รู้จัก“อ้ายหมอหนี้” จากแมสเซนเจอร์ สู่ โค้ชชิ่งการเงินช่วยแก้หนี้คนไทยระดับรากหญ้า

efinAI
แก้หนี้คนไทยระดับรากหญ้า ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติ มากกว่ารายได้ “ติดล้อ” จึงปั้น “อ้ายหมอหนี้” ตามติดวงจรชีวิตหนี้พ่อค้าตลาดสด ให้เปิดใจ จนเข้าใจที่มาของหนี้ในและนอกระบบอยู่ที่ทัศนคติ นำไปสู่การพลิกฟื้นชีวิต ปรับพฤติกรรมบัญชีการเงิน ก้าวออกวงจรหนี้ ใช้หนี้สร้างโอกาสมากกว่าภาระ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมเข้มแข็งอย่างยั่งยืนในระยะยาว
หนี้ครัวเรือนไทย วิกฤตเชิงโครงสร้างที่กระทบเศรษฐกิจระยะยาว
หนี้ครัวเรือนไทยกำลังกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้าง สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึง 80-90% ต่อ GDP โดยเฉพาะในกลุ่มคนฐานราก ที่สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย พ่อค้าแม่ค้า และแรงงานอิสระที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อหมุนชีวิตประจำวัน จนอยู่ในวังวนหนี้ ทั้งในระบบและนอกระบบ ต้นเหตุปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมไทย สัดส่วนขนาดใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่กลับเป็นกลุ่มที่ได้ฉุดรั้งสังคมอ่อนแอ เป็นข้อจำกัดฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยเติบโตในระยะยาว
“มิ่งขวัญ ประเสริฐศิวพร” ผู้นำสายงานด้านการส่งเสริมความยั่งยืนทางสังคม (Social Impact Lead) บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings (TIDLOR) ดาวเด่นในติ๊กตอก ที่ทุกคนเรียกเขาว่า “อ้ายหมอหนี้” ผู้ที่ทำหน้าที่สานต่อโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2558 สร้างโอกาสทางความรู้อย่างยั่งยืนให้กับประชาชนในชุมชนต่าง โดย บมจ. เงินติดล้อ ได้พัฒนาหลักสูตรการจัดการการเงินพื้นฐานให้ตอบโจทย์ผู้มีรายได้น้อย พ่อค้าแม่ค้า และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ จนขยายผลสู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายขึ้น อาทิ กลุ่มนิสิต-นักศึกษา หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน-องค์กรอิสระ

ปัจจุบันโครงการทั้งหมดจัดไปแล้วกว่า 265 ครั้ง ครอบคลุมทั่วประเทศ มีผู้คนผ่านการอบรมรวม 10,017 คน และมีพนักงานอาสาเข้าร่วมในโครงการรวม 1,776 คน (ข้อมูล ณ มี.ค. 2569)
ถือเป็นโครงการที่ทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานเงินติดล้อมีส่วนร่วมทำประโยชน์ให้กับสังคม และยังช่วยให้มีโอกาสได้ใกล้ชิด เรียนรู้ และเข้าใจวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง
จากแมสเซนเจอร์ส่งเอกสาร สู่ “อ้ายหมอหนี้” โค้ชชิ่งการเงิน
โดยอ้ายหมอหนี้ หรือ “มิ่งขวัญ ประเสริฐศิวพร” ถือเป็นเทรนเนอร์ที่นับว่าเข้าใจชีวิตและความลำบากของคนเป็นหนี้มากที่สุดคนหนึ่ง เพราะเป็นคนส่งเอกสาร มีประสบการณ์ที่เห็นคนเดือดร้อน รอกู้เงินก้อนเพื่อไปใช้แก้วิกฤติ ความจำเป็นในชีวิต
“มิ่งขวัญ” เล่าถึงความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการในฐานะเทรนเนอร์ หรือโค้ชชิ่งทางการเงินให้กับพ่อค้ารายย่อยว่า สาเหตุที่ทำให้เข้าใจหัวอกคนเป็นหนี้ เพราะประสบการณ์เป็นพนักงานส่งเอกสาร เป็นคนนำส่งหลักฐานสัญญาสินเชื่อให้กับบริษัทมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ จำนำทะเบียน จนเข้าใจวิธีการ ขั้นตอน กระบวนการสินเชื่อ จนกระทั่งได้รับการบรรจุเป็นพนักงานสินเชื่อในบริษัท ศรีสวัสดิ์ ก่อนที่จะถูกควบรวมกิจการมาสู่เงินติดล้อ และได้ยกระดับเป็นโค้ชชิ่ง
