ที่ 93.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงินในตลาดสปอตปรับเพิ่มขึ้น 3.55% สู่ระดับ 93.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ 
|