วิกฤตโลกยุค AI เก่งเกินคน: เรื่องจริงหรือมโน?

รูป วิกฤตโลกยุค AI เก่งเกินคน: เรื่องจริงหรือมโน?

efinAI


ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP

MacroViewBlog.com

เมื่อเช้าวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา เกิดปรากฏการณ์ที่ดัชนี DJIA ลงมาแรงกว่าทั้ง S&P500 และ Nasdaq ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยหุ้น IBM ลงมาแรงถึงกว่า 13% สาเหตุหลักมาจากบทวิเคราะห์จาก Citrini Research ที่ถือว่าดังพอตัว มีชื่อว่า "2028 GLOBAL INTELLIGENCE CRISIS” ว่าด้วยการจินตนาการเหตุการณ์ในอีก 2 ปีข้างหน้าที่จะมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นอีกมากมายจาก AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI Agents มาทำหน้าที่แทนมนุษย์ในการทำงานคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง Wall-E ในอดีต

 

บทความนี้ จะขอเล่าถึงเนื้อหาหลักในบทวิเคราะห์ดังกล่าวและขอนำเสนอความเห็นของผมว่าเห็นด้วยหรือไม่มากน้อยแค่ไหน โดย "2028 GLOBAL INTELLIGENCE CRISIS” มีเนื้อหาหลักอยู่ 2 ส่วน ดังนี้

 

หนึ่ง AI จะทำงานแทนคนเกือบแบบมากมายในหลากหลายสาขาอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาพนักงานออฟฟิศ หรือที่เรียกกันว่า White-collar ได้อย่างไร?

 

คำอธิบาย แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบ เริ่มจากระดับผลิตภาพในปี 2028 ที่จะพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมากในอีก 2 ปีหน้า โดยผลผลิตต่อชั่วโมงของคนเราได้พุ่งขึ้นมาสู่ระดับที่สูงแบบไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ปี 1950 ขับเคลื่อนจาก AI Agents ซึ่งทำงานให้เราแบบไม่ต้องป่วยหรือนอนหลับแต่อย่างใด 

 

โดยเจ้าของ AI จะรวยเอาๆ จากค่าจ้างแรงงานที่แทบจะหมดไป ในขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าผู้นำสหรัฐจะคุยว่าระดับผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าพนักงานออฟฟิศจะเสียตำแหน่งงานให้กับเครื่องจักร AI หรือถูกบังคับให้ทำงานในตำแหน่งที่มีค่าจ้างที่ถูกลง

 

เมื่อความหายนะมาสู่ภาคเศรษฐกิจในส่วนเซกเมนต์การบริโภค กูรูด้านเศรษฐกิจเรียกจุดนี้ว่า Ghost GDP หรือผลผลิตที่แสดงในตารางคำนวณ GDP ทว่าไม่เคยแสดงให้เห็นในภาคเศรษฐกิจจริง

 

หรือกล่าวได้ว่า AI สามารถทำงานได้เกินความคาดหมาย ทว่าตลาดหมายถึง AI ปัญหาคือเศรษฐกิจจริงไม่ได้ประโยชน์เลย

 

บทวิเคราะห์ของ Citrini มองย้อนจากปี 2028 แล้วคาดว่า ในช่วงปลายปี 2025 เครื่องมือ Coding ของ AI agents มีความสามารถสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

 

โดย Developer ได้พัฒนาให้ Claude Code สามารถเลียนแบบการทำงานของผลิตภัณฑ์ Software as a Service หรือ SaaS ภายในหลักสัปดาห์ ทำให้บริษัทต่างๆ ที่เป็นลูกค้าของผลิตภัณฑ์ SaaS ไม่อยากจะจ่ายค่า Renew สัญญาปีต่อปี มูลค่า $5 แสนต่อปี เนื่องจากสามารถทำเองได้ภายในบริษัทจาก AI Agents

 

