| KBANK เผยภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 เป็นที่น่าพอใจ ปลื้มรายได้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเติบโตดี มองไตรมาส 2/69 ระมัดระวังมากขึ้น หลังความขัดแย้งยังมีความไม่แน่นอน แต่ยังคงเป้าหมายทางการเงินปี 69 ไว้ นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยในงาน Money20/20 Asia 2026 หัวข้อ Fireside Chat: Technology , Trust, and the Future of Banking in Asia ว่า ภาพของอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากการที่เศรษฐกิจในประเทศมีการเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรม และ การใช้ชีวิตของคน ประกอบกับ การที่มีเทคโยโลยีใหม่ๆเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตมากขึ้น ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และ เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้การทำงานของธนาคารได้เปลี่ยนแปลงไป โดยธนาคารเองจะต้องมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนางานด้านการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ การทำงานในองค์กร ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เพื่อทำให้ธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเติบโตและมีความยั่งยืน สำหรับธนาคารกสิกรไทย ยังคงเดินหน้าในการพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้บริการทางการเงินของธนาคารมีความหลากหลาย ตอบโจทย์การให้บริการของลูกค้าในหลากหลายระดับอย่างกว้างขวาง และ ทำให้ลูกค้าของธนาคารสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ในต้นทุนที่ถูกลง และ สามารถทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วขึ้น ประกอบกับ การพัฒนาประสิทธ์ภาพของบุคคลากรในองค์กร ยังมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเสริมประสิทธิภาพของพนักงานในองค์กร ให้สามารถพัฒนางานบริการต่างๆให้ลูกค้าพึงพอใจ และ สร้างการเติบโตให้กับองค์กรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 เป็นที่น่าพอใจ โดยธนาคารสามารถทำกำไรไว้ที่ 14,667 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์ 2 เดือนแรก(ม.ค.-ก.พ. 69) ภาพรวมธนาคารเติบโตได้ดี แต่พอเดือนมี.ค. ที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ภาพรวมชะงักไปเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผลประกอบการเติบโตมาจากการที่ธนาคารเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเน้นสินเชื่อที่มีหลักประกัน ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรายใหญ่ แม้จะให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ที่ต่ำ แต่มีความปลอดภัย และ รายใหญ่ยังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อนำไปลงทุน ในขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีธนาคารเลือกกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น กลุ่มโรงแรม กลุ่มอาหาร ในขณะที่การตั้งสำรองของธนาคารในระยะถัดไปจะรักษาให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบัน ซึ่งในไตรมาส 1/69 ธนาคารตั้งสำรองจำนวน 9,823 ล้านบาท โดยจะไม่เห็นการตั้งสำรองที่สูงเท่ากับปี 2565 เนื่องจากธนาคารเชื่อมั่นว่า ระดับสำรองที่มีอยู่เพียงพอต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และ สถานการณ์ในอนาคต ที่มีความท้าทายจากในและนอกประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.19% โดยธนาคารยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และ มีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีการเติบโตได้ดี ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า เช่น กองทุน ประกัน ซึ่งในระยะถัดไปรายได้จากธุรกิจดังกล่าวจะเติบโตได้ดีต่อเนื่องเช่นกัน โดยเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าที่ต้องการออมเงิน และ ลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับตนเอง "สินเชื่อปีนี้น่าจะอยู่ในกรอบ 0-2% บนจีดีพี 0.8-1.2% หากสถานการณ์ไม่เลวร้ายจนไปสู่สงคราม เราก็จะยังคงเป้าหมายทางการเงินไว้ แต่ก็ต้องระมัดระวัง และ ปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่เรามีฐานข้อมูล รู้จักลูกค้าเป็นอย่างดี ในขณะที่แนวโน้มภาพรวมไตรมาส 2/69 ไม่ใช่แค่เรา แต่มองไปถึงระบบอุตสาหกรรมที่เชื่อว่าจะยังคงระมัดระวัง โดยเฉพาะการลงทุนของธุรกิจที่ต้องคิดหนักหากจะลงทุนอะไร" โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารได้ประกาศเป้าหมายทางการเงินปี 69 ไว้ดังนี้ 1. การเติบโตของเงินให้สินเชื่อ (Loan Growth) เติบโตที่ 0-2% 2. ผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.75-2.95% 3. การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee Income Growth) เติบโตที่ Mid-to-high single-digit 4. ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ Mid-40s 5. เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio - Gross) อยู่ที่น้อยกว่า 3.25% 6. อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost) อยู่ที่ในช่วง 140-160 bps (Normalized Level) |