
การขายกิจการครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายปกป้องชาวอเมริกันจากแอปพลิเคชันที่ควบคุมโดยปรปักษ์ต่างชาติ (Protecting Americans from Foreign Adversary Controlled Applications Act – PAFACA) ที่อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลงนามไปเมื่อปี 2024 กฎหมายนี้กำหนดให้ ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีน ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน TikTok สหรัฐฯ เหลือไม่เกิน 20%
แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่สัญญาณว่า รัฐบาลจีนจะอนุมัติดีลนี้ด้วยหรือไม่ แต่หากจีนเคาะดีลนี้เมื่อใด ประเด็นที่ค้างคาระหว่างสองมหาอำนาจจะคลี่คลายลงทันที และสามารถตัดเรื่อง TikTok ออกไปจากสมการเทรดวอร์ที่ยังเจรจากันไม่จบ
ปัจจุบัน TikTok มีผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ราว 170 ล้านคน สิ่งหนึ่งที่ต้องจับตาดูกันต่อไปหลังการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่นั่นก็คือ ภูมิทัศน์โซเชียลมีเดียในสหรัฐฯ จะกลับมาขับเคี่ยวกันดุเดือดมากน้อยเพียงใด เพราะลึก ๆ แล้ว ทั้ง Meta Platforms และ Alphabet บริษัทแม่ของ Google แอบลุ้นให้ TikTok ถูกแบน เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดอเมริกา
โจว โซ่วจือ (Shou Zi Chew) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TikTok ระบุว่า ข้อตกลงนี้จะนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ โดยมีกลุ่มทุนสหรัฐฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รวม 45% กลุ่มนี้ประกอบด้วย Oracle, Silver Lake Management LLC ไพรเวทอิควิตี้ และ บริษัทลงทุน MGX ในอาบูดาบี รายละ 15%
ขณะที่นิติบุคคลเดิมที่มีหุ้นใน ByteDance จะถือหุ้นรวม 30.1% ส่วน ByteDance จะถือหุ้นอยู่ที่ 19.9%
ทั้ง TikTok และ ByteDance ได้ลงนามในข้อตกลงที่มีผลผูกพันกับ Oracle ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการคลาวด์แก่แอป TikTok และโฮสต์ข้อมูลผู้ใช้งานในสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอื่นๆ

สัดส่วนการถือหุ้น TikTok ในสหรัฐฯ
บริษัทร่วมทุนใหม่จะมีคณะกรรมการบริหาร 7 คน ตามที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศไปเมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการบรรลุข้อตกลงว่า จะต้องมีชาวอเมริกัน 6 คนนั่งอยู่ในบอร์ด และต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดย ByteDance จะสามารถส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในบอร์ดได้หนึ่งคน แต่จะไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคณะกรรมการชุดย่อยที่ดูแลด้านความมั่นคง
ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะดำเนินงานในรูปแบบของนิติบุคคลอิสระ เพื่อควบคุมการป้องกันข้อมูล การดูแลคัดกรองเนื้อหา และอัลกอริทึมของแอปในสหรัฐฯ
อย่างที่ทราบกันว่า ความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดของ TikTok มาจากอัลกอริทึมที่โดดเด่น ขึ้นชื่อเรื่องการจับพฤติกรรมหรือความสนใจของผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การคัดเลือกและคอยป้อนฟีดคอนเทนต์ให้กลุ่มเป้าหมายเลื่อนดูไม่รู้จบ
ภายใต้กรอบข้อตกลงเมื่อเดือนก.ย. TikTok ในสหรัฐฯ จะเช่าใช้อัลกอริทึมจาก ByteDance เพื่อนำมาเทรนใหม่ทั้งหมด พูดง่าย ๆ คือเริ่มจากศูนย์ โดยใช้ข้อมูลของผู้ใช้ในสหรัฐฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ Oracle ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยอัลกอริทึม TikTok เวอร์ชันสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลของผู้ใช้ในสหรัฐฯ จะถูกจัดเก็บไว้ในระบบคลาวด์ที่มีความปลอดภัยและบริหารจัดการโดย Oracle พร้อมมาตรการป้องกันไม่ให้คู่แข่งหรือศัตรูต่างชาติ รวมถึงจีน เข้าถึงข้อมูลได้