เมื่อปลายปี 2025 คำว่า “agentic AI” ยังเป็นแค่คำฮิต ทว่าในช่วงกลางปี 2026 บริษัทต่างๆ ที่เป็นลูกค้าของผลิตภัณฑ์ SaaS เริ่มจะทำเองได้ในบริษัทของตนเองจากเครื่องมือ “agentic AI” เลียนแบบเหมือนกับที่ซื้อจาก ผลิตภัณฑ์ Software as a Service ภายในหลักอาทิตย์

 

หรือกล่าวได้ว่า บริษัทที่ถูกคุกคามโดย AI กลายเป็นผู้ Adopt AI แบบเต็มที่นั่นเอง นั่นคือ SaaS ไม่ได้ตาย แค่ไม่คุ้มที่จะซื้อจากนอกบริษัทเหมือนเดิมเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับที่พัฒนาเอง หรือ ผลิตภัณฑ์ Software as a Service ไม่ได้ถูกทำให้แตกต่างจากที่พัฒนาภายในบริษัทมากเพียงพอ ซึ่ง AI Agents ไม่ต้องมีต้นทุนจมในการพัฒนา SaaS แต่อย่างใด

 

โดยบทวิเคราะห์นี้ ได้ยกตัวอย่างบริษัท ServiceNow ได้ถูกยกเลิก license จากลูกค้า 15% ทำให้ต้องลดคนงาน 15% เช่นกัน โดยนำเงินที่ประหยัดไปนำไปซื้อเทคโนโลยีที่จะมา disrupt ธุรกิจนี้ 

 

องค์ประกอบที่สอง ธุรกิจที่ได้ประโยชน์จาก Friction หรือการจับแพะชนแกะไม่สามารถอยู่ได้

 

โดยต้นปี 2027 ชาวอเมริกันได้ใช้ AI agents แบบไม่รู้ตัว เหมือนกับที่ชมภาพยนตร์ผ่าน Streaming โดยไม่รู้จัก Cloud Computing ที่ทำงานเบื้องหลัง Streaming ดังกล่าว โดยในอนาคต ฟีเจอร์ของ AI agents จะเป็นแบบที่ตัดสินใจภายใต้ background ของมือถือแบบตลอดเวลา เหมือนคิดว่าตนเองใช้ฟีเจอร์ Spell Check บนมือถือดังที่ใช้กันในทุกวันนี้ โดย AI agents จะตัดสินใจซื้อสิ่งของต่างๆ แทนผู้ใช้โทรศัพท์ที่วางแผนว่าจะซื้อ โดยมี algorithm ที่จะ optimization ราคาและคุณภาพให้เหมาะสมกับผู้ใช้แบบ 24/7 อย่างเหมาะสม

 

นอกจากนี้ การแทนที่ตัวกลาง (Intermediation) จะทำให้ธุรกิจแบบที่ใช้โมเดลตัวกลางอยู่ไม่ได้

 

ในรอบเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐสามารถทำรายได้จากข้อจำกัดของมนุษย์: การใช้เวลาทำของ, ความคุ้นเคยของแบรนด์สามารถทดแทนการลองผิดลองถูกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการยอมรับราคาที่แพงกว่าเพื่อที่ไม่ต้องเสียเวลาคลิกครั้งต่อไปบนโลกออนไลน์ โดยรายได้หลักล้านล้านดอลลาร์พึ่งพาข้อจำกัดดังกล่าว อย่างไรก็ดี จากนี้ไป (AI) Agents จะทำหน้าที่แทนข้อจำกัดหรือ Friction ดังกล่าว

 

