
ในช่วงที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มสายการบินกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนอีกครั้ง โดยเฉพาะ “บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)” หรือ THAI ที่กำลังเดินหน้าตามแผนฟื้นฟูกิจการอย่างแข็งแกร่ง ล่าสุดจากการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย ทั้งตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 ที่สะท้อนถึงเสถียรภาพ และแผนการขยายฝูงบินที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ทาง eFinanceThai จะพาไปแกะงบ เจาะไส้ในต้นทุน และวิเคราะห์ทิศทางปี 2569 ว่าทำไมการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เส้นทางบินถึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่กำไรในอนาคต

จากการวิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมา สิ่งที่ยืนยันความแข็งแกร่งของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ หุ้น THAI ได้ดีที่สุดคือตัวเลขผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งแม้ตามปกติจะเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ที่มักจะสร้างแรงกดดันต่อผลกำไรของธุรกิจสายการบิน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและโมเมนตัมการเติบโตที่น่าสนใจ
วิเคราะห์เจาะลึกผลกำไร เติบโตโดดเด่นท่ามกลางความท้าทาย
เมื่อพิจารณาข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียด พบว่า การบินไทยสามารถสร้างรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ได้สูงถึง 44,398 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสามารถในการหารายได้ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะเผชิญกับปัจจัยด้านฤดูกาล
ในส่วนของกำไรจากการดำเนินงาน บริษัททำได้อยู่ที่ 5,420 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ เพราะเมื่อนำไปเปรียบเทียบในเชิงสถิติจะพบประเด็นสำคัญ ดังนี้
โครงสร้างรายได้ เมื่อ “เอเชีย” คือ กุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จ
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ ที่มาของรายได้ หากเจาะลึกลงไปในโครงสร้างรายได้ของ THAI จะพบว่า รายได้หลักกว่า 81% ยังคงมาจากค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกิน ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าความต้องการ ในการเดินทางของผู้โดยสารยังคงหนาแน่น ในขณะที่รายได้จากธุรกิจการขนส่งสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ เข้ามาช่วยเสริมเสถียรภาพของพอร์ตรายได้ในสัดส่วน 10%
เมื่อจำแนกสัดส่วนรายได้ตามภูมิภาค ข้อมูลได้ชี้ชัดถึงทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ การที่ ภูมิภาคเอเชีย กลายเป็นตลาดที่ทำรายได้สูงสุด โดยครองสัดส่วนถึง 45% ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การเน้นเส้นทางที่มี Yield สูง
สำหรับสัดส่วนรายได้ในภูมิภาคอื่นๆ เรียงตามลำดับความสำคัญ ได้ดังนี้
ข้อมูลชุดนี้ตอกย้ำว่า เหตุใดผู้บริหารจึงวางแผนขยายเส้นทางบินในเอเชีย จีน และอินเดียมากขึ้นในปี 2569 เนื่องจากเป็นฐานรายได้หลักที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า
โครงสร้างต้นทุน : การบริหารจัดการท่ามกลางความผันผวน
ในด้านค่าใช้จ่ายการบริหารต้นทุนยังคงเป็นปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะ “ค่าน้ำมันเครื่องบิน” ซึ่งยังคงเป็นต้นทุนหลักอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนถึง 32% ของต้นทุนทั้งหมด รองลงมา คือ ค่าบริการการบิน 14% และค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย 11%
ดังนั้น แม้รายได้จะเติบโตได้ดี แต่เสถียรภาพของกำไรในระยะยาวยังคงขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป

ต่อเนื่องจากการวิเคราะห์ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ผ่านมา อีกหนึ่งปัจจัยพื้นฐานที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) คือ การบริหารจัดการกองบิน (Fleet Management) ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจสายการบิน จากการประชุมนักวิเคราะห์ล่าสุด ผู้บริหารได้เปิดเผยรายละเอียดแผนแม่บทการปรับปรุงและขยายฝูงบินที่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการรุกตลาดภูมิภาคอย่างจริงจัง
