
ในช่วงปลายปีแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนคงกำลังนั่งกุมขมับกับตัวเลขในสลิปเงินเดือนและเครื่องคิดเลขที่วางอยู่ตรงหน้า คำถามยอดฮิตที่วนเวียนอยู่ในหัวของพวกเราชาวมนุษย์เงินเดือนคงหนีไม่พ้น “ปีนี้ต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่?” และ “จะทำยังไงให้จ่ายภาษีน้อยที่สุด?” ซึ่งถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาทางออก บอกเลยว่าคุณมาถูกทางแล้ว

ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับแวดวงการเงินและการลงทุนผ่านเว็บไซต์ eFinanceThai มานาน มักจะย้ำเสมอว่า “ภาษีคือค่าใช้จ่ายที่เราบริหารจัดการได้” และเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดตัวหนึ่งที่มักถูกมองข้าม หรือถูกใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ก็คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) นั่นเอง
บทความนี้ จะไม่พูดแค่เรื่องการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีแบบผิวเผิน แต่เราจะมา “ชำแหละ” โครงสร้างภาษี เจาะลึกตัวเลขรายได้ และวางแผนกันแบบ Step-by-step ว่าทำไมการ “ซื้อเต็ม Max” ถึงเป็นกลยุทธ์ที่นักวางแผนการเงินระดับเซียนเลือกใช้ โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลจริง เพื่อให้คุณเห็นภาพว่า เงินในกระเป๋าของคุณจะงอกเงยขึ้นมาได้อย่างไรเพียงแค่รู้จักวางแผน
ทำความเข้าใจฐานภาษี ก่อนเริ่มลดหย่อน
ก่อนที่เราจะไปดูตัวเลขที่น่าตื่นเต้นของผลลัพธ์การลดหย่อน เราต้องปูพื้นฐานความเข้าใจให้ตรงกันก่อน การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยนั้น ใช้ระบบที่เรียกว่า “อัตราภาษีแบบก้าวหน้า” (Progressive Tax Rate) หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แบบภาษาชาวบ้านคือ “ยิ่งรายได้สุทธิเยอะ ก็ต้องเสียภาษีในอัตราที่แพงขึ้น” เป็นขั้นบันไดขึ้นไป
สมการความมั่งคั่ง : หา “รายได้สุทธิ” ของคุณให้เจอ
หัวใจสำคัญของการวางแผนภาษี ไม่ได้อยู่ที่คุณมีรายได้เท่าไหร่ แต่อยู่ที่ “รายได้สุทธิ” เหลือเท่าไหร่หลังจากหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว ซึ่งสูตรการคำนวณพื้นฐานที่สรรพากรกำหนดไว้ คือ
เมื่อได้รายได้สุทธิมาแล้ว ตัวเลขนี้แหละที่จะถูกนำไปเทียบกับตารางอัตราภาษี เพื่อดูว่าเราตกอยู่ในขั้นบันไดไหน ตั้งแต่ยกเว้นภาษี 5% 10% ไปจนถึงสูงสุด 35%
ดังนั้น เป้าหมายของการวางแผนภาษีคือการ “ทุบ” รายได้สุทธิให้ต่ำลง เพื่อให้เราตกลงมาอยู่ในฐานภาษีที่ต่ำกว่าเดิม หรือเสียภาษีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพระเอกที่จะมาช่วยทุบตัวเลขนี้ได้อย่างถูกกฎหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็คือค่าลดหย่อนกลุ่มการลงทุนอย่าง RMF นั่นเอง

ก่อนจะกระโดดไปซื้อกองทุน อยากให้ลองตรวจสอบลิสต์รายการลดหย่อนพื้นฐานที่คุณมีสิทธิ์ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องควักเงินจ่ายเพิ่ม ซึ่งโดยปกติแล้ว กฎหมายกำหนดให้หักได้ดังนี้:
นอกจากนี้ หากใครที่มีภาระค่าใช้จ่ายหรือสวัสดิการอื่น ๆ ก็สามารถนำมาหักเพิ่มได้อีก เช่น
แต่จุดที่น่าเสียดายคือ หลายคนหยุดอยู่แค่นี้ พอหักค่าลดหย่อนพื้นฐานหมดแล้ว เห็นตัวเลขภาษีที่ต้องจ่ายก็ยอมจำนน เดินไปจ่ายภาษีแต่โดยดี ทั้งที่จริง ๆ แล้ว คุณยังมี “ก๊อกสอง” ที่ช่วยประหยัดเงินได้อีกมหาศาล นั่นคือการลงทุนใน RMF และ ThaiESG