เหตุการณ์ที่ทำให้ “มิ่งขวัญ” จำแม่นกับประสบการณ์ชีวิตเมื่อต้องเป็นหนี้ ช่วงที่ต้องนำรถไปเข้าไฟแนนซ์ เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าเทอมให้ลูกให้กับลูกค้า หรือการหมุนเงินของพ่อค้าแม่ค้า นี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเข้ามายืนเป็นหมอหนี้ หรือเดอะเทรนเนอร์ ให้กับพ่อค้า และคนทั่วไป ได้เข้าอบรมความรู้พื้นฐานทางการเงิน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้สังคมไทยปลดล็อกจากปัญหาหนี้
“อยู่กับปัญหาพอได้ลงพื้นที่จริง ได้เจอลูกค้าจริง เราเห็นเลยว่าชีวิตของแต่ละคนมันยากแค่ไหน บางคนต้องกู้เงินแค่หลักหมื่นเพื่อเอาไปจ่ายค่าเทอมลูก หรือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งกว่าจะได้เงินแต่ละครั้ง มันมีต้นทุน มีขั้นตอน มีความลำบากอยู่เบื้องหลังเยอะมาก ประสบการณ์พวกนี้ทำให้เรา ‘เข้าใจลูกค้า’ จริง ๆ ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขในเอกสาร”

รากของปัญหาหนี้คนไทย ต้นเหตุจาก Mindset
ปัญหาหลักของสังคมไทย ไม่ได้เกิดจากรายได้ แต่คือ “วิธีคิด” และ “พฤติกรรมทางการเงิน” บางคนกู้เงินเพราะจำเป็น แต่บางคนกู้เพราะขาดความเข้าใจ หรือเพราะแรงกดดันทางสังคม ซึ่งตรงนี้ถ้าไม่แก้ที่ทัศนคติ (mindset)
แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำ ผ่านเกมชีวิต
มองภาพใหญ่ สิ่งที่เรากำลังทำในการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างของสังคมไทย ที่เป็นรากฐานจากปัญหาทางเศรษฐกิจรากหญ้า หนึ่งในต้นเหตุปัญหาความเหลื่อมล้ำในทางสังคมไทย
“รากฐานของเศรษฐกิจไทยจริง ๆ คือคนรากหญ้า คนกลุ่มนี้เป็นคนหมุนเศรษฐกิจ ซื้อสินค้า ใช้จ่าย ทำให้ระบบเดินต่อไปได้ แต่กลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่ขาดความรู้ และโอกาส ดังนั้น หากยกระดับคนกลุ่มนี้ได้ ไม่ใช่แค่เขาที่ดีขึ้น แต่ทั้งระบบเศรษฐกิจก็จะดีขึ้นตามไปด้วย”
มิ่งขวัญเล่าถึงโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” ขึ้นในรูปแบบ Activity-Based Learning โดยการคิดเกมแก้โจทย์ในชีวิตประจำวันให้เกิดความสนุกสนานและเข้าใจง่าย เช่น การตัดสินใจใช้จ่าย การเล่นหวย ลอตเตอรี่ให้เหมาะสมกับรายได้ ส่งเสริมให้ชาวบ้านคนธรรมดาเกิดการคิด วิเคราะห์ แยกแยะแบบง่าย ๆ สามารถวางแผนรายรับ-รายจ่าย เข้าใจเรื่องหนี้ ความแตกต่างของดอกเบี้ยในระบบและนอกระบบ
“การมีสติก่อนตัดสินใจกู้เงิน และการสร้างวินัยการออม เป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจน พร้อมกับนำความรู้ทางการเงินที่ได้รับไปปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัวได้จริง”
วงจรหนี้นอกระบบ กับบทเรียนจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด
ชีวิตพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดที่เป็นแพทเทิร์นเดียวกัน ต้องแบกรับภาระพอกพูนกู้เงินนอกระบบ ดอกเบี้ยสูง แม้จะกู้เงินไปจ่ายแต่ก็ไม่เคยหมด ทางติดล้อจึงเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้หลุดจากวงจรหนี้นอกระบบได้ แต่ปรากฏว่าผ่านไป 1–2 เดือน กลับเดินกลับมาสู่วังวน “กู้ใหม่” จึงค้นพบต้นเหตุแห่งปัญหาไม่ใช่แค่ “ไม่มีเงิน” แต่เกิดจาก “ความรู้ในการบริหารการเงิน”
“ผมเริ่มมีคำถามในใจที่มีเจตนาดีอยากจะช่วยปลดหนี้ให้คน เพราะชีวิตอยู่กับการกู้เงินยิ่งกู้มาเท่าไหร่ก็ยิ่งจะไม่เพียงพอ จึงค้นหาว่าปัญหาที่เกิดการก่อหนี้ซ้ำซาก สิ่งที่เหมือนกันคือขาดความรู้ในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะประเภทบัญชีเงินรายได้ รายจ่าย เช่น ขายของได้เงินมาก็ใส่กระเป๋าเดียว ใช้จ่ายเงินก้อนเดียว ใช้จ่ายทุกอย่างไม่มีสำรอง ลูกขอเงิน จ่ายค่าต้นทุนซื้อของ ค่าใช้จ่ายในบ้าน สุดท้ายเงินหมด แล้วก็ต้องไปกู้ใหม่ ทั้งที่หนี้เก่าก็ยังไม่หมด”
จุดเริ่มต้นหลักสูตรการเงิน 6 โมดูล เพื่อคนเป็นหนี้
เป็นที่มาของการเริ่มต้นด้วยการให้ความรู้กับคนเป็นหนี้ใน 10 ปีที่ผ่านมา โดยมี “คุณหนุ่ม” ปิยศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) ผู้ที่คิดค้นการบริการสินเชื่อรายย่อยในประเทศไทย (Micro Fiance) พัฒนาหลักสูตร มี 6 โมดูล ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ประกอบด้วย เช่น กระแสเงินสด การกู้เงิน ดอกเบี้ย การออม และการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล เป็นต้น
“เริ่มต้นให้ความรู้ให้กับลูกค้าของธุรกิจ ขยายสู่คนทั่วไป เพราะต้องการให้คนไทยเข้าใจการเงินส่วนบุคคล เพื่อให้สังคมเข้มแข็ง นี่คือคุณค่าที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ผ่านการให้ความรู้ สร้างสังคมให้มีคุณค่า จึงเป็นรากฐานยั่งยืนทางเศรษฐกิจ”
ผลกระทบเชิงบวกทางสังคม สู่ความไว้วางใจแบรนด์
จากนั้นเมื่อคนเข้าใจความเป็นแบรนด์ติดล้อ ต้องการสร้างโอกาสให้คนเข้าถึงเงินได้เท่าเทียมกัน สิ่งเหล่านี้ก็ย้อนกลับมาสู่ธุรกิจ แทนการเริ่มต้นที่เป้าไปหวังผลในเชิงกำไรจากการหาลูกค้าทำให้เกิดหนี้
การทำธุรกิจสินเชื่อ แม้รายได้จากยอดการปล่อยสินเชื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าการปล่อยสินเชื่อมูลค่ามาก โดยไม่ดูความพร้อมและผลกระทบในระยะยาวของลูกค้าจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ การสร้างความเข้าใจผ่านองค์ความรู้จึงสำคัญกว่าการเร่งปล่อยสินเชื่อที่หลากหลาย แต่การช่วยให้ผู้ประกอบการได้ปลดล็อกปัญหาหนี้ และกลับมาฟื้นฟูธุรกิจให้เดินหน้าต่อได้ และเติบโตในระยะยาว จึงถือเป็นการช่วยผู้ประกอบการให้เติบโตยั่งยืนไปพร้อมกับธุรกิจ
“การเป็นบริษัทสินเชื่อไปอบรม ต้องสร้างความเข้าใจ หลายคนคิดเรา ‘ปล่อยกู้’ มากกว่าไปให้ความรู้ จึงต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่น ก่อนขยายผลองค์ความรู้ทีละชุมชน จนเริ่มมีเคสความสำเร็จ จึงเกิดความไว้วางใจ มีเคสแม่ค้าคนธรรมดาสามารถปลดหนี้ได้หมด กลับมาเป็นต้นแบบ เพราะเราสอนเพื่อให้เขา ‘คิดเป็น’ ตัดสินใจทางการเงินได้ดี ไม่ว่าจะกู้หรือไม่กู้ ก็เกิดประโยชน์ในระยะยาวกับสังคม และประเทศไทย”
สุขทางใจจากอาสาเงินติดล้อ
เงินติดล้อได้ส่งเสริมให้พนักงานเงินติดล้อมีโอกาสนำองค์ความรู้ทางการเงินได้ไปถ่ายทอดเป็นวิทยากรอบรมถ่ายทอดความรู้ ทำหน้าที่เป็น “อาสาสมัคร” ผ่านการเข้าโครงการมากกว่าพันคน จะมีส่วนสำคัญที่ทำให้พนักงานเกิดความภาคภูมิใจในการทำงาน มีคุณค่าที่ร่วมแบ่งปันกับสังคม
“หลายคนเข้ามาสมัครด้วยใจ เพราะแม้ไม่มีค่าตอบแทน มีแค่ความภูมิใจ บางคนขับรถมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาร่วมกิจกรรม สิ่งเดียวที่ทำให้เกิดความสุขทางใจ มีคุณค่ามากกว่าเงิน คือ การได้เห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน”
ร่วมมือ ธปท. สร้างโมเดลปลดหนี้ครัวเรือนไทย
โครงการเริ่มต้นจากเล็ก ๆ ในองค์กรภาคธุรกิจ แต่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสร้างผลประโยชน์ที่ส่งผลกระทบทางบวกให้กับสังคม เพราะช่วยแก้ไขปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยมายาวนาน นั่นคือหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น จึงขยายความร่วมมือในนามสมาคมผู้ประกอบการสินเชื่อทะเบียนรถ โดยการสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นการสร้างความร่วมมือให้กับภาคธุรกิจ และยังคงแสวงหาความร่วมมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ผ่านโครงการ “หมอหนี้” เพื่อช่วยกันยกระดับความรู้ทางการเงินของคนไทย
วิธีทำงานกับชุมชน ต้องใช้เวลา สร้างความไว้วางใจ และติดตามผล
วิธีการทำงานร่วมกับชุมชน การนำความรู้เข้าไปมอบให้กับคนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้า ไม่ใช่จุดเริ่มต้นจะทำได้ทันที ต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้วางใจทีละเล็ก ก่อนที่จะทำให้เปิดใจยอมพูดคุยรับฟัง เล่าถึงปัญหาส่วนตัวที่แท้จริง พร้อมกับยอมที่จะเข้าร่วมโครงการอบรม โดยที่จะต้องออกแบบหลักสูตรไม่ให้เป็นวิชาการ แบบบรรยาย เป็นไปได้ยากที่จะเข้าใจจนนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน จึงต้องย่อยความรู้ให้เข้าถึงง่ายผ่านเกมชีวิต การวิเคราะห์ปัญหา
โดยมีขั้นตอน ดังนี้ เริ่มจากคุยกับผู้นำชุมชน จากนั้นวางแผนร่วมกัน สร้างการมีส่วนร่วมให้เล่าปัญหา พร้อมกันกับเริ่มฉายภาพปัญหาในชีวิตประจำวันผ่านเกม เพื่อให้ฝึกวิเคราะห์และมองปัญหาร่วมกัน เตรียมทีมอาสา ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลจริง ออกแบบกิจกรรมให้ตรงปัญหา และที่สำคัญคือ “ติดตามผล”
กว่าจะขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน โครงการนี้จะมีการร่วมเรียนรู้ ทำความรู้จัก และทำให้ชุมชนเริ่มเปิดใจ ใช้เวลากว่า 1 ปี เพื่อมีเป้าหมายที่สร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริหารจัดการเงินได้จริง ผลลัพธ์ 20% ของผู้เข้าร่วม สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง และมีแนวโน้มหลุดจากหนี้ในระยะยาว
“บางคนกู้เงินมาโดยไม่เข้าใจดอกเบี้ย บางคนกู้เพราะกลัวเสียสิทธิ์ในอนาคต บางคนใช้เงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น ในต่างจังหวัดมักเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้าน และคนในเมืองบริโภคเกินตัว เพราะขาดทักษะการเงินพื้นฐาน”
เป้าหมาย “ปลดล็อกหนี้สร้างความยั่งยืน” ให้สังคมไทย
เป้าหมายของโครงการนี้คือ “ปลดล็อกหนี้สร้างความยั่งยืน” ให้กับสังคมไทย ต้องมาจากความร่วมมือตั้งแต่นโยบาย ให้ความรู้พื้นฐานการเงินระดับบุคคล และสร้างเครือข่าย ทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมจากต้นแบบ
“หากคนในชุมชนมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงทั้งชุมชนร่วมกัน ก็ไม่กลับไปตกอยู่ในวงจรหนี้ง่าย และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุด”
หลังจากแลกเปลี่ยนการอบรมของกลุ่มสถาบันการเงินไมโครไฟแนนซ์จากทั่วโลก เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในอิตาลี ที่มีต้นแบบหลากหลาย เมื่อเข้าไปช่วยเหลือคนรากหญ้าให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นธรรม จากนั้นจึงปรับให้เข้ากับคนไทย ที่ต้อง “เข้าใจความต้องการแท้จริง” (Insight) ของแต่ละพื้นที่ ชุมชน มีบริบทชีวิตที่แตกต่างกัน
“เริ่มจากเข้าใจวิถีชีวิตลูกค้า แล้วค่อย ๆ สอดแทรกระบบการเงินในสังคมไทย”
ลดหนี้นอกระบบ เส้นทางแก้หนี้ยั่งยืนของไทย
นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาระยะยาว ต้องเริ่มจากภาครัฐ เข้าไปลดสัดส่วนหนี้นอกระบบ และดึงคนเข้าสู่ระบบการเงินที่ถูกต้อง และเมื่อคนไทยมีพื้นฐานทางการเงินที่เข้มแข็ง จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการศึกษา การพัฒนา เปิดโอกาสให้คนได้เติบโต พร้อมปรับตัวรับทุกสถานการณ์ เมื่อเผชิญวