
ต้องยอมรับว่า “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” เป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มอบโอกาสการเติบโตให้นักลงทุนได้อย่างโดดเด่น ชนิดที่หาได้ยากในอุตสาหกรรมอื่น เพราะเมื่อพูดถึง Tech เรากำลังพูดถึง “นวัตกรรม” ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เป็นต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการล้ำสมัย และฟีเจอร์ต่างๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนโลกอยู่เสมอ

เมื่อกางตัวเลขดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี จะเห็นชัดเจนว่า ดัชนี Morningstar US Technology ให้ผลตอบแทนถึง 22.53% ชนะดัชนีตลาดภาพรวมอย่าง Morningstar US Market ที่ทำได้ 17.46% อย่างขาดลอย
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะปรับขึ้นมามากแล้ว แต่นักวิเคราะห์จาก Morningstar ยังประเมินว่า หุ้นเทคโนโลยีชุดที่คัดมานี้ยังซื้อขายกัน “ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน” (Undervalued) อยู่เฉลี่ยประมาณ 7.3% ซึ่งถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน

หากดูจากกราฟ จะเห็นภาพชัดเจนเลยว่าเส้นทางของปี 2025 ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกที่ตลาดเผชิญความผันผวนอย่างหนัก
สังเกตได้จากกราฟเส้นสีน้ำเงิน (Morningstar US Technology Index) ที่ดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน (Mar-Apr) ซึ่งลงไปลึกกว่าตลาดภาพรวมหรือเส้นสีแดง (Morningstar US Market Index) อย่างเห็นได้ชัด สะท้อนธรรมชาติของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูง (High Volatility)
แต่จุดที่น่าสนใจ คือ “แรงดีดกลับ” หลังจากนั้น
พอผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาได้ หุ้นกลุ่มเทคฯ ก็โชว์ฟอร์มพระเอก ดีดตัวกลับขึ้นมาได้อย่างร้อนแรง (Rebound) และเริ่มฉีกตัวหนีห่างจากดัชนีตลาดรวมได้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นมา จนกระทั่งล่าสุดสามารถสร้างผลตอบแทน YTD ไปได้ถึง 22.5% ทิ้งห่างตลาดรวมที่ทำได้ 17.5%
กราฟนี้กำลังบอกอะไรเรา? มันกำลังบอกว่าแม้ระหว่างทางจะหวาดเสียวบ้าง แต่ในระยะยาว “หุ้นเทคโนโลยี” ยังคงเป็นหัวหอกสำคัญที่เอาชนะตลาดได้ และการที่ราคาย่อตัวลงมาในบางจังหวะ อาจเป็นโอกาสทองในการเข้าสะสมของดีราคาถูกนั่นเอง
นักวิเคราะห์ของ Morningstar ได้ทำการสกรีนหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่ราคาตลาดปัจจุบันยังถือว่า “ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง” (Most Undervalued) และน่าสนใจที่สุดในการเข้าลงทุน โดยมีรายชื่อผู้เข้ารอบทั้ง 12 บริษัท ดังนี้
รายชื่อ 12 หุ้นเทคฯ น่าจับตามอง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราจะพาไปเจาะลึกหุ้นเด่นแต่ละตัว พร้อมบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญของ Morningstar ที่ดูแลหุ้นตัวนั้นๆ กัน (ข้อมูลตัวเลขทั้งหมด อัปเดต ณ วันที่ 3 ธ.ค. 2025)