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ขอยกตัวเลขจริงมากางให้ดูกันเลย สมมติว่าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน และไม่มีตัวช่วยลดหย่อนอื่น ๆ เลยนอกจากค่าลดหย่อนพื้นฐาน มาดูกันว่าสถานการณ์ของคุณจะเป็นอย่างไร
สถานการณ์ A: ไม่มีการวางแผนภาษีเพิ่มเติม
เมื่อนำยอด 440,000 บาท ไปคำนวณตามขั้นบันไดภาษี:
เห็นไหมว่า เงิน 21,500 บาท หายวับไปกับตา แต่เดี๋ยวก่อน… ถ้าเราเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ โดยการใช้ RMF เข้ามาช่วย ตัวเลขจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สถานการณ์ B: ใช้สิทธิ์ RMF เต็ม Max (The Smart Investor)
ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร กองทุน RMF สามารถซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
กลับมาที่รายได้ 600,000 บาทของเรา:
จากข้อมูลอ้างอิงที่วิเคราะห์มา หากคุณลงทุน RMF เต็ม Max ที่ 30% ของรายได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ฐานภาษีของคุณจะลดฮวบลงทันที
คุณเห็นพลังของมันหรือยัง? การนำเงินไปออมใน RMF ไม่ใช่การ “จ่ายเงินทิ้ง” แต่เป็นการย้ายเงินจากกระเป๋าซ้าย (ที่จะต้องจ่ายให้รัฐ) มาเข้ากระเป๋าขวา (ที่เป็นเงินออมเกษียณของเราเอง) แถมยังได้ส่วนลดภาษีคืนกลับมาเป็นเงินก้อนโตอีกด้วย
หลายคนอาจจะคิดว่า “ฉันเงินเดือนยังไม่เยอะ คงลดหย่อนได้ไม่เท่าไหร่หรอก” ความคิดนี้อาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียว และในทางกลับกัน คนที่มีรายได้สูง ยิ่ง “จำเป็น” ต้องใช้อาวุธลับนี้
ได้รวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบมาให้ดูชัด ๆ ว่า แต่ละระดับเงินเดือน หากซื้อ RMF เต็ม Max 30% จะช่วยประหยัดภาษีได้มากขนาดไหน
| รายได้/เดือน (บาท) | รายได้ทั้งปี (บาท) | ภาษีที่ต้องจ่าย (หากไม่ลดหย่อนเพิ่ม) | ประหยัดภาษีได้เมื่อซื้อ RMF 30% (บาท) |
| 50,000 | 600,000 | 21,500 | 16,000 |
| 60,000 | 720,000 | 36,500 | 24,600 |
| 70,000 | 840,000 | 54,500 | 34,200 |
| 80,000 | 960,000 | 75,000 | 45,700 |
| 90,000 | 1,080,000 | 99,000 | 57,100 |
| 100,000 | 1,200,000 | 125,000 | 70,500 |
หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นคำนวณจากรายได้สุทธิ หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เท่านั้น ยังไม่นับรวมรายการลดหย่อนอื่น ๆ
สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอกเรา
สังเกตที่บรรทัดสุดท้ายสิ คนที่มีเงินเดือน 100,000 บาท หากไม่ทำอะไรเลย ต้องเสียภาษีถึงปีละ 125,000 บาท (ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ดี ๆ ได้คันหนึ่งเลย) แต่เพียงแค่เขาวางแผนซื้อ RMF ให้เต็มสิทธิ์ เขาจะสามารถดึงเงินกลับคืนมาได้ถึง 70,500 บาท หรือคิดเป็นการประหยัดภาษีไปได้เกินครึ่ง!
นี่ยังไม่นับรวมโอกาสที่เงินต้นที่เราลงทุนไปในกองทุน RMF จะเติบโตขึ้นตามผลประกอบการของกองทุนอีกด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์ 2 ต่อ:

