SCC เปิดยุทธ์ศาสตร์ “เชิงรุก” เข้มข้น ฝ่าวิกฤตสงคราม-เศรษฐกิจโลกผันผวน

efinAI
ท่ามกลางสถานการณ์ วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบวงกว้างต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและของประเทศไทย รวมถึงหลายภาคส่วนธุรกิจกำลังเผชิญความผันผวนครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ การขาดแคลนวัตถุดิบจากภาวะสงคราม และกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง
จากโจทย์ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง “บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC” จึงต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการชิงเปิดกลยุทธ์ใหม่ ให้ทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ซึ่งจะทำให้สามารถตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อนและคุมสถานการณ์ได้จริง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง

เปิดกลยุทธ์ “เชิงรุก” รับแรงกระแทกจากความผันผวน
โดยหัวเรือใหญ่ SCC “ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดใจถึงแผนกลยุทธ์รับมือความผันผวนว่า
เอสซีจีตัดสินใจดำเนิน “กลยุทธ์เชิงรุก” ทั้งแผนระยะสั้นที่เน้นบริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’
ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการติดตามและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนพลังงาน ควบคู่การดูแลลูกค้าตลอด
ซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้ารักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น เพื่อสถานะการเงินบริษัทที่เข้มแข็ง
แผนระยะ 2 ปี (ปี 69-70) มุ่งสร้างกล้ามเนื้อ ด้วยการบริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน
ผ่านการรวมศูนย์การผลิตและนำ Robotics & Automation มาใช้ยกระดับคุณภาพสินค้า พร้อมเดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม ซึ่งคืบหน้า 54% ตามแผน ตลอดจนผลักดันสินค้ากรีน (Green Products), สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (SVP) และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA)
รวมถึงยังเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC รวมทั้งขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาด ครบวงจร เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งในระยะยาว
ชูแผนระยะสั้น เน้นปรับตัว “เข้มข้น” ทันท่วงที
สำหรับแผนระยะสั้น เน้นปรับตัว “เข้มข้น” ทันท่วงที โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
1.บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง “Daily War Room” รวมศูนย์ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้าน นำข้อมูลรายวันมาหาโซลูชันที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการ ‘เร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น’
ทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชน ให้ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการเดินหน้าส่งมอบสินค้าที่ลูกค้าไม่สามารถซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นได้ เช่น สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
2.บริหารต้นทุนพลังงาน เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและใช้พลังงานทางเลือก และเพิ่มการใช้รถ EV ขนส่งสินค้า ประกอบกับการมีโรงงานผลิตสินค้ากระจายทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ดี
3.เดินหน้ารักษาวินัยทางการเงิน “เข้มข้น” ซึ่งผลจากการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและหยุดธุรกิจไม่ทำกำไรช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทในปี 69 ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง แต่ยังควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ได้ที่ 5,482 ล้านบาท ทำให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.0 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า สถานะการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 67,137 ล้านบาท
“แม้ความผันผวนทั้งในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง เอสซีจีจะยังเดินหน้ารักษาวินัยการเงินอย่างเข้มข้น และเร่งเสริมแกร่งขีดความสามารถทางการแข่งขันของทุกธุรกิจให้เข้มแข็ง ตลอดจนติดตามสถานการณ์ความผันผวนต่างๆอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวเชิงรุกทุกด้านให้พร้อมสู้ทุกความท้าทาย มั่นใจว่าสถานะทางการเงินบริษัทฯยังแข็งแกร่ง มีเงินสดในมือเพียงพอ และสามารถเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป” นายธรรมศักดิ์ กล่าว
กางแผน 2 ปี เน้น “สร้างกล้ามเนื้อ” เพื่อความแข็งแกร่งในระยะยาว
สำหรับแผนระยะ 2 ปี (ปี 69-70) จะเน้นสร้างกล้ามเนื้อ โดยยกระดับความสามารถการแข่งขัน เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งในระยะยาว โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่
1.บริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน (Regional Optimization) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตด้วยการรวมศูนย์การผลิต และใช้ Robotics & Automation ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า รวมทั้งการบริหารต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งคาดว่าช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท ส่วนโครงการ LSPE เพิ่มความ
ยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม เมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 70 ตามแผน ซึ่งคาดว่าช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท
2.ผลักดันสินค้ากรีน, สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า พร้อมเพิ่มอัตราส่วนของกำไรต่อรายได้ให้ธุรกิจ
3.เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง PTTGC และ SCGC โดยได้ประกาศการลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทยด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก
ทั้งนี้ผลการศึกษาการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/69 โดยระหว่างนี้ทั้งสองบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างเป็นอิสระต่อกัน
4.ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร “SCG Cleanergy” ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานทางเลือกของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนและความผันผวนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
ชี้แผนศึกษาร่วมทุนระหว่าง ‘SCGC-PTTGC” ชัดเจนปลาย ก.ย.69 – ลุ้นทางรอดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย
ความคืบหน้าการการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่าง SCGC และ PTTGC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย เบื้องต้นยังอยู่ในขั้น Feasibility Study
และประเมินมูลค่าสินทรัพย์ โดยคาดว่าจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 5 เดือน หรือจนถึงปลายเดือน ก.ย.69 ถึงจะมีความชัดเจนของผลการศึกษาว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่
โดยจุดสำคัญคือการใช้ “Clean Team” เป็นตัวกลางวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อป้องกันการเปิดเผยความลับทางการค้า ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนของดีล โดยหากผลออกมาคุ้มค่าจะเข้าสู่ขั้นตอนขออนุมัติหน่วยงานกำกับ ออกแบบโครงสร้างบริษัทร่วมทุน (JV) และคาดว่ากระบวนการดึงทรัพย์สินของแต่ละบริษัทมารวมกันจะใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 12 เดือน หรือ 1 ปี
โดยมองว่าการลงนาม MOU ระหว่างสองยักษ์ใหญ่ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้าง “Economy of Scale” ผ่านการผนึกกำลังจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานฝั่งต้นน้ำ (Upstream) โดย PTTGC ที่แข็งแกร่งด้านวัตถุดิบและฟีดสต็อก ส่วนฝั่งปลายน้ำ (Downstream) โดย SCGC ที่เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (HVA)
ส่วนการจัดสัดส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนนั้น มองว่าไม่มีอะไรมากก็ขึ้นอยู่กับทรัพย์สินของทั้ง 2 ฝั่งว่าในส่วนไหนที่จะมารวมกันบ้าง ซึ่งการประเมินทรัพย์สินของแต่ละฝั่งและการประเมินมูลค่าทรัพย์สินมีหลักการที่ต้องดูอยู่ว่าทรัพย์สินแต่ละอย่างมีมูลค่าเท่าไหร่ และมีการใช้วิธีการประเมินทรัพย์สินเสร็จแล้วทั้ง 2 ฝั่ง แล้วดูว่าอัตราส่วนว่าใครจะถือหุ้นสัดส่วนมากน้อยแค่ไหนจากการประเมินทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตามหากมีการรวมธุรกิจกันแล้ว คาดว่ากำลังการผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) รวมกันจะปรับตัวขึ้นมาเป็น 6 ล้านกว่าตัน จากเดิมที่แต่ละฝั่งมีกำลังการผลิตประมาณ 3 ล้านตัน และกำลังผลิต Upstream Cracker รวมกันราว 7 ล้านตัน ซึ่งทำให้ขนาดของยอดขายและปริมาณขายออกมาตามสินทรัพย์ที่รวมกัน
สำหรับแผนการนำบริษัท SCGC เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยแม้ยังไม่ได้ถูกยกเลิก แม้จะมีการดึงธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์แยกออกมา เพราะว่าธุรกิจในกลุ่มเอสซีจีเคมิคอลส์ก็ยังมีอยู่ แต่ยอมรับว่าได้มีการเลื่อนออกไปก่อน ส่วน SCGC จะมีการเข้าไปถือหุ้น PTTGC ในอนาคตหรือไม่นั้น ยังไม่ได้มองถึงจุดนั้น แต่มีการเอาสินทรัพย์ที่คิดว่าใกล้เคียงกัน
และมีการแข่งขันสูงมาร่วมกัน
“ดีลนี้ไม่ใช่แค่การร่วมทุนทั่วไป แต่เป็นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยให้รับมือโลกใหม่ที่มี 3 แรงกดดันหลัก ทั้งโอเวอร์ซัพพลายโลก โดยเฉพาะจากจีน-ตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ดังนั้น การสร้างกำลังการผลิตขนาดใหญ่จะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย เพิ่มอำนาจต่อรอง Optimize supply chain”
*** โชว์ผลงานไตรมาส 1/69 สุดแจ่ม รับ djusted Cash EBITDA โต 17% – รักษาวินัยการเงินเข้มข้น
สำหรับผลงานไตรมาส 1/69 เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท
ขณะที่ผลจากมาตรการรักษาวินัยการเงินอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องในไตรมาส 1/69 ของบริษัท ทำให้ SCC มีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 67,137 ล้าน บาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 68 ที่อยู่ระดับ 52,000 ล้านบาท โดยกระแสเงินสดที่ดี