1. Endava (DAVA) – แชมป์หุ้นราคาถูกที่สุดในลิสต์
ถ้าถามว่าตัวไหน “คุ้มค่า” ที่สุดในเชิงตัวเลข ต้องยกให้ Endava บริษัทนี้ คือ ที่ปรึกษาด้านไอทีรุ่นใหม่ (Next-gen IT Services) ที่ช่วยลูกค้าทำ Digital Transformation โดยเฉพาะ
จุดเด่นของ Endava คือ ความเชี่ยวชาญในกลุ่มการเงิน ซึ่งสร้างรายได้ให้บริษัทเกือบครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะระบบชำระเงิน และ Private Equity กลยุทธ์ของเขา คือ “Land and Expand” หรือการเข้าไปรับงานลูกค้าเจ้าใหญ่ให้ได้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยายขอบเขตงานบริการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกินรวบระยะยาว (ลูกค้า Top 10 ของบริษัทสร้างรายได้รวมกันถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว)
รูปแบบการทำงานของ Endava ใช้ระบบ Agile ที่ยืดหยุ่นสูง และเน้นทีมงานในโซนเวลาที่ใกล้เคียงกับลูกค้า (Nearshore) เพื่อการสื่อสารที่ลื่นไหล แม้ตอนนี้รายได้หลักจะมาจาก UK และยุโรป แต่บริษัทกำลังรุกหนักในตลาดอเมริกาเหนือ และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Retail และ Healthcare เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพากลุ่มการเงินมากเกินไป
2. Fiserv (FISV) – ยักษ์ใหญ่ Payment ที่กำลัง “ยกเครื่อง” องค์กร
Fiserv คือ ผู้นำด้านระบบประมวลผลธุรกรรมการเงินและสินเชื่อ โดยเน้นกลุ่มลูกค้าธนาคารขนาดกลางและเล็กในสหรัฐฯ แม้การควบรวมกิจการกับ First Data ในปี 2019 จะดูดีในช่วงแรก แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น
พระเอกของ Fiserv ตอนนี้ คือ “Clover” (แพลตฟอร์มจัดการร้านค้าคล้ายๆ Square) ที่เติบโตแรงมากด้วยยอดธุรกรรมกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี อย่างไรก็ตาม CEO คนใหม่ Michael Lyons มองว่าที่ผ่านมาบริษัทเน้นโตระยะสั้นมากเกินไป จนละเลยการลงทุนพื้นฐาน เขาจึงประกาศแผน “Reset” ธุรกิจใหม่ ซึ่งอาจทำให้กำไรและการเติบโตสะดุดลงในช่วงสั้นๆ (โดยเฉพาะปี 2026 ที่จะเป็นปีแห่งการปรับฐาน)
แต่นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือ การ “เจ็บแต่จบ” เพื่อให้ Fiserv กลับมาแกร่งในระยะยาว ถ้ารับความผันผวนช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้ นี่คือหุ้นพื้นฐานดีที่มี Clover เป็นเครื่องจักรสำคัญในการเติบโต
3. Nice (NICE) – ผู้นำ AI และระบบ Call Center ระดับโลก
ชื่อ Nice อาจไม่คุ้นหูคนทั่วไป แต่ในวงการ Enterprise Software นี่คือ เบอร์ต้นๆ ธุรกิจหลัก (85% ของรายได้) คือระบบบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ โดยมีเรือธงอย่าง “CXone Mpower” แพลตฟอร์ม Cloud ที่รวมทุกช่องทางติดต่อ (โทร, แชท, อีเมล, โซเชียล) ไว้ในที่เดียว พร้อมระบบ AI อัจฉริยะที่ช่วยให้ Agent ทำงานง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นเบอร์ 1 ในตลาดนี้