หลังจากที่เราเห็นตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจไปแล้ว ผมอยากชวนคุยในมุมมองของการวางแผนการเงินระยะยาวบ้าง เพราะ eFinanceThai ไม่ได้ต้องการให้คุณแค่ประหยัดภาษี แต่เราต้องการให้คุณ “รวยขึ้น” อย่างยั่งยืน
คำถามคือ ทำไมรัฐบาลถึงสนับสนุน RMF และทำไมมันถึงเหมาะกับการวางแผนเกษียณที่สุด?
1. กุศโลบายการ “ล็อก” เงินออม
เงื่อนไขสำคัญของ RMF คือคุณต้องถือหน่วยลงทุนจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีเต็ม (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน) ฟังดูเหมือนข้อจำกัดใช่ไหม? แต่ในมุมมองของนักวางแผนการเงิน นี่คือ “ข้อดีที่สุด” ของ RMF
เพราะปัญหาส่วนใหญ่ของการเก็บเงินเกษียณไม่ได้คือ “การถอนออกมาใช้ก่อนกำหนด” กฎเกณฑ์ของ RMF จึงเปรียบเสมือนกุญแจที่ล็อกกระปุกออมสินใบนี้ไว้ ป้องกันไม่ให้เราเผลอแคะออกมาใช้ซื้อของฟุ่มเฟือย ทำให้มั่นใจได้ว่า เมื่อถึงวันที่เราเกษียณและไม่มีรายได้จากงานประจำ เราจะมีเงินก้อนนี้รอช่วยเหลือเราอยู่แน่นอน
2. พลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest)
การลงทุนใน RMF เป็นการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) ซึ่งเป็นสนามที่พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะแสดงอานุภาพได้ดีที่สุด ยิ่งคุณเริ่มเร็ว (เช่น เริ่มตั้งแต่อายุ 30) เงินของคุณจะมีเวลาทำงานแทนคุณนานขึ้น ความผันผวนของตลาดหุ้นในระยะสั้นจะถูกลดทอนลงด้วยระยะเวลาการถือครองที่ยาวนาน ทำให้โอกาสขาดทุนลดน้อยลงและโอกาสได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจมีสูงขึ้น
3. ความหลากหลายของนโยบายการลงทุน
RMF ในปัจจุบันไม่ได้มีแค่กองทุนตราสารหนี้ที่น่าเบื่ออีกต่อไป แต่มีให้เลือกหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น:
คุณสามารถจัดพอร์ต (Asset Allocation) ให้เหมาะกับความเสี่ยงที่คุณรับได้ นี่คือความยืดหยุ่นที่ทำให้ RMF เป็นมากกว่าแค่เครื่องมือลดหย่อนภาษี

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าคุณเริ่มรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะกดซื้อ RMF แล้ว ผมขอให้ใจเย็นๆ และทำตาม Checklist นี้เพื่อความปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด
1. คำนวณสิทธิ์ Max ของตัวเองให้แม่นยำ อย่าลืมว่าเพดานคือ 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท การซื้อเกินสิทธิ์อาจทำให้ชีวิตวุ่นวายเพราะต้องทำเรื่องคืนเงินและอาจโดนปรับย้อนหลังได้
2. เลือกกองทุนที่ “ใช่” สำหรับคุณ อย่าซื้อตามเพื่อน หรือซื้อกองที่ “ขายดี” ที่สุดเพียงอย่างเดียว ให้ดูที่:
3. ทยอยซื้อหรือซื้อตูมเดียว? แม้ว่าหลายคนจะชอบมาซื้อกันวันสุดท้ายของปี แต่ในเชิงสถิติและการสร้างวินัย การทำ DCA (Dollar Cost Averaging) หรือการตัดบัญชีซื้อเท่ากันทุกเดือน จะช่วยเฉลี่ยต้นทุนได้ดีกว่า และไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าสิ้นปีหุ้นจะแพงหรือจะถูก
การจ่ายภาษีเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดี แต่การวางแผนภาษีเพื่อรักษาความมั่งคั่งก็เป็นหน้าที่ของคนฉลาดเช่นกัน ตัวเลขจากตารางข้างต้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การวางแผนซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง RMF ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่มันคือเงินสดหลักหมื่นหลักแสนที่คุณสามารถประหยัดได้จริง
หากวันนี้คุณยังมีรายได้ มีแรงทำงาน และยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนเต็มที่ ผมอยากให้ลองกลับไปทบทวนแผนการเงินของคุณดูอีกครั้ง ลองคำนวณตัวเลขรายได้ทั้งปีของคุณ และดูว่าถ้าใส่ RMF เข้าไป “เต็ม Max” คุณจะได้เงินคืนกลับมาเท่าไหร่
อย่าปล่อยให้สิทธิ์ประโยชน์ดี ๆ แบบนี้หลุดมือไป เพราะในโลกของการเงิน “ความรู้” คือต้นทุนที่แพงที่สุด แต่ “ความไม่รู้” อาจทำให้คุณต้องจ่ายแพงกว่า
และนี่คืออีกหนึ่งสาระดีๆ จาก eFinanceThai ที่เราตั้งใจนำมาฝาก เพื่อให้ทุกการลงทุนของคุณ คุ้มค่าและมีความหมายที่สุด