ยกตัวอย่าง ในปัจจุบัน ระบบสมาชิกของหนังสือพิมพ์ออนไลน์หารายได้หลักมาจากการลืมยกเลิกบอกรับสมาชิกเมื่อช่วงเวลาโปรโมชั่นหมดลง ซึ่งค่าสมาชิกมักจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า มาถึงยุค AI ตัว Agents จะเป็นผู้ต่อรองกับหนังสือพิมพ์ออนไลน์เหล่านี้ มูลค่าเฉลี่ยรายได้ตลอดชีวิตของสมาชิกหรือ average customer lifetime value ที่เป็นตัววัดเศรษฐกิจแนวบอกรับสมาชิกจะลดลงอย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ การเปรียบเทียบราคาสินค้าในแพลตฟอร์มต่างๆ สามารถให้ AI Agents ทำแทนได้แบบไม่ยากเย็น ยังหมายรวมถึงการจองทริปท่องเที่ยว AI Agents จะเป็นผู้ทำแทนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วและได้ราคาถูกกว่าจากแพลตฟอร์มไหนๆ หรือแม้แต่การต่ออายุประกัน AI Agents ก็ทำให้แทนมนุษย์ด้วยค่าพรีเมียมที่ลดลง 15-20% จากการต่ออายุประกันแบบอัตโนมัติตามสัญญาประกันเดิม รวมถึงบริการแนะนำด้านการเงิน การเตรียมเอกสารยื่นภาษี และงานด้านสัญญาทางกฎหมายเบื้องต้น ที่จะถูก disrupt ด้วย

 

หรือแม้กระทั่งวงการขายหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ AI Agents ภายใต้ฐานข้อมูลของลูกค้าที่ทำการซื้อขายในทศวรรษที่ผ่านมา สามารถทำให้ค่าคอมมิชชั่นลดลงจาก 5-6% ในปัจจุบัน เหลือเพียงไม่ถึง 1% ผ่านการ optimizing ของ AI เนื่องจากไม่มี bias ในการเลือกตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงไม่มีพฤติกรรมที่อาจไม่เป็นประโยชน์กับตนเอง

 

ส่วนที่สอง คือ จากนั้นเมื่อเซกเตอร์ต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างตนมีธรรมชาติเปลี่ยนไป จนการจ้างงานลดลงแบบครั้งใหญ่ วัฏจักรวงจรเศรษฐกิจจะถูกเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ จนโลกเศรษฐกิจไม่สามารถถูกทำให้กลับมาสู่จุดดุลยภาพโดยนโยบายการเงินและการคลังดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา

 

ความเห็นของผม มองว่าสิ่งที่ AI จะเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจและเศรษฐกิจนั้น ไม่ได้พลิกโฉมแบบสุดขั้วอย่างที่กล่าวไว้ทั้งหมด เริ่มจาก บริการที่เป็นตัวกลางนั้น มีโอกาสที่ AI จะไม่สามารถแทรกตัวแทนได้ทั้งหมด ยกตัวอย่าง ผู้ที่มีห้องชุดว่างให้เช่าแบบรายปี หากว่าเป็นกลุ่มคนที่หวงสภาพห้องโดยไม่อยากให้ถูกผู้เช่าทำห้องเสียหาย คงจะมีหลายคนที่ไม่ขอใช้ AI Agents เป็นผู้สกรีนผู้เช่าห้อง โดยยอมจ่ายค่าคอมมิชชั่นเพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่บริษัทบริหารจัดการห้องชุดเป็นผู้ช่วยบอกว่าผู้เช่าที่กำลังจะเข้ามาเช่าห้องดังกล่าวมีพฤติกรรมเป็นอย่างไรในอดีตที่ผ่านมา หรืออย่างน้อยก็บอกผู้ให้เช่าได้จากประสบการณ์ที่มาสำรวจห้องชุดก่อนหน้า

 

ผมยังมองว่าการใช้ AI Agents ในการบริหารพอร์ตโฟลิโอนั้น อาจจะไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทุกคน เนื่องจากหลายคนมองว่า AI น่าจะไม่สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงทางการเมืองได้ดีเท่ากับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศ EM รวมถึงบ้านเราด้วย 

 

นอกจากนี้ ผมมองว่าหลายคนอาจจะกังวลว่า AI Agents จะเข้ามาฝั่งตัวสู่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือมากเกินไป จนเกิดความสามารถในการที่จะล้วงความลับทางการเงินของตนเองได้ จึงอาจจะทำให้หลายคนต้องการให้มีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของ AI Agents ในมือถือของตนเองให้อยู่ในขอบเขตหนึ่งๆ ทำให้ 2028 GLOBAL INTELLIGENCE CRISIS อาจจะไม่เกิดขึ้นแบบสมบูรณ์ดังที่มองภาพในอนาคตไว้

แท็กที่เกี่ยวข้อง