ก็สามารถนำเงินส่วนนี้ไปลดหนี้ได้ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทสามารถลดหนี้ไปแล้วเกือบ 3,000 ล้านบาท และทำให้ปัจจุบันหนี้สินสุทธิของบริษัทเหลืออยู่ประมาณ 2.77 แสนล้านบาท รวมถึงทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5 เท่า จากเดิมที่ 5.5 เท่า
นอกจากนี้บริษัทยังมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นกว่า 2,438 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและทำให้ราคาสินค้าและวัตถุดิบต่างๆเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ทุกสิ้นงวดการประเมินสินค้าและวัตถุดิบที่ยังเหลืออยู่ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทำให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าคงคลังที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ส่วนด้านเงินลงทุนยังเข้มข้น โดยปีนี้ยังคงเป้าที่ระดับ 30,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับโครงการด้านพลังงานและการลดคาร์บอน (Energy and Decarbonization) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และรองรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาบริษัทได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 5,500 ล้านบาท ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับเป้าหมายที่วางไว้
“เรื่องวินัยทางการเงินนั้น ด้วยสถานการณ์ที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนที่สูง เป็นสิ่งที่บริษัทเน้นย้ำและให้ความสำคัญเสมอมา รวมถึงพยายามทำมาหาได้จากกระแสเงินสดต่างๆมากขึ้น และแนวทางลดหนี้ยังดำเนินการต่อเนื่อง รวมถึงด้านการลงทุนที่เน้นลงทุนทุกบาททุกสตางค์ด้วยความระมัดระวัง”

*** ชี้แนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือของปียังมีความไม่แน่นอนสูง – เร่งเตรียมตัวรับมือ
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงไตรมาส 2/69 มองสถานการณ์ยังไม่แน่นอนสูงมาก เพราะสงครามจะจบเมื่อไหร่ยังไม่มีใครรู้ ซึ่งทางทีมผู้บริหารก็ดูกันเป็นรายวัน เพราะฉะนั้นในส่วนของเราแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่ทำทุกวันและทำด้วยกันก็คือต้องเข้มข้น ทั้งเรื่องพลังงาน การปรับซัพพลายเซนทั้งหมด รวมถึงการดูแลลูกค้า เป็นต้น อย่างไรก็ตามเราจะไม่ทิ้งแผนระยะ 2 ปี ที่ต้องเข้มแข็งแบบยั่งยืนให้ได้
“ทิศทางผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ผ่านมาแล้วเกือบ 1 เดือน ซึ่งสถานการณ์ดูแล้วคิดว่าไม่แย่ แต่ประมาทไม่ได้ เพราะสิ่งที่กังวลและต้องเร่งทำคือ การดูแลลูกค้าอย่างไรในสถานการณ์ที่เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างที่เป็นลูกค้าหลักของบริษัทจะได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยมีการหารือกันว่าราคาของในปัจจุบันจะแพงขึ้น แต่บริษัทมีเทคโนโลยีที่จะช่วยลดการใช้วัสดุต่างๆหรือทำอย่างไรเพื่อช่วยเซฟการใช้เงินได้มากๆ” นายธรรมศักดิ์ กล่าว
ส่วนแนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ มองสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่แน่นอนและคาดว่าภาวะเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน รวมถึง IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวลดลง ทำให้สิ่งที่บริษัทต้องเตรียมรับมือทั้งเรื่องราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและวัตถุดิบที่ขาดแคลน รวมถึงการบริหารจัดการด้านต้นทุนให้ดี
ส่วนแนวโน้ม Adjusted Cash EBITDA ทั้งปีนี้ยังคาดการณ์ได้ยาก เพราะมองว่าในช่วงไตรมาส 1-2 ของปีนี้
ค่อนข้างสบายใจแล้ว แต่ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยบริษัทยังคงเป้าปี 69 ที่คาดไว้ประมาณ 55,000 ล้านบาท
ฝากรัฐหนุน “Transformative Investment” – ลดต้นทุนภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ SCC ยังสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการผลักดัน Energy Transformation โดยเฉพาะแนวทางเปิด Third Party Access ระบบไฟฟ้า เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ลดการนำเข้า LNG เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และช่วยลดต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
ส่วนข้อเสนอเพิ่มเติมต่อรัฐบาลในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่ารัฐบาลมีวินัยทางการเงินที่ดีโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ การกระตุ้นหรือช่วยกลุ่มเปราะบางเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งการที่รัฐบาลพยายามนำเงินมาทำเรื่องการทรานส์ฟอร์มและการเร่งโครงการติดตั้งโซลาร์ได้มากทำให้รู้สึกสบายใจ เพราะเป็นการลงทุนและได้ผลในระยะยาว และมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและขอเป็นกองเชียร์แล้วกัน
อย่างไรก็ตามการปรับตัวของ SCC ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ยักษ์ใหญ่” ไม่ได้อยู่รอดเพราะขนาดที่มหึมา แต่อยู่รอดเพราะ “ความเร็ว” ในการปรับตัว และการกล้าที่จะจับมือกับพันธมิตรในการฝ่าทางรอดของธุรกิจ ซึ่งนี่เป็นอีกสัญญาณชัดเจนว่าอุตสาหกรรมไทยกำลังก้าวข้ามผ่านการแข่งขันภายในประเทศ ไปสู่การรวมพลังเพื่อรักษาที่ยืนในเวทีโลกท่ามกลางวิกฤตที่ไม่มีใครทราบว่าจะจบลงเมื่อไหร่
Related Topics
Reported by

Surametee Maneesukho
News Editor, efinanceThai