นั่นแปลว่า หลังจากนี้ ByteDance จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งาน TikTok รวมถึงไม่มีอำนาจควบคุมอัลกอริทึมในสหรัฐฯ อีกต่อไป
เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประเมินมูลค่า TikTok ในสหรัฐฯ ไว้ราว 14,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนก.ย. ต่ำกว่าตัวเลขที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้มาก ซึ่งอยู่ในช่วง 35,000 ล้าน – 50,000 ล้านดอลลาร์
การประเมินมูลค่ากิจการ TikTok ในสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความซับซ้อนของอัลกอริทึมที่คัดเลือกเนื้อหา ซึ่งเป็นเสมือนขุมทรัพย์มหาศาลของแอปนี้ แต่ถึงแม้จะตั้งสมมติฐานในเชิง Conservative สุด ๆ ธุรกิจนี้ก็ยังทำเงินได้มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แม้จะยังไม่มากพอที่จะทำกำไร แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า กำไร ByteDance ปีนี้ ตีเป็นตัวเลขกลม ๆ ก็น่าจะได้ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์
หากประเมินมูลค่า TikTok สหรัฐฯ ที่ 14,000 ล้านดอลลาร์อย่างเจดี แวนซ์ว่าเอาไว้นั้น อัตราส่วน Price to Sales Ratio ของ TikTok จะอยู่ที่ราว 1.4 เท่า ใกล้เคียงกับบริษัทที่เติบโตต่ำและเข้าสู่ช่วงอิ่มตัวแล้ว อย่าง Exxon Mobil ยักษ์ใหญ่ฝั่งพลังงาน และ General Mills ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ ในขณะที่ Meta และ Alphabet ซื้อขายกันที่ P/S ratio มากกว่า 8 เท่า
TikTok อยู่ในกลุ่มแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐฯ ในแง่ของยอดผู้ใช้ประจำวัน เช่นเดียวกับ YouTube และ Instagram ด้วยระดับเอนเกจเมนท์ที่สูงมากเช่นนี้ ทำให้ TikTok เป็นธุรกิจที่ทำเงินสูง และดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาจากแบรนด์ดัง ที่ต้องการเข้าถึงฐานผู้ใช้จำนวนมหาศาลบนแอป

แผนภาพแสดงการใช้งานแอปพลิเคชันเฉลี่ยต่อวันของผู้ใช้ในสหรัฐฯ (นาที/วัน)
โดนัลด์ ทรัมป์เองเคยพูดหลายครั้งว่า TikTok กลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z นอกจากนี้ ศักยภาพในระยะยาวของบริการ TikTok Shop ที่กำลังท้าทายยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon.com และ Walmart ยังเป็นอีกปัจจัยที่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุน
TikTok ยังเป็นตัวแทนภาคเทคโนโลยีของจีน ที่ประสบความสำเร็จโดดเด่นมากที่สุดในการรุกขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเผชิญกับแรงกดดันและข้อจำกัดที่ถาโถมเข้ามา เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจุบัน ByteDance เป็นบริษัทเอกชนที่มีมูลค่ามากที่สุดของจีน อยู่ที่ราว 400,000 ล้านดอลลาร์ รายได้มหาศาลจาก TikTok ในปี 2024 ยังช่วยชดเชยผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในจีน ถึงแม้ ByteDance จะขายหุ้นส่วนใหญ่ของ TikTok ในสหรัฐฯ ออกไป แต่ก็น่าจะยังรักษาสัดส่วนกำไรจากธุรกิจนี้เอาไว้ได้ราว 50%
สภาคองเกรสกังวลมายาวนานว่า TikTok อาจถูกรัฐบาลจีนใช้เป็นเครื่องมือสอดแนมพลเมืองอเมริกัน ความกังวลนี้มีที่มาจากกฎหมายของจีนที่กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องแชร์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ หากรัฐบาลขอให้ทำ อย่างไรก็ตาม TikTok ปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ไม่เคยได้รับคำร้องขอที่ว่านี้จากรัฐบาลจีน และถึงแม้จะได้รับ ก็คงไม่ทำ
