อ่าวเปอร์เซียในวันที่ไร้เสียงเครื่องจักร: ฝันร้ายที่อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

รูป อ่าวเปอร์เซียในวันที่ไร้เสียงเครื่องจักร: ฝันร้ายที่อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

efinAI


วิกฤตการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อกำลังสร้างความเสียหายที่ฝังลึกต่ออุตสาหกรรมน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย แม้สงครามจะยุติลงแต่การฟื้นฟูระบบการผลิตและกลับมาเดินเครื่องใหม่อาจต้องใช้เวลานานหลายปี เนื่องจากความท้าทายด้านวิศวกรรมบ่อน้ำมันและปัญหาโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน

นักวิเคราะห์และผู้บริหารในอุตสาหกรรมน้ำมันระบุว่า โอกาสที่จะกลับมาส่งออกน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียได้รวดเร็วนั้นลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ แม้จะกลับมาเปิดช่องแคบได้ในเร็ววัน แต่ร่องรอยความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกจะยังคงอยู่ไปอีกนาน เนื่องจากความท้าทายนานัปการที่รออยู่ กล่าวคือผู้ผลิตจำเป็นต้องรอให้เรือบรรทุกน้ำมันที่กระจายอยู่ทั่วโลกระบายน้ำมันออกไป เพื่อเพิ่มพื้นที่สต็อกรองรับน้ำมันใหม่ รวมถึงรอให้แรงงานที่อพยพออกไปในช่วงสงครามเดินทางกลับเข้ามา ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน

อุปสรรคด้านโลจิสติกส์และการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน

รัสเซลล์ ฮาร์ดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Vitol กล่าวว่า มีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันจำนวนมากที่ถูกสั่งปิดไป การกลับมาเปิดใช้งานทั้งหมดจึงต้องใช้เวลา

นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจาก Goldman Sachs ระบุเช่นกันว่า ยิ่งช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานเท่าใด การฟื้นตัวของการผลิตก็จะยิ่งช้าออกไปเท่านั้น ขณะที่ปริมาณน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียในเดือนนี้ลดลง 14.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 57% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดสงคราม ซึ่งต้องใช้เวลานานนับเดือนเพื่อฟื้นกำลังการผลิต ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติและปลอดภัย โดยไม่มีการโจมตีระลอกใหม่เกิดขึ้น

วิกฤตการผลิตในอิรัก

ปัญหาดังกล่าวน่าจะรุนแรงที่สุดในอิรัก ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของภูมิภาครองจากซาอุดีอาระเบีย ในช่วงปกติ อิรักผลิตน้ำมันคิดเป็น 5% ของโลก แต่ปัจจุบันปริมาณการผลิตต่อวันดิ่งลงเหลือประมาณ 1.6 ล้านบาร์เรล จากเดิม 4.9 ล้านบาร์เรลก่อนสงครามตามข้อมูลจาก Iraq Oil Report

ผู้ผลิตน้ำมันในอิรักได้ทดลองเริ่มการผลิตอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ต้องระงับไปเมื่อพบว่าช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีทีท่าว่าจะเปิด อีกทั้งปัญหาด้านความปลอดภัย การขาดแคลนแรงงาน และทรัพยากรที่จำกัด ทำให้ยากต่อการประเมินสภาพของแหล่งน้ำมันบางแห่ง ซึ่งถูกโจมตีในช่วงความขัดแย้ง

ความท้าทายทางวิศวกรรม-อุปสรรคการผลิตในบ่อน้ำมันเก่า

แหล่งน้ำมันบางแห่งจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างค่อยเป็นค่อยไป สารจำพวกพาราฟินและยางมะตอยอาจอุดตันบ่อน้ำมันที่สูบฉีดน้ำมันดิบชนิดหนัก ส่วนในแหล่งน้ำมันเก่า แรงดันมีแนวโน้มลดลงในช่วงที่หยุดชะงัก ซึ่งอาจทำให้มีก๊าซธรรมชาติออกมามากกว่าน้ำมันเมื่อเริ่มเดินเครื่องใหม่

Wood Mackenzie บริษัทวิจัยระบุว่า การจะทำให้อัตราการผลิตกลับมาอยู่ที่ 85% ของระดับก่อนสงครามในแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ของอิรักอาจต้องใช้เวลานานถึงเก้าเดือน แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะสามารถกลับมาฟื้นการผลิตได้ 2 ใน 3 ของช่วงก่อนสงครามได้รวดเร็วกว่านั้นก็ตาม

นอกจากนี้ การปิดแหล่งน้ำมันด้วยความเร่งรีบในช่วงต้นสงครามสามารถสร้างความเสียหายต่อบ่อน้ำมันและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ปั๊มจุ่มที่ใช้สูบน้ำมันจากแหล่งที่มีแรงดันไม่เพียงพอ อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่สูงในการกลับมาเดินเครื่องใหม่ยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรค และเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อรายได้จากน้ำมันลดลง