ส่วนอีกขาธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ระบบตรวจจับอาชญากรรมทางการเงิน แม้สัดส่วนรายได้จะน้อยกว่า (15%) แต่เป็นงานที่มี Margin สูงมาก เพราะธนาคารเปลี่ยนระบบยาก (Switching Costs สูง) โดย Nice มีโซลูชันอย่าง X-Sight และ Xceed ที่ช่วยแบงก์จัดการเรื่องการฟอกเงินและการฉ้อโกงได้อย่างแม่นยำ
4. HubSpot (HUBS) – ขวัญใจ SMEs สู่แพลตฟอร์มระดับ Enterprise
HubSpot คือ แพลตฟอร์ม Marketing & Sales Automation ที่เติบโตมาจากการเจาะตลาดกลาง (Midmarket) ด้วยโมเดล “Freemium” ที่เปิดให้ใช้ฟรีเพื่อดึงคนเข้ามาก่อน แล้วค่อยๆ ขยับให้ลูกค้าจ่ายเงินเพื่อฟีเจอร์ที่สูงขึ้น (Starter > Professional > Enterprise)
จุดแข็งของ HubSpot คือ Eco-system ที่ครบวงจร ทั้ง Marketing, Sales, Service และ Operations ยิ่งลูกค้าธุรกิจเติบโต ก็ยิ่งต้องใช้เครื่องมือของ HubSpot มากขึ้น (ปัจจุบันลูกค้ากว่า 60% ใช้บริการหลาย Hub พร้อมกัน) แม้จะมีเรื่องลูกค้า SMEs เลิกใช้งานบ้าง แต่บริษัทก็แก้เกมด้วยการขยับไปจับลูกค้ารายใหญ่ระดับ Enterprise มากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่จ่ายหนักและเปลี่ยนใจยาก ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าของ HubSpot ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ
5. Sabre (SABR) – หุ้นท่องเที่ยวราคาเบาๆ ที่รอวันฟื้นตัว
Sabre คือ ผู้เล่นเบอร์ 2 ของโลกในธุรกิจ GDS (Global Distribution System) หรือระบบจองตั๋วที่เป็นกระดูกสันหลังของสายการบินและเอเจนซี่ท่องเที่ยว แม้ช่วงนี้จะมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและนโยบายภาษีเข้ามากดดัน แต่ Morningstar มองว่า Sabre ยังคงแกร่งพอที่จะยืนระยะได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า
สิ่งที่น่าจับตามอง คือ การจับมือกับ Google (Alphabet) เพื่อย้ายระบบขึ้น Cloud และใช้ AI พัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ชื่อ “SabreMosaic” ที่ช่วยให้สายการบินขายตั๋วแบบ Customize ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนลดหนี้อย่างจริงจังโดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ต่อกำไร (Net Debt/Adjusted EBITDA) จะลดลงจาก 19 เท่า เหลือเพียง 6 เท่าภายในปี 2025
ใครที่มองหาหุ้นราคาต่ำ (Penny Stock range) ที่อิงกับการฟื้นตัวของ Corporate Travel และเทคโนโลยี AI ในภาคการท่องเที่ยว Sabre ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
6. Adobe (ADBE) – เจ้าพ่อซอฟต์แวร์สายครีเอทีฟ
ถ้าพูดถึงงานสายกราฟิกและคอนเทนต์ Adobe คือ เบอร์ 1 แบบไร้คู่แข่ง ด้วยผลิตภัณฑ์ระดับตำนานอย่าง Photoshop และ Illustrator ในชุด Creative Cloud แต่ Adobe ไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะมีการเติมเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Adobe Express (เวอร์ชันใช้งานง่ายและมีตัวฟรี) เพื่อขยายฐานผู้ใช้ใหม่ๆ หรือฟีเจอร์ AI สุดล้ำอย่าง Firefly ที่ช่วยดึงดูดคนให้เข้ามาอยู่ใน Ecosystem มากขึ้น
นอกจากนี้ Adobe ยังมีขาธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่าง Digital Experience (เครื่องมือการตลาดดิจิทัล) และ Document Cloud (Acrobat PDF) ที่กำลังทำเงินมหาศาล โดยเฉพาะในยุคที่คนทำงานผ่านมือถือและแท็บเล็ตกันเป็นปกติ บริษัทเชื่อว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล (กว่า 2 แสนล้านดอลลาร์) และการใช้ AI อย่าง Sensei เข้ามาช่วยเชื่อมโยงทุกบริการ จะยิ่งทำให้ลูกค้าหนีไปไหนไม่ได้
7. Oracle (ORCL) – ยักษ์ใหญ่ Database ที่กำลังรุกตลาด AI Cloud
Oracle ไม่ใช่แค่บริษัทฐานข้อมูล (Database) แบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังรุกตลาด Cloud อย่างหนักด้วย Oracle Cloud Infrastructure (OCI) ที่โดดเด่นเรื่องความยืดหยุ่นและราคาที่แข่งขันได้กับเจ้าตลาดอย่าง AWS หรือ Azure
จุดที่น่าจับตามองคือ OCI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับงาน AI โดยมีลูกค้าระดับบิ๊กเนมอย่าง OpenAI, Meta และ xAI แห่กันมาจองคิวใช้งาน แม้จะมีปัญหาเรื่องหาชิป GPU มาป้อนไม่ทันความต้องการบ้าง แต่ทิศทางถือว่าสดใสมาก ส่วนธุรกิจ Database เดิมที่หลายคนมองว่าขาลง Oracle ก็แก้เกมด้วยการจับมือกับพันธมิตร Cloud เจ้าอื่นแบบ Win-Win ทำให้โดยรวมแล้ว Oracle ในยุค AI นี้ถือว่า “ฟิตเปรี๊ยะ” ที่สุดในรอบหลายปี
8. Elastic (ESTC) – หุ้น Search & Security ที่ราคาจับต้องได้
Elastic คือ ผู้นำด้านระบบค้นหา (Search) ที่ใช้ AI ขับเคลื่อน โดยมีรากฐานมาจาก Elasticsearch ที่นักพัฒนารู้จักดี จุดเด่นของเขาคือการเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่รวม 3 เรื่องใหญ่ไว้ด้วยกัน คือ AI-Search, Observability (การตรวจสอบระบบ) และ Security ซึ่งหาได้ยากในตลาดที่ส่วนใหญ่มักจะแยกกันขาย
แม้จะมีคู่แข่งโหดๆ อย่าง Datadog หรือ CrowdStrike แต่ Elastic สู้ด้วยความ “เป็นกลาง” (Cloud-neutral) คือใช้กับ Cloud เจ้าไหนก็ได้ และความครบเครื่องในราคาที่คุ้มค่า โดยเฉพาะการใช้โมเดล Open-source ดึงคนเข้ามาใช้ฟรีก่อน แล้วค่อย Upsell ฟีเจอร์พรีเมียม ถือเป็นกลยุทธ์ที่ยังได้ผลดีต่อเนื่อง
9. Monday.com (MNDY) – ระบบจัดการงานที่โตวันโตคืน
Monday.com เริ่มต้นจากการเป็นระบบจัดการโปรเจกต์ที่ใช้งานง่าย หน้าตาสวยงาม จนกลายเป็นขวัญใจบริษัท SME แต่ตอนนี้พวกเขากำลังขยับไปเล่นลีกใหญ่ด้วยแพลตฟอร์ม “WorkOS” ที่ยืดหยุ่นจนสามารถดัดแปลงเป็นระบบ CRM, ระบบจัดการงาน IT หรือ Product Development ได้ในตัวเดียว
กลยุทธ์สำคัญ คือ การบุกตลาดลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้สร้างรายได้ถึง 26% ของรายได้รวม การขยับขึ้นไปจับลูกค้ารายใหญ่ช่วยให้รายได้มั่นคงขึ้น และลดความผันผวนจากการพึ่งพาลูกค้ารายย่อยเพียงอย่างเดียว
10. Akamai Technologies (AKAM) – จาก CDN สู่ผู้นำ Security & Edge Computing
หลายคนจำภาพ Akamai ในฐานะผู้ให้บริการ CDN (ระบบส่งคอนเทนต์ให้โหลดเร็วๆ) แต่รู้ไหมว่าตอนนี้รายได้จาก CDN เหลือแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น เพราะธุรกิจใหม่ที่ทำเงินจริงๆ คือ Cybersecurity ที่เติบโตจนเกินครึ่งของรายได้รวมไปแล้ว
ล่าสุด Akamai ยังกระโดดเข้าสู่สมรภูมิ Cloud Computing ด้วยการซื้อกิจการ Linode เพื่อเจาะตลาด Edge Computing (การประมวลผลที่ขอบเครือข่าย) รองรับยุค 5G แม้ธุรกิจ CDN จะดูแผ่วลง แต่ก็ยังเป็นฐานลูกค้าสำคัญที่ช่วยให้ Akamai ขายบริการ Security และ Cloud พ่วงเข้าไปได้ง่ายๆ ถือเป็นการปรับตัวที่ชาญฉลาดมาก
Klarna คือ เบอร์ 1 ในวงการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later – BNPL) ที่กำลังเร่งเครื่องเต็มสูบ โดยเฉพาะการเซ็นสัญญากับผู้ให้บริการชำระเงินหลายรายเพื่อขยายฐานลูกค้า แม้ตอนนี้จะเพิ่งเริ่มเห็นกำไรบางๆ (Marginal Operating Profit) แต่ด้วยปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ใช้เทรน AI ในการปล่อยสินเชื่อ เชื่อว่า Klarna จะทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำในอนาคต
เป้าหมายใหญ่ของ Klarna คือตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่คนชอบใช้เครดิต แม้จะต้องเจอคู่แข่งเขี้ยวลากดินอย่างบัตรเครดิตของแบงก์ต่างๆ แต่ Klarna เชื่อว่าประสบการณ์การใช้งานที่ง่ายและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ จะช่วยให้แย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมาได้
12. Globant (GLOB) – ที่ปรึกษาไอทีสาย Agile ตัวจริง
ปิดท้ายด้วย Globant บริษัทไอทีสัญชาติละตินอเมริกาที่มีสไตล์การทำงานไม่เหมือนใคร พวกเขาจัดทีมเป็น “Studios” เล็กๆ ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (เช่น AI, Blockchain, Metaverse) ทำให้ทำงานได้รวดเร็วและคล่องตัวกว่าบริษัทใหญ่ๆ
ลูกค้ารายใหญ่ของ Globant คือ Disney (เป็นลูกค้ามานานกว่า 10 ปี) ซึ่งสะท้อนความไว้วางใจได้เป็นอย่างดี จุดเด่น คือ การใช้ทีมงานในโซนเวลาเดียวกับลูกค้า เพื่อให้งานเดินไวและแก้ปัญหาได้ทันที ตอนนี้บริษัทกำลังเร่งขยายฐานลูกค้าในยุโรปเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดอเมริกาเหนือมากเกินไป
ตารางสรุป 12 หุ้นเทคฯ ราคายัง Laggard
| ลำดับ | หุ้น | อุตสาหกรรม (ตาม Morningstar) | ส่วนลดจากมูลค่าพื้นฐาน* | ราคาเหมาะสม (Fair Value) | ไฮไลต์ธุรกิจสั้นๆ |
| 1 | Endava (DAVA) | ซอฟต์แวร์ – โครงสร้างพื้นฐาน | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 54% | 13.60 ดอลลาร์/หุ้น | บริการ Next‑gen IT Services เน้น Digital Transformation กลุ่มการเงิน กลยุทธ์ “Land and Expand” ฐานลูกค้าใหญ่กระจุกตัวสูง |
| 2 | Fiserv (FISV) | บริการด้านไอที (IT Services) | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 47% | 126 ดอลลาร์/หุ้น | ผู้นำระบบชำระเงิน/ประมวลผลธุรกรรมธนาคารกลาง–เล็ก มี Clover เป็นแพลตฟอร์มร้านค้าหลัก อยู่ระหว่างแผน “รีเซ็ต” ธุรกิจ ทำให้กำไรระยะสั้นผันผวน |
| 3 | Nice (NICE) | ซอฟต์แวร์ – แอปพลิเคชัน | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 44% | 190 ดอลลาร์/หุ้น | ผู้นำระบบ Contact Center และ CX Cloud (CXone) พร้อมโซลูชันตรวจจับอาชญากรรมทางการเงินที่มี Margin สูง และ Switching Costs สูง |
| 4 | HubSpot (HUBS) | ซอฟต์แวร์ – แอปพลิเคชัน | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 42% | 650 ดอลลาร์/หุ้น | แพลตฟอร์ม Marketing & Sales Automation โมเดล Freemium + อัปเกรดเป็น Enterprise Ecosystem ครบวงจร หนุน ARPU สูงขึ้นต่อเนื่อง |
| 5 | Sabre (SABR) | ซอฟต์แวร์ – โครงสร้างพื้นฐาน | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 42% | 2.82 ดอลลาร์/หุ้น | เบอร์ 2 โลกในระบบจองตั๋ว GDS พึ่งพาการฟื้นตัวท่องเที่ยว จับมือ Google ย้ายขึ้น Cloud และใช้ AI พัฒนาแพลตฟอร์ม SabreMosaic พร้อมแผนลดหนี้แรง |
| 6 | Adobe (ADBE) | ซอฟต์แวร์ – แอปพลิเคชัน | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 42% | 560 ดอลลาร์/หุ้น | ผู้นำซอฟต์แวร์ครีเอทีฟ (Creative Cloud) Document Cloud และ Digital Experience มี AI Firefly และ Sensei เสริม Ecosystem และ Lock‑in ลูกค้า |
| 7 | Oracle (ORCL) | ซอฟต์แวร์ – โครงสร้างพื้นฐาน | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 39% | 340 ดอลลาร์/หุ้น | จากผู้นำ Database เดิม ขยาย Oracle Cloud Infrastructure (OCI) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับงาน AI ลูกค้าระดับ OpenAI, Meta, xAI |
| 8 | Elastic (ESTC) | ซอฟต์แวร์ – แอปพลิเคชัน | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 37% | 119 ดอลลาร์/หุ้น | แพลตฟอร์มรวม AI‑Search, Observability, Security ในตัวเดียว Cloud‑neutral ใช้ Open‑source ดึงผู้ใช้ ก่อน Upsell ฟีเจอร์พรีเมียม |
| 9 | Monday.com (MNDY) | ซอฟต์แวร์ – แอปพลิเคชัน | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 37% | 241 ดอลลาร์/หุ้น | เริ่มจาก Project Management SaaS พัฒนาเป็น “WorkOS” ปรับใช้ได้ทั้ง CRM/IT/Product เน้นบุกลูกค้าองค์กรใหญ่ แม้ Uncertainty สูงมาก |
| 10 | Akamai (AKAM) | ซอฟต์แวร์ – โครงสร้างพื้นฐาน | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 32% | 130 ดอลลาร์/หุ้น (ใกล้เคียง Fair Value 135 ดอลลาร์ในบทความภูมิภาค) | เดิมเด่นด้าน CDN ปัจจุบันรายได้หลักมาจาก Security และ Cloud/Edge Computing หลังซื้อ Linode และรุก Akamai Connected Cloud |
| 11 | Klarna (KLAR) | ซอฟต์แวร์ – โครงสร้างพื้นฐาน / Fintech BNPL | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 32% (ตาม Fair Value ประเมิน) | 45 ดอลลาร์/หุ้น (อ้างอิง Fair Value ประมาณการ) | ผู้นำ Buy Now, Pay Later มีเครือข่ายร้านค้า–ผู้ใช้ขนาดใหญ่ ใช้ข้อมูลและ AI บริหารความเสี่ยงเครดิต เน้นขยายตลาดสหรัฐฯ และพันธมิตรชำระเงิน |
| 12 | Globant (GLOB) | บริการด้านไอที (IT Services) | ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 32% | 102 ดอลลาร์/หุ้น | บริษัท IT Consulting สัญชาติละติน ใช้โครงสร้างทีม “Studios” เฉพาะทาง (AI, Blockchain ฯลฯ) ลูกค้าหลักอย่าง Disney และเร่งขยายตลาดยุโรป |
วิธีการเฟ้นหา หุ้นเทคโนโลยี เหล่านี้มาได้อย่างไร?
เพื่อให้ได้ลิสต์รายชื่อหุ้นที่ “ใช่” ที่สุดสำหรับการลงทุนในตอนนี้ เราไม่ได้เลือกมาเพียงเพราะชื่อเสียง แต่เราใช้ตะแกรงร่อนที่เข้มข้นผ่านเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

จากการประเมินมูลค่าและศักยภาพของ 12 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำข้างต้น แม้ตัวเลขเชิงปริมาณจะชี้ให้เห็นถึง “ส่วนลด” ของราคาตลาดเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐาน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับการเข้าสะสม แต่สำหรับ นักลงทุนไทย ที่มีความสนใจในการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศ จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงเฉพาะด้านอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากที่สุด
1. กับดักของราคาและความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
นักลงทุนพึงระลึกเสมอว่า สถานะ “Undervalued” หรือราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงนั้น มักมีสาเหตุเบื้องหลังเสมอ หากพิจารณารายชื่อหุ้นอย่าง Fiserv หรือ Sabre จะพบว่า ราคานั้นสะท้อนความกังวลในช่วงรอยต่อของการปรับโครงสร้างธุรกิจ หรือภาระหนี้สิน การลงทุนใน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการซื้อเพราะราคาถูก แต่เป็นการ “ซื้ออนาคต” โดยเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของผู้บริหารและความสามารถในการพลิกฟื้นธุรกิจ ดังนั้น การติดตามผลประกอบการรายไตรมาสอย่างใกล้ชิดจึงเป็นพันธกิจที่นักลงทุนไม่อาจละเลยได้
2. ความผันผวนและวัฏจักรดอกเบี้ย
ปี 2026 ที่กำลังจะมาถึง ยังคงเป็นปีที่ท้าทายสำหรับ การลงทุนในหุ้นต่างประเทศ แม้ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจมีความชัดเจนขึ้น แต่หุ้นในกลุ่ม Growth Stock โดยเฉพาะเทคโนโลยี ยังคงมีความอ่อนไหวสูงต่อต้นทุนทางการเงิน การที่ดัชนี Morningstar US Technology ปรับตัวขึ้นสูงกว่าตลาดรวม สะท้อนถึงความคาดหวังที่สูงของตลาด หากตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคออกมาผิดคาด ย่อมส่งผลให้เกิด ความผันผวน ของราคาหุ้นที่รุนแรงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น นักลงทุนไทยจึงควรเตรียมแผนรับมือ และไม่ควรคาดหวังผลตอบแทนที่เป็นเส้นตรง
3. บริบทของนักลงทุนไทยและบริหารจัดการความเสี่ยง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คือ “ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินบาทอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนสุทธิ อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเลือกลงทุนในบริษัทที่มี Economic Moat หรือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน ทั้งในระดับ Narrow และ Wide Moat ตามบทวิเคราะห์ข้างต้น จะช่วยสร้างเกราะป้องกันพอร์ตการลงทุนในช่วงที่สภาวะตลาดมีความไม่แน่นอนสูงได้ดีกว่าการเก็งกำไรในหุ้นเทคโนโลยีขนาดเล็กที่ไร้ฐานรายได้ที่มั่นคง
บทสรุป การลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในขณะนี้ ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาหุ้นพื้นฐานดีที่ราคายังไม่ปรับตัวสูงจนเกินไป (Laggard) แต่กุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จไม่ใช่การทุ่มเงินลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่คือ การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่สมดุล ระหว่างหุ้นที่มีเสถียรภาพ (เช่น Oracle หรือ Adobe) และหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงแต่มีความเสี่ยง (เช่น Monday.com หรือ Klarna)
สุดท้ายนี้ วินัยในการลงทุนและการมองภาพระยะยาว จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถก้าวข้ามความผันผวน และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนจากคลื่นนวัตกรรมที่กำลังเปลี่ยนโลกอยู่ในขณะนี้
ตารางสรุป โอกาสและความเสี่ยงในหุ้นเทคโนโลยีโลกสำหรับนักลงทุนไทย
| ประเด็น | เนื้อหา | สิ่งสำคัญของนักลงทุนไทย |
| กับดักของราคาถูก | หุ้นสถานะ Undervalued เช่น Fiserv, Sabre มักมีเหตุจากการรีเซ็ตธุรกิจหรือภาระหนี้ ไม่ใช่ “ของถูกไร้เหตุผล” | ต้องมองว่าเป็นการ “ซื้ออนาคต” ให้เวลากับการฟื้นตัว ติดตามผลประกอบการและแผนปรับโครงสร้างใกล้ชิด ไม่ซื้อเพราะส่วนลดอย่างเดียว |
| ดอกเบี้ย–ความผันผวน | Growth/Tech อ่อนไหวต่อวัฏจักรดอกเบี้ย ปี 2026 ยังเสี่ยงจากทิศทางนโยบายการเงินและตัวเลขเศรษฐกิจที่ผันผวน | คาดหวังผลตอบแทนแบบไม่เป็นเส้นตรง เตรียมแผนรับมือ volatility ทั้งด้านจิตวิทยาและการจัดพอร์ต ไม่ไล่ซื้อตอน Sentiment ดีเกินจริง |
| ค่าเงินและบริบทไทย | การลงทุนหุ้นเทคสหรัฐฯ/ต่างประเทศเผชิญทั้งความเสี่ยงราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท–ดอลลาร์ | ควรคำนึงถึง FX risk เสมอ และใช้กองทุน/ผลิตภัณฑ์ที่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินหากรับความผันผวนไม่ได้ |
| คุณภาพธุรกิจ (Moat) | การเลือกบริษัทที่มี Economic Moat ระดับ Narrow/Wide เช่น Oracle, Adobe ช่วยรับมือภาวะไม่แน่นอนได้ดีกว่าหุ้นเทคเล็กไร้ฐานรายได้ | เน้นธุรกิจที่ได้เปรียบแข่งขันยั่งยืน มากกว่าการเก็งกำไรรายชื่อหุ้นเทคกระแสแรงระยะสั้น |
| การจัดพอร์ต | หุ้นเทค Laggard เป็นโอกาส แต่ไม่ควรทุ่มตัวเดียว ควรกระจายระหว่างหุ้นมั่นคง (Oracle, Adobe) และหุ้นเติบโตเสี่ยงสูง (Monday.com, Klarna) | ใช้การจัดสรรสินทรัพย์เป็นหัวใจ เช่น กำหนดสัดส่วน Core (เสถียร) และ Satellite (เติบโตสูง) ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ |
| วินัยและมุมมองระยะยาว | คลื่นนวัตกรรมเทคโนโลยีสร้างโอกาสระยะยาว แต่ระหว่างทางมีรอบปรับฐานใหญ่เป็นระยะ | ยึดวินัยการลงทุน ช่วงแบ่งไม้สะสม ไม่ไล่ตามราคา เกาะธีมเทคระยะยาวโดยยอมรับความผันผวนเป็นเรื่องปกติของกลุ่มนี้ |
อ้างอิงจาก morningstar,indexesmorningsta,yahoofinance,cartesio,ishares และ jpmorgan