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังวิตกว่ารัฐบาลจีนอาจนำข้อมูลของผู้ใช้ TikTok ในสหรัฐฯ ไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การเก็บรวบรวมแฟ้มข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้ในการแบล็กเมล์ หรือกดดันในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า TikTok อาจใช้อัลกอริทึมในการชี้นำเนื้อหา เพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมอเมริกัน หรือเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลจีน เพื่อลดความกังวลในประเด็นนี้ TikTok ได้ย้ายการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้ในสหรัฐฯ ไปไว้ในระบบคลาวด์ในสหรัฐฯ ซึ่ง Oracle เป็นผู้ดูแลมาตั้งแต่ปี 2022 แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สภาคองเกรสและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของทำเนียบขาววางใจได้
จีนยังคงไม่แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าจะอนุมัติการขาย TikTok หรือไม่ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยยืนยันเมื่อเดือนก.ย. ว่า รัฐบาลจีนได้ตกลงกับการขายกิจการแล้วก็ตาม
กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม หลังสื่อถามเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว โดยกล่าวเพียงว่า สำหรับประเด็นเฉพาะ ให้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง จุดยืนของจีนในเรื่อง TikTok นั้นมีความชัดเจนเหมือนเดิมมาโดยตลอด
ผู้เชี่ยวชาญบางรายเคยให้ความเห็นกับ ABC News ว่า ในทางทฤษฎีนั้น จีนยังคงสามารถขัดขวางไม่ให้ข้อตกลงดังกล่าวลุล่วงได้ตามแผน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตของ TikTok
ขณะเดียวกัน ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงในดีลตอนนี้จะเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย PAFACA ปี 2024 หรือไม่ ซึ่งให้เวลา TikTok 270 วัน เพื่อตัดความสัมพันธ์กับบริษัทแม่ในจีน มิฉะนั้นจะต้องถูกแบน แต่ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เลื่อนคำสั่งแบนออกไปหลายครั้ง และเปิดทางให้ TikTok ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ระหว่างเจรจากับทำเนียบขาว
ผู้เชี่ยวชาญบางรายให้สัมภาษณ์กับ ABC News ก่อนหน้านี้ว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่ดีลนี้อาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ด้านการถอนการลงทุน (Divestment) ที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้ตัวบทกฎหมายจะเปิดช่องให้ประธานาธิบดีมีอำนาจใช้ดุลพินิจเพื่อพิจารณาว่า มีการดำเนินการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่ก็ตาม
ในบันทึกถึงพนักงานที่สื่ออ้างถึงในการรายงานข่าวนั้น โจว โซ่วจือ ระบุว่า จะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง คำสั่งฝ่ายบริหารซึ่งทรัมป์ลงนามเมื่อเดือนก.ย. ได้เลื่อนการแบน TikTok ออกไปอีก 120 วัน เท่ากับว่า จะต้องปิดดีลภายในวันที่ 23 ม.ค. 2026 ตามบันทึกดังกล่าว ซีอีโอ TikTok ตั้งเป้าทำข้อตกลงให้แล้วเสร็จก่อนเส้นตายหนึ่งวัน ซึ่งระหว่างนั้นยังมีงานที่ต้องทำอีกหลายขั้นตอน
กว่าจะถึงตอนจบจริง ๆ คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า หมาก (การเมือง) เกมนี้จะพลิกล็อกหรือไม่ แต่ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาในรูปไหน ท้ายที่สุดแล้ว ดีล TikTok คือภาพสะท้อนสงครามเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ แม้ ByteDance จะเสียอำนาจควบคุมและมูลค่าบริษัทถูกกดต่ำลง แต่การยอมรักษาผลกำไรเอาไว้อาจเป็นทางออกที่เจ็บตัวน้อยที่สุด หลังจากนี้ ต้องตามดูกันต่อไปว่า TikTok ในเงื้อมมือของสหรัฐฯ จะยังคงรักษามนตร์ขลังของแอปเอาไว้ได้เหมือนเดิมหรือไม่