สถานะฝูงบินสิ้นปี 2568 : การปรับเปลี่ยนเพื่อประสิทธิภาพ
สำหรับภาพรวมในปี 2568 บริษัทได้วางเป้าหมายที่จะปิดปีด้วยจำนวนฝูงบินรวมทั้งสิ้น 80 ลำ โดยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี หรือไตรมาสที่ 4/2568 มีกำหนดการรับมอบเครื่องบินใหม่เข้ามาประจำการเพิ่มเติมอีก 3 ลำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ตารางการบิน ได้แก่:
ในขณะเดียวกัน เพื่อให้การบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการบินมีความสอดคล้องกัน บริษัทมีแผนที่จะปลดระวางเครื่องบินรุ่นเก่าอย่าง Boeing 777-200ER จำนวน 1 ลำ ออกจากฝูงบินในช่วงไตรมาส 4 นี้เช่นกัน การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงอายุเฉลี่ยของกองบินให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ
ทิศทางปี 2569 : ปีแห่งการขยายตัวด้วย A321 NEO
เมื่อมองข้ามไปยังปี 2569 ภาพของ THAI จะเปลี่ยนเข้าสู่โหมดของการขยายตัว อย่างเต็มรูปแบบ โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักจะมาจากการรับมอบเครื่องบินลำตัวแคบประสิทธิภาพสูงรุ่น Airbus A321 NEO เข้ามาเสริมทัพอีกประมาณ 15 ลำ
การเข้ามาของฝูงบินใหม่จำนวนมากนี้ จะส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร โดยบริษัทคาดการณ์ว่า ปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร จะสามารถเติบโตได้ที่ระดับประมาณ 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่มีนัยสำคัญต่อรายได้รวมของบริษัท
ทำไมต้องเป็น A321 NEO? นัยสำคัญทางยุทธศาสตร์
การตัดสินใจเลือกใช้ A321 NEO เข้ามาเป็นกำลังหลักในฝูงบินยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การจัดหาเครื่องบินทดแทน แต่เป็นการสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เชิงพาณิชย์ที่สำคัญ เครื่องบินรุ่นนี้มีความโดดเด่นในเรื่องของประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงและความคล่องตัวสูง ซึ่งตอบโจทย์กลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการเน้น การบินในเส้นทางระยะกลางที่มีความถี่สูง
ความสอดคล้องนี้จะช่วยสนับสนุนแผนการเพิ่มจุดบินและเที่ยวบินในภูมิภาคเอเชีย จีน และอินเดีย ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้การบินไทยสามารถบริหารจัดการต้นทุนต่อหน่วยได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษามาตรฐานการบริการไว้ได้อย่างครบถ้วน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฝูงบินครั้งนี้จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้อัตรากำไรของบริษัทเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในปี 2569
จากการปรับโครงสร้างฝูงบินด้วยการนำเครื่องบินรุ่นใหม่อย่าง A321 NEO เข้ามาประจำการ ประเด็นที่น่าสนใจลำดับถัดมาคือ “การบินไทย” จะนำทรัพยากรเหล่านี้ไปจัดสรรลงในเส้นทางใดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น ในอดีตอาจมีมุมมองทั่วไปที่เข้าใจว่า การบินในเส้นทางระยะไกล (Long-haul) ไปยังทวีปยุโรปหรือออสเตรเลีย คือแหล่งรายได้หลักที่จะสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล แต่ข้อมูลเชิงลึกจากการวิเคราะห์ล่าสุดกลับชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่มีผลต่อนโยบายการดำเนินงานในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ
วิเคราะห์ดัชนีชี้วัดความคุ้มค่า Passenger Yield สะท้อนความจริง
เมื่อพิจารณาตัวเลข รายได้ต่อผู้โดยสารต่อกิโลเมตร ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการทำกำไรที่แท้จริงของสายการบิน ข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ได้บ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนในแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน ดังนี้
จะเห็นได้ว่า เส้นทางในภูมิภาคเอเชียและในประเทศสามารถสร้างรายได้ต่อหน่วยการบินได้สูงกว่าเส้นทางระยะไกลอย่างยุโรปและออสเตรเลีย อย่างเห็นได้ชัด ตัวเลขส่วนต่างนี้ คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจปรับทิศทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดในโซนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพื่อยกระดับอัตรากำไร (Margin) ของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น
ยุทธศาสตร์การขยายเส้นทางบิน