ยิ่งกว่านั้นอิรักยังไม่มีกองเรือบรรทุกน้ำมันของรัฐบาลเหมือนซาอุดีอาระเบีย ทำให้ต้องพึ่งพาบริษัทขนส่งและผู้ค้าระหว่างประเทศ

Fraser McKay หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie กล่าวว่า ปริมาณการผลิตจะได้รับความเสียหายมากเพียงใดนั้นยากที่จะรู้ได้จนกว่าทีมวิศวกรจะเริ่มการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนประการสำคัญ

นัยสำคัญต่ออุปทานโลก-ขีดความสามารถการผลิตที่อาจหายไปถาวร

นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุดจะรับมือสถานการณ์ได้ดีกว่า เนื่องจากมีการวางแผนจัดการแรงดันในแหล่งน้ำมันอย่างระมัดระวังมาตลอดหลายสิบปี แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่สามารถฟื้นการผลิตได้ในทันที

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า แหล่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียประมาณครึ่งหนึ่งมีแรงดันสูงพอที่จะกลับสู่ระดับการผลิตก่อนสงครามได้ภายในสองสัปดาห์ และประมาณ 80% สามารถทำได้ภายในหกสัปดาห์

ส่วนที่เหลืออีก 20% ที่ยังมีปัญหา ส่วนใหญ่อยู่ในอิรักและคูเวต ซึ่งปกติคูเวตผลิตน้ำมันประมาณ 3% ของโลก โดย IEA ระบุว่า ท้ายที่สุดแล้ว กำลังการผลิตบางส่วนในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งอาจไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ภาวะความไม่แน่นอนของอุปทานที่อาจคงอยู่เป็นเวลานาน

เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน การปิดระบบการผลิตกำลังกดดันอิรักมากที่สุด เนื่องจากมีพื้นที่จัดเก็บน้ำมันและขีดความสามารถของท่อส่งออกที่น้อยกว่า เพื่อรักษาการไหลเวียนของน้ำมันให้ได้มากที่สุด อิรักจึงเพิ่มการส่งออกผ่านท่อส่งน้ำมันระหว่างภูมิภาคเคอร์ดิสถานไปยังตุรกี และเริ่มใช้รถบรรทุกขนส่งน้ำมันเตาไปยังชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนของซีเรีย

เยซาร์ อัล-มาเลกิ นักวิเคราะห์ด้านอ่าวเปอร์เซียจาก Middle East Economic Survey และนักวิชาการจาก Atlantic Council กล่าวว่า แม้ปริมาณน้ำมันดังกล่าวจะน้อยนิด แต่อิรักไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้วิธีการเฉพาะหน้าเหล่านี้ต่อไป

เจ้าหน้าที่ในอิรักกำลังวางแผนสำหรับการฟื้นฟูแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่เป็นครั้งที่สาม หลังจากปริมาณการผลิตเคยดิ่งลงในช่วงสงครามอ่าวครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ก่อนจะฟื้นตัวและแซงหน้าอัตราการผลิตในยุคของซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนจากบริษัทน้ำมันต่างชาติ อย่าง BP ของอังกฤษ และ Eni ของอิตาลี

แหล่งรูไมลา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอิรัก ดำเนินงานโดยบริษัทร่วมทุนระหว่าง BP และ PetroChina ภายใต้ข้อตกลงกับอิรัก ในภาวะปกติ แหล่งน้ำมันนี้ผลิตน้ำมันดิบได้ถึง 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตทั้งหมดในประเทศ

อาห์เหม็ด เมห์ดี จากบริษัท Renaissance Energy Advisors กล่าวว่า แหล่งรูไมลาและแหล่งอื่นๆ ในอิรักที่มีแรงดันต่ำต้องใช้วิธีการฉีดน้ำเพื่อดันน้ำมันดิบขึ้นสู่ผิวดิน ในบางกรณีต้องใช้น้ำถึงสามบาร์เรลเพื่อให้ได้น้ำมันเพียงบาร์เรลเดียว ในช่วงที่บ่อน้ำมันไม่ได้ใช้งานตามปกติ น้ำจะแทรกซึมเข้าสู่ชั้นน้ำมันในรูปแบบที่ยากต่อการควบคุม จึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเมื่อกลับมาเดินเครื่องผลิต

วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นเสมือนบททดสอบ “ความไม่แน่นอน” ที่แผ่ขยายจากสมรภูมิรบไปสู่สมรภูมิพลังงานที่ทำให้โลกต้องหันมาทบทวนและประเมินแนวทางการรับมือภัยคุกคามอย่างจริงจังและทันท่วงที

เรียบเรียงจาก The Wall Street Journal และ Bloomberg

Related Topics

Reported by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai