ส่องนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่ 69” หนุนรถอีวี ถอดบทเรียน “รถคันแรก”

efinAI
ส่องนโยบายรัฐ “รถเก่าแลกรถใหม่ 2569” มาตรการภาษีรถไฟฟ้า EV หนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมถอดบทเรียนนโยบาย “รถคันแรก” ที่ไม่อาจมองข้าม
หลายคนต่างเฝ้ารอนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” เพียงนำรถคันเก่าอายุตามเงื่อนไข มาแลกรับส่วนลดซื้อรถคันใหม่ ที่เป็นประเภท รถยนต์ไฟฟ้า ทั้ง EV รถไฟฟ้า 100% และไฮบริด เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนคนไทยเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด และสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” พามารู้จักกับมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV3.0 และ EV3.5 มีความแตกต่างกันอย่างไร ในขณะที่มาตรการล่าสุด “รถเก่าแลกรถใหม่” มีเงื่อนไขพิเศษแบบไหน และพร้อมร่วมถอดบทเรียนโครงการ “รถคันแรก” กับความเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต
รู้จักมาตรการหนุนรถ EV
มาตรการ EV 3.0 (ปี 2565 – สิ้นสุดธันวาคม 2566)
- วัตถุประสงค์: เน้นสร้างตลาดให้คนไทยกล้าเปลี่ยนมาใช้ EV
- เงินอุดหนุน: สูงสุด 150,000 บาท สำหรับรถที่มีแบตเตอรี่มากกว่า 30 kWh และ 70,000 บาท สำหรับแบตเตอรี่น้อยกว่า 30 kWh
- เงื่อนไขสำคัญ: ผู้เข้าร่วมต้องผลิตรถในไทยชดเชยการนำเข้าในอัตรา 1 : 1 คัน ภายในปี 2567 หรือ 1 : 1.5 คัน ภายในปี 2568
มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567 – สิ้นสุดธันวาคม 2570)
- วัตถุประสงค์: เน้นสร้างฐานการผลิตที่ยั่งยืน และดึงโรงงานแบตเตอรี่
- เงินอุดหนุน: ปรับลดลงเหลือสูงสุด 100,000 บาท สำหรับแบตเตอรี่มากกว่า 50 kWh และสูงสุด 50,000 บาท สำหรับแบตเตอรี่น้อยกว่า 50 kWh
- เงื่อนไขการผลิตชดเชย: เข้มงวดขึ้นเป็นอัตรา 1 : 2 คัน ภายในปี 2569 หรือ 1 : 3 คัน ภายในปี 2570
นโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” 2569
ปัจจุบันกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต อยู่ระหว่างการร่างเกณฑ์ “รถเก่าแลกรถใหม่” โดยมีเป้าหมายหลักคือลดฝุ่น PM 2.5 และสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยมีเงื่อนไข รายละเอียดและข้อกำหนดเบื้องต้น ดังนี้
- กลุ่มเป้าหมาย: นำร่องจำกัดโควตาประมาณ 10,000 – 20,000 คัน ในระยะแรก
- สิทธิประโยชน์: คาดว่าจะเป็น เงินอุดหนุน (Voucher) หรือส่วนลดภาษี เพื่อนำไปซื้อรถใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (EV หรือ Hybrid)
- ข้อกำหนดรถเก่า: คาดว่าต้องเป็นรถที่มีอายุการใช้งานสูง เช่น 15 ปีขึ้นไป และต้องนำไปทำลาย ตามมาตรฐานเพื่อไม่ให้วนกลับมาบนถนนอีก
- เงื่อนไขรถใหม่: ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อช่วยพยุงฐานการผลิตยานยนต์ในประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
สินเชื่อซื้อรถไฟฟ้า EV
- จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน สนับสนุนการปรับเปลี่ยนให้ประชาชนประหยัดพลังงานมากขึ้น หนึ่งในมาตรการสำคัญ เป็นการ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลนใช้ซื้อรถไฟฟ้าอีวี โดยให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้ธนาคารและนอนแบงก์ ดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี เพื่อปล่อยกู้ต่อให้ประชาชนปรับตัวเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน ในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ
- วงเงินสินเชื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า EV และรถจักรยานยนต์ EV วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย มีระยะเวลาโครงการนาน 5 ปี ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ โดยสารมารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
ถอดบทเรียน “โครงการรถคันแรก”
- บทเรียนราคาแพงจากนโยบายประชานิยม โครงการรถคันแรก
- โครงการรถคันแรกเกิดขึ้นในสมัย รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (พ.ศ. 2554 – 2555)
- เงื่อนไข คืนเงินภาษีสรรพสามิตตามจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับรถยนต์ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี และต้องถือครองรถไม่น้อยกว่า 5 ปี
หากจะทำนโยบายเกี่ยวกับรถยนต์ เราไม่สามารถข้ามบทเรียนครั้งสำคัญอย่าง “โครงการรถยนต์คันแรก” ไปได้ โดยเหตุการณ์และบทเรียนที่เกิดขึ้น เช่น
- การดึง Demand ล่วงหน้า: โครงการนี้ดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้จนหมด ทำให้ตลาดรถยนต์ซบเซาอย่างหนักต่อเนื่องหลายปีหลังจากจบโครงการ
- หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง: ผู้ซื้อจำนวนมากไม่มีความพร้อมทางการเงินจริง แต่เร่งซื้อเพื่อเอาส่วนลด ทำให้เกิดหนี้เสีย (NPL) และรถถูกยึดเป็นจำนวนมหาศาล
- ความเสียหายต่อรัฐ: รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีกว่า 80,000 – 90,000 ล้านบาท
- การผิดเงื่อนไข: มีผู้ซื้อจำนวนมากไม่สามารถผ่อนต่อได้จนครบ 5 ปี หรือขายดาวน์ผิดกฎหมาย ทำให้กรมสรรพสามิตต้องตามไล่บี้เรียกเงินคืน ซึ่งเป็นภาระทั้งผู้บริโภคและเจ้าหน้าที่
มาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” หุ้นไทยกลุ่มไหนที่จะได้รับอานิสงส์
1.กลุ่มตัวแทนจำหน่ายและบริการรถยนต์ (Auto Dealers & Services)
- กลุ่มนี้จะได้ประโยชน์โดยตรงจากปริมาณธุรกรรม (Volume) ที่เพิ่มขึ้น ทั้งการขายรถใหม่และการจัดการรถเก่า
- MGC (มิลเลนเนียม กรุ๊ป): ได้ประโยชน์จากการเป็นดีลเลอร์รายใหญ่ที่มีพอร์ตโฟลิโอหลากหลาย ทั้ง BMW, Honda และรถ EV อย่าง BYD รวมถึงมีธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ขาย ซ่อม ไปจนถึงเช่า
- ASAP (ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์): หากมาตรการเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายกองมรดกรถเช่า หรือการจัดการรถมือสองจำนวนมาก ASAP ที่มีระบบบริหารจัดการรถยนต์ครบวงจรจะได้อานิสงส์
2.กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Auto Parts)
- เงื่อนไขสำคัญของมาตรการนี้คือ “ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น” เพื่อพยุงอุตสาหกรรมในประเทศ ดังนั้นหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนที่ปรับตัวรองรับทั้งรถ EV และ Hybrid (xEV) จะโดดเด่นมาก
- SAT (สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี): ผู้ผลิตชิ้นส่วนช่วงล่างและเพลา ซึ่งมีการปรับตัวไปรับงานในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดมากขึ้น
- AH (อาปิโก ไฮเทค): มีฐานการผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างตัวถังระดับโลก และมีคำสั่งซื้อจากค่ายรถยนต์ทั้งฝั่งญี่ปุ่นและจีนที่ฐานผลิตอยู่ในไทย
- STANLY (ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า): ผู้ผลิตชุดโคมไฟรถยนต์รายใหญ่ ซึ่งได้ประโยชน์จากทุกค่ายรถที่ประกอบในไทย
3.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estate)
- มาตรการนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติ (โดยเฉพาะค่ายจีนและญี่ปุ่น) ตัดสินใจขยายสายการผลิตในไทยต่อเพื่อรองรับ Demand ที่รัฐช่วยกระตุ้น
- WHA / AMATA: ได้อานิสงส์จากการเช่า/ซื้อที่ดินเพื่อตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่และโรงงานประกอบรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขของสรรพสามิต
4.กลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อ (Auto Finance)
- แม้บทเรียนจาก “รถคันแรก” จะทำให้ต้องระมัดระวัง แต่หากมาตรการนี้พ่วงมากับซอฟต์โลน (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) จากธนาคารรัฐ เช่น ออมสิน จะช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินเอกชนกลับมาคึกคัก
- TISCO / KKP: สองธนาคารเจ้าตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หากยอดขายรถใหม่ขยับตัวขึ้น จะช่วยเพิ่มยอดการเติบโตของสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียมจากประกันภัยรถยนต์
ดังนั้นการกลับมาของมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย “รถเก่าแลกรถใหม่ 2569” แตกต่างจาก “รถคันแรก” ตรงที่เป้าหมายเปลี่ยนจาก “ประชานิยม” ไปเป็น “สิ่งแวดล้อมและการปรับตัวทางอุตสาหกรรม” แต่รัฐบาลต้องระมัดระวังไม่ให้การอุดหนุนกลายเป็นการสร้างหนี้ครัวเรือนรอบใหม่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางในปัจจุบัน
Related Topics
Reported by

Pattraporn Kiattinant
News Editor, efinanceThai











