หุ้นไทยพุ่ง 6 วัน ทำนิวไฮรอบ 33 เดือน ลุ้นทะลุ 1,600 จุด เลือกหุ้น Laggard

efinAI
ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวบวกต่อเนื่อง 6 วันติด วันนี้สูงสุด 1,581.74 จุด สูงสุดรอบ 33 เดือน แถมวอลุ่มแน่น ๆ กลุ่ม “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” – “ปิโตรเคมี” นำทัพพุ่งกระจุย กูรูคาดระยะสั้นมีโอกาสทะลุ 1,600 จุด แม้อาจมีพักฐานบ้างแต่โดยรวมยังขาขึ้น เน้นลงทุนธีม “Laggard” และ “Domestic Pay”
SET Index บวก 6 วันติด พุ่งทำ High รอบ 33 เดือน
ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6 วันติดต่อกันจาก 20 – 27 พ.ค.2569 (ไม่รวมวันหยุด) โดย 19 พ.ค.69 ดัชนีฯ ปิดที่ 1,516.69 จุด ล่าสุดวันนี้ปิดที่ 1,570.95 จุด เพิ่มขึ้น 53.99 จุด หรือ 3.6% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 6.1 หมื่นล้านบาท
ที่สำคัญวันนี้ SET Index พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบ 33 เดือนที่ 1,581.74 จุด (จุดสูงสุดเดิม 1,579.43 จุด เมื่อ 6 ส.ค.66) โดยหากคำนวณจากสิ้นปีก่อน หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 322.07 จุด หรือ 25.57% และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 6.35 หมื่นล้านบาทต่อวัน (มากกว่านี้ต้องย้อนกลับไปปี 65 ที่เฉลี่ย 7.12 หมื่นล้านบาท) สูงสุด 1.59 แสนล้านบาทต่อวัน ต่ำสุด 3.27 หมื่นล้านบาทต่อวัน
ขณะที่สำรวจข้อมูลการซื้อขายแยกตามกลุ่มผู้ลงทุน ถึง 26 พ.ค.69 พบว่า กลุ่มนักลงทุนในประเทศ, นักลงทุนต่างชาติ และ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 3.27 หมื่นล้านบาท, 2.12 หมื่นล้านบาท และ 1.09 หมื่นล้านบาท มีเพียงนักลงทุนสถาบันที่ขายสุทธิ 6.48 หมื่นล้านบาท
หุ้น “ชิ้นส่วนอิเล็กฯ” นำทัพบวกกระจุย
ทั้งนี้เมื่อสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตามดัชนีของแต่ละหมวดอุตสาหกรรม ณ 26 พ.ค.69 กลุ่ม TOP5 ที่พุ่งแรง ประกอบด้วย
1.”ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” ปรับตัวเพิ่มขึ้น 95.30% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 6,545 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็น 10.31% ของตลาดฯ
2.”ปิโตรเคมี” ปรับตัวเพิ่มขึ้น 54.53% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 1,692 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 2.67% ของตลาดฯ
3.”รับเหมาก่อสร้าง” ปรับตัวเพิ่มขึ้น 40.79% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 615 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 0.97% ของตลาดฯ
4.”บรรจุภัณฑ์” ปรับตัวเพิ่มขึ้น 27.69% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 417 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 0.66% ของตลาดฯ
5.”พลังงาน” ปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.70% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 1.29 หมื่นล้านบาทต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 20.25% ของตลาดฯ
ส่วนกลุ่มหลักอื่น ๆ เช่น “ธนาคาร” ปรับตัวเพิ่มขึ้ย 8.96% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 1.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 18.89% ของตลาดฯ และ “สื่อสาร” ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.05% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 6,582 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 10.37% ของตลาดฯ
กูรูคาดระยะสั้นทะลุ 1,600 จุด
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินว่า สาเหตุที่หุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องปีนี้ มาจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง ทำให้เกิดภาพการปรับประมาณการขึ้นในกลุ่ม “พลังงาน” ที่กำไรสุทธิคิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาดหุ้นไทย ประกอบกับกลุ่ม “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” ก็ขึ้นมาอย่างโดดเด่นจากธีม AI และ เทคโนโลยี สะท้อนจาก หุ้นขนาดกลางเล็กในกลุ่มที่ไม่มีเคยรายได้จาก AI มาก่อน ก็เริ่มเห็นเข้ามาบ้างแล้ว ทำให้ตลาดฯ ขยับไปเทรดในระดับอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ที่สูงขึ้นได้
ระยะสั้น ๆ ถัดไป SET Index มีโอกาสจะผ่าน 1,600 จุดได้ เพราะผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ และจะได้เห็นการปรับประมาณการกำไรขึ้นเรื่อย ๆ
เช่นเดียวกับ “ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า มีโอกาสสูงที่ SET Index จะผ่าน 1,600 จุดได้ในระยะถัดไป เพราะมีปัจจัยบวกจาก 1.การปรับตัวขึ้นที่ร้อนแรงของกลุ่ม “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” ตามธีมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังร้อนแรง
2.กลุ่มพลังงานต้นน้ำปรับตัวขึ้นแรงตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
3.กลุ่ม Domestic Pay มีผลประกอบการที่ดูดีกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
4.การเมืองในประเทศมีสเถียรภาพมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา
รวมถึง “ณรงค์เดช จันทรไพศาล” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยจะไปถึง 1,600 ได้ ประเมินกรอบแนวต้านที่ 1,600-1,640 จุด ซึ่งจะนำโดยกลุ่ม “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” โดยเฉพาะหุ้น DELTA ที่ได้อานิสงส์จากธีม AI และ Data Center
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยมีการรายงานตัวเลขออกมาดีกว่าตลาดฯ คาดการณ์ตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อนต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เพราะตัวเลข FDI หรือการทุนทางตรงจากต่างชาติเพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งออกที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แม้ฐานปีก่อนจะอยู่ในระดับสูง แต่ 4 เดือนแรกของปีนี้ยังสามารถโตกว่าคาดการณ์ของตลาดฯ ได้ทุกเดือนระดับ 2 หลักทุกเดือน
นอกจากนี้ผลการดำเนินงาน บจ. น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 1/69
อย่างไรก็ตาม “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า SET Index ไปได้สูงสุดบริเวณ 1,580 จุด และอาจจะยังไม่ผ่าน 1,600 จุดในระยะสั้น เพราะองค์ประกอบที่ใช้คำนวณยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งยังคาดกำไร บจ. ที่ 1.22 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 95 บาท/หุ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1% และ Earning Yield Gap ระดับ 5%
อาจมีพักฐานบ้าง แต่โดยรวมยังขาขึ้น
“ณรงค์เดช จันทรไพศาล” เพิ่มเติมว่า SET Index ที่ขึ้นมาขนาดนี้ อาจจะมีความเสี่ยงพักฐานบ้าง พิจารณา Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยที่ล่าสุดอยู่ที่ 15.80 เท่า แพงสุดในภูมิภาค ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อ SET มี P/E แพงที่สุดในภูมิภาคจะเกิดการพักฐานขึ้น แต่ก็ต้องดูช่วงเวลาอีกทีว่าจะเป็นช่วงไหน อาจจะเกิดขึ้นตอนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ พักตัว เพราะราคาหุ้น DELTA และกลุ่มฯ จะลดความร้อนแรงลง SET Index ก็จะชะลอตามไปด้วย
แต่ “ณัฐพล คำถาเครือ” กลับมองว่า โอกาสที่หุ้นไทยจะพักฐานในช่วงนี้ถือว่ามีน้อย ถ้าจะมีความเสี่ยง เห็นอย่างเดียว คือ 29 พ.ค.นี้ MSCI จะมีการปรับน้ำหนักหุ้นไทยอีกครั้ง อาจจะทำให้มีแรงหยุดชะงักในช่วงดังกล่าวเป็นเวลาสั้น ๆ แต่คาดว่ายังไม่กระทบ Sentiment ขาขึ้นที่ยังเป็นอยู่
ขณะที่ “กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” ระบุว่า ความเสี่ยงในช่วงการพักฐานก็มีบ้าง อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 2/69 ถึงต้นไตรมาส 3/69 เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งตัวขึ้นจากราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภัยแล้ง ซึ่งจะเกิดการขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงเวลาดังกล่าว
ด้าน “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” คาดระยะถัดไปน่าจะเป็นปรากฏการณ์หมุนกลุ่มเล่น โดยที่ขึ้นไปก่อนหน้าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งถึงจุดหนึ่งจะถูกขายทำกำไรออกมา และหมุนไปหากลุ่มใหม่ ประเมินว่าจะเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก
เปิดกลยุทธ์การลงทุน
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส แนะนำ เลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ประกอบกับ ราคาหุ้นยัง Laggard กลุ่ม TOP Pick คือ BDMS, CENTEL, ERW, BA, AOT, SPALI และ SIRI ส่วนอีกธีม แนะนำ เก็งกำไรหุ้นขนาดกลาง-เล็ก อาทิ SJWD, M และ TKN
ส่วน “กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” แนะนำ สะสมหุ้น Domestic Pay จากผลการดำเนินงานที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น อาทิ BH, CENTEL, BBL, KBANK, CPN และ CRC
ด้าน “ณัฐพล คำถาเครือ” เน้นธีมเก็งกำไร “ไทยช่วยไทยพลัส” เพราะถ้าอิงสถิติ 6 ครั้งที่ผ่านมา กลุ่มที่จะรับอานิสงส์แรก ๆ จากมาตรการดังกล่าว คือ “ไฟแนนซ์” แนะนำ TIDLOR และ JMT, กลุ่ม “ธนาคาร” แนะนำ SCB และ “กลุ่มสื่อสารฯ” แนะนำ TRUE กับ ADVANC
ปิดท้ายที่ “ณรงค์เดช จันทรไพศาล” แนะนำหุ้น Laggard อาทิ “โรงไฟฟ้า” เพราะคาดว่าราคาในระยะถัดไปจะปรับตัวขึ้นจากการลงทุน FDI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานในภาคธุรกิจมากขึ้น หุ้นเด่นคือ WHAUP, GULF, GPSC และ BGRIM
ติดตามกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจกับขาขึ้นรอบนี้ของ SET Index ที่ https://url.in.th/w-stock-articles
Related Topics
Reported by

Sarapong Nuntivong
Senior News Editor, efinanceThai