เพื่อตอบรับกับข้อมูลด้านผลตอบแทนข้างต้น แผนกลยุทธ์สำหรับปี 2569 จึงถูกกำหนดให้สอดคล้องกับศักยภาพของฝูงบิน A321 NEO โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มความหนาแน่นของเครือข่ายการบินในภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วย
การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อสร้างเสถียรภาพทางรายได้ในระยะยาว ด้วยการโฟกัสไปที่ตลาดที่มีศักยภาพในการทำกำไรต่อหน่วยสูงสุด ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลบวกต่ออัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทในปี 2569 ให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งตามเป้าหมาย
หลังจากที่เราได้พิจารณาถึงยุทธศาสตร์การปรับปรุงฝูงบินและการรุกตลาดน่านฟ้าเอเชียซึ่งเป็นปัจจัยเชิงคุณภาพไปแล้ว ในส่วนนี้จะขอนำท่านไปเจาะลึกถึง “ตัวเลขทางการเงิน” และ “มุมมองด้านการลงทุน” ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยตอบคำถามว่า ราคาหุ้นในกระดานปัจจุบันสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงแล้วหรือยัง
มุมมองจากบริษัทหลักทรัพย์ เสถียรภาพท่ามกลางความท้าทาย
จากการประเมินล่าสุดโดย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย (KS) ได้ให้มุมมองที่เป็น “กลาง” ต่อทิศทางของหุ้น THAI โดยปัจจัยหลักมาจากการประเมินเสถียรภาพของผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่คาดว่าจะยังคงรักษาระดับความแข็งแกร่งไว้ได้
แรงหนุนสำคัญมาจากปัจจัยตามฤดูกาลในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร จะสามารถยืนอยู่เหนือระดับ 78–80% ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่นั่งได้เป็นอย่างดี
เจาะประมาณการกำไร แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาถึงความถูกแพงของหุ้น สิ่งที่นักลงทุนระยะยาวให้ความสำคัญคือกำไรบรรทัดสุดท้าย โดยทางฝ่ายวิจัยได้จัดทำประมาณการกำไรจากการดำเนินงานหลัก ซึ่งสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจไว้ดังนี้:
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้บริษัทจะเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนพลังงาน แต่ความสามารถในการทำกำไรยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น
ในแง่ของมูลค่าหุ้น (Valuation) ปัจจุบันหุ้น THAI มีการซื้อขายในระดับราคาที่ถือว่า “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับสถิติในอดีตและศักยภาพในการทำกำไร โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) สำหรับปี 2568 อยู่ที่เพียง 6.3 เท่า และปี 2569 ที่ 6.8 เท่า
นอกจากส่วนต่างราคาหุ้นแล้ว อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ยังเป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดสำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่า โดยมีการคาดการณ์อัตราการจ่ายเงินปันผลดังนี้:
คำแนะนำการลงทุน
จากปัจจัยพื้นฐานและประมาณการข้างต้น ทางฝ่ายวิจัยจึงยังคงคำแนะนำ “ถือ” (Hold) โดยกำหนดราคาเป้าหมาย (Target Price) ที่เหมาะสมไว้ที่ 13.30 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามปัจจัยบวก (Catalysts) ที่อาจส่งผลให้มูลค่าหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต (Upside Risk) โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การเติบโตของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีนและอินเดีย หากตัวเลขจริงออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ รวมถึงความสำเร็จในการ จัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติม ซึ่งหากทำได้ตามแผนกรณีที่ดีที่สุด อาจหนุนให้ปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) ในปี 2569 เติบโตได้สูงถึง 16% ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าหุ้นให้สูงขึ้นกว่าราคาเป้าหมายปัจจุบัน
หลังจากที่เราได้ผ่าโครงสร้างงบการเงินและแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ไปแล้ว อีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ “ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น” บนกระดานเทรด ภาพล่าสุดจากกราฟราคาได้ส่งสัญญาณที่น่าสนใจและชวนให้ตั้งคำถามว่า ตลาดกำลังตอบรับกับข่าวสารอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่?
แรงส่งระยะสั้นเริ่มมา ในภาพใหญ่ที่ยัง Laggard

เมื่อพิจารณาข้อมูลจากกระดานซื้อขายล่าสุด (ณ วันที่ 15 ธันวาคม) พบว่า ราคาหุ้น THAI ปิดที่ระดับ 8.95 บาท ซึ่งหากดูเส้นทางเดินของราคาตั้งแต่ต้นปี (Year-to-Date) จะเห็นกราฟยังคงติดลบตัวแดง โดยปรับตัวลดลงมาแล้ว -14.76% หรือลดลงไป 1.55 บาทจากต้นปี
อย่างไรก็ตาม หากซูมเข้ามาดูภาพระยะสั้น 1 เดือน จะพบสัญญาณการ “ฟื้นตัวแบบ V-Shape” อย่างชัดเจน โดยราคาดีดตัวกลับขึ้นมาจากโซนต่ำสุด บวกขึ้นมาถึง +7.23% หรือ 0.60 บาท สะท้อนว่าแรงซื้อเริ่มไหลกลับเข้ามาเก็งกำไรรับข่าวดี โดยปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ระดับ 236.33 พันล้านบาท
พื้นฐาน vs ราคา กับความย้อนแย้งที่กำลังถูกพิสูจน์

จุดที่น่าสนใจที่สุดสำหรับนักวิเคราะห์คือ “ความย้อนแย้ง” ระหว่างราคาหุ้นกับผลประกอบการที่เริ่มคลี่คลาย:
สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนว่า ตลาดที่เคยกังวลกับปัจจัยภายนอก เริ่มกลับมาให้ความสนใจกับ “เนื้อใน” ของบริษัทอีกครั้ง การที่ราคายังไม่กลับไปที่จุดสูงสุดเดิม ทั้งที่ข่าวดีเริ่มปรากฏ อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดยังให้โอกาสนักลงทุนที่ทำการบ้านมาดีได้เข้าสะสม
เทียบ Valuation ราคา 8.95 บาท ถูกหรือแพง?
หากเรานำราคาตลาดปัจจุบันที่ 8.95 บาท มาเปรียบเทียบกับราคาเป้าหมาย (Target Price) ที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ 13.30 บาท จะเห็นว่ายังมีส่วนต่างราคา (Upside) ที่เปิดกว้างเกือบ 50%
ประกอบกับระดับราคาปัจจุบันที่ซื้อขายกันใกล้เคียงกรอบล่างของปี (Year Range 8.15 – 19.40 บาท) อาจมองได้ว่า Downside Risk หรือความเสี่ยงที่จะลงต่อนั้นเริ่มจำกัดมากแล้ว เมื่อเทียบกับโอกาสในการเติบโต
สรุปกราฟราคาที่เริ่มผงกหัวขึ้นจากโซนล่าง อาจเป็นภาพที่ดูน่าหวาดเสียวสำหรับคนกลัวความผันผวน แต่สำหรับนักลงทุนที่มองเห็นอนาคต นี่อาจเป็น “จังหวะทอง” ที่ตลาดเปิดโอกาสให้พิจารณาว่า ราคาต่ำสิบแบบนี้ สมเหตุสมผลหรือไม่กับบริษัทการบินแห่งชาติที่กำลังจะกลับมาผงาดในปีหน้า?
