จับตา “Cyber warfare” สมรภูมิไร้พรมแดน เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นสนามรบ

รูป จับตา “Cyber warfare” สมรภูมิไร้พรมแดน เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นสนามรบ

efinAI



“อเมริกันแทงทะลุหัวใจของชาวอิหร่าน เราจะแทงหัวใจของอเมริกันเช่นกัน” อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดอิหร่าน ประกาศกร้าวหลังสหรัฐฯ ปลิดชีพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ระหว่างฏิบัติการ Operation Epic Fury เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

หัวใจของอเมริกันที่อิหร่านหมายหัว คืออะไรกันแน่?

หากพิจารณาตามบริบทในปัจจุบัน คำว่า หัวใจของสหรัฐฯ ไม่ได้มีคำตอบเดียว ด้วยโครงสร้างอำนาจที่ถูกออกแบบให้กระจายศูนย์ หัวใจที่ว่านี้ประกอบด้วย 4 แกนหลัก นั่นคือ แสนยานุภาพทางการทหาร, อิทธิพลทางการเงิน, เทคโนโลยีและ AI และโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์

แต่ละแกนมีระดับความเปราะบาง ความเป็นไปได้ และระดับความเสียหายหากถูกโจมตีไม่เท่ากัน

แต่ถ้าถามว่า “หัวใจดวงใด” ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มถูกเลือกเป็นเป้ามากที่สุด คำตอบอาจไม่ใช่กำลังทหารโดยตรง แต่คือแกนเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับอยู่เบื้องหลัง เพราะนี่คือจุดที่สร้างทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจ ความได้เปรียบด้านข่าวกรอง และศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ในยุคดิจิทัล

การพุ่งเป้าไปยังโครงสร้างดังกล่าวจึงเท่ากับเป็นการเปิดแนวรบอีกด้านหนึ่งของสงคราม นั่นคือสงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) สมรภูมิที่ไม่ต้องใช้กำลังทหารเผชิญหน้า แต่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงได้ในวงกว้าง

ข้อมูลจาก Statista ณ เดือนพ.ย. 2025 ระบุว่า สหรัฐฯ มีจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดในโลก อยู่ที่ 4,165 จุดศูนย์ข้อมูลเหล่านี้รองรับบริการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon (AWS), Microsoft (Azure) และ Google (Google Cloud) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังระบบธนาคาร โรงพยาบาล ตลาดทุน โครงข่ายพลังงาน ไปจนถึงงานด้านความมั่นคงและข่าวกรอง

จำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ แบ่งตามประเทศ

ที่มา: Statista

 

และความเสี่ยงดังกล่าวไม่ใช่สมมติฐาน 

 

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานถึงกรณีการโจมตีด้วยโดรนที่พุ่งดาต้าเซ็นเตอร์ของ Amazon Web Services (AWS) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) ซึ่งทำให้เว็บไซต์และบริการออนไลน์จำนวนหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว สะท้อนให้เห็นว่าการโจมตีต่อผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เพียงรายเดียว สามารถสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อธุรกิจและหน่วยงานต่าง ๆ ที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำว่า แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีระบบสำรองและกระจายศูนย์ แต่เมื่อระบบคลาวด์หลักสะดุด ความเสียหายอาจลุกลามแบบโดมิโนในเวลาอันสั้น

 

ความสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ยิ่งชัดขึ้น เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์เตือนว่า อิหร่านอาจใช้ “จังหวะความตึงเครียดขั้นสูงสุด” เปิดฉากโจมตีไซเบอร์ต่อธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคการเงินและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

 

บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์อย่าง CrowdStrike รายงานว่า พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เชื่อมโยงกับอิหร่านเพิ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่จอห์น ฮัลท์ควิสต์ หัวหน้านักวิเคราะห์ของหน่วยข่าวกรองภัยคุกคามของ Google ระบุเมื่อวันอังคารว่า แม้ที่ผ่านมาอิหร่านมักกล่าวอ้างการโจมตีที่เกินจริง และใช่ว่าจะเชื่อได้ทั้งหมด แต่การโจมตีดังกล่าวก็อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภาคธุรกิจได้

 

ภาคการเงินเองก็เริ่มส่งสัญญาณเตรียมรับมือ โดยเจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase ระบุว่า การโจมตีทางไซเบอร์ คือหนึ่งในความเสี่ยงสูงสุดของระบบธนาคาร และยอมรับว่าธนาคารอาจเป็นเป้าหมายโดยตรง

 

สถานการณ์ยิ่งอ่อนไหวขึ้น เมื่อหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐฯ อย่าง
Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) กำลังเผชิญความปั่นป่วนภายใน ทั้งปัญหางบประมาณ การขาดแคลนบุคลากร และการปรับโครงสร้างผู้บริหาร เนื่องจากการชัตดาวน์รัฐบาล ส่งผลให้ขีดความสามารถในการเฝ้าระวังภัยคุกคามอาจลดลงในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

 

ในบริบทของ Cyber Warfare ดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นมากกว่าสถานที่เก็บข้อมูล หากคือ “ระบบประสาทของรัฐสมัยใหม่” การโจมตีอาจไม่จำเป็นต้องทำลายระบบอย่างถาวร เพียงสร้างความปั่นป่วนให้บริการคลาวด์ล่ม หรือบิดเบือนข้อมูลบางส่วน ก็อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อธุรกรรมทางการเงิน ความเชื่อมั่นตลาด และการสื่อสารได้อย่างมหาศาล

 

ที่สำคัญ ศูนย์ข้อมูลยังเป็นที่ตั้งของกำลังประมวลผล AI ขนาดใหญ่ หากถูกโจมตี อาจกระทบงานข่าวกรอง การวิเคราะห์ภัยคุกคาม และขีดความสามารถทางเทคโนโลยีในภาพรวม

 

แม้สหรัฐฯ จะมีระบบสำรองและการกระจายศูนย์ข้อมูลสูง แต่การพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ไม่กี่รายก็สร้างความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เพราะหากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งสะดุดลง ผลกระทบอาจลุกลามทั่วประเทศภายในไม่กี่นาที

 

ในยุคที่ข้อมูลและกำลังประมวลผลคือ “อำนาจ” การโจมตีดาต้าเซ็นเตอร์อาจเทียบได้กับการโจมตีฐานทัพในโลกดิจิทัล เป็นการ “แทงที่หัวใจ” ที่ไม่ต้องใช้รถถังหรือขีปนาวุธ แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจและจิตวิทยาได้มหาศาล

 

และนั่นอาจเป็นสมรภูมิที่อันตรายที่สุดของสงครามยุค AI

ที่มา Statista, CNBC และ BBC

แท็กที่เกี่ยวข้อง