| ปี (Year) | กำไรปกติ (Core Profit) (ล้านบาท) | อัตราเงินปันผล (Dividend %) |
| 2023 | 25,389 | n.a. |
| 2024 | 25,643 | n.a. |
| 2025E (คาดการณ์) | 31,934 | 3.95 |
| 2026E (คาดการณ์) | 33,595 | 3.6 |
จากการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้าน ทั้งผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 โครงสร้างรายได้ และทิศทางกลยุทธ์ในปี 2569 ของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI นำมาสู่บทสรุปที่สำคัญสำหรับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ ขณะนี้ เรากำลังยืนอยู่บนจุดตัดระหว่าง “มูลค่าพื้นฐานที่ฟื้นตัว” กับ “ราคาตลาดที่ยังคงเปราะบาง”
ความย้อนแย้งที่ต้องชั่งน้ำหนัก (Valuation vs. Sentiment)
ผลการดำเนินงานของบริษัทได้ก้าวพ้นจุดต่ำสุดและเข้าสู่สภาวะที่มีเสถียรภาพอย่างชัดเจน การเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานที่ระดับ 306% YoY ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางบัญชี แต่เป็นผลลัพธ์จากการปรับโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์การหารายได้ที่แม่นยำ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องยอมรับความจริงอีกด้านว่า ราคาหุ้นในกระดานปัจจุบันที่ระดับ 8.75 บาท ซึ่งปรับตัวลดลงกว่า 16% ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนให้เห็นว่า “ความเชื่อมั่นของตลาด” ยังไม่ได้ตอบรับกับปัจจัยพื้นฐานในทันที อาจเกิดจากความกังวลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันโลก หรือสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังมีความไม่แน่นอน นี่คือ “ส่วนลด” (Discount) ที่ตลาดมอบให้ ซึ่งในมุมหนึ่งคือความเสี่ยง แต่ในอีกมุมหนึ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาว นี่คือโอกาสในการสะสมสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายที่ 13.30 บาท
เดิมพันครั้งใหม่กับน่านฟ้าเอเชียและฝูงบิน A321 NEO
ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จในอนาคตของ หุ้น THAI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ “กลยุทธ์ปี 2569” การตัดสินใจเบนเข็มจากเส้นทางยุโรปมาโฟกัสที่ ภูมิภาคเอเชีย (จีน, อินเดีย, อาเซียน) และการนำเครื่องบิน Airbus A321 NEO มาประจำการ ถือเป็นการเดินหมากที่ชาญฉลาดทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นการมุ่งเน้นตลาดที่มีอัตราผลตอบแทน (Yield) สูงกว่า และมีความต้องการเดินทางที่หนาแน่นกว่า หากบริษัทสามารถรับมอบเครื่องบินได้ตามกำหนดและบริหารจัดการตารางบินได้ตามแผน การเติบโตของรายได้ในปีหน้าจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่าในอดีต
เกราะป้องกันความเสี่ยง: เงินปันผลและ P/E Ratio
สำหรับนักลงทุนที่กังวลเรื่องความผันผวนของราคาหุ้น ปัจจัยพื้นฐานทางการเงินจะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ ด้วยระดับ P/E Ratio ล่วงหน้าปี 2568 ที่ต่ำเพียง 6.3 เท่า ประกอบกับประมาณการอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่คาดว่าจะอยู่ในระดับ 3.60% – 3.95% ถือเป็นระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นส่วนชดเชยให้กับผู้ถือหุ้นในระหว่างรอให้ราคาตลาดปรับตัวเข้าหามูลค่าที่แท้จริง
สรุปมุมมองการลงทุน
โดยสรุป สถานการณ์ของ การบินไทย ในขณะนี้ เปรียบเสมือนเครื่องบินที่กำลังไต่ระดับความสูง ท่ามกลางสภาพอากาศที่อาจมีความแปรปรวนอยู่บ้าง สำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้น กราฟราคาขาลงอาจยังไม่ใช่สัญญาณที่ดีที่สุด แต่สำหรับ นักลงทุนระยะกลางถึงยาว ที่มองเห็นศักยภาพของการทำกำไรระดับ 3 หมื่นล้านบาท และเชื่อมั่นในโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นความคุ้มค่า ช่วงเวลานี้อาจเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการพิจารณาเข้าลงทุน โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า “ในระยะยาว ราคาหุ้นย่อมสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริงเสมอ”
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน ไม่ใช่การชี้เฉพาะเจาะจงให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ
อ่านข่าวหุ้นและการเงินเพิ่มเติมได้ที่: efinancethaiอ้างอิงข้อมูล: บทวิเคราะห์และข้อมูลจาก Analyst Meeting (KS Research,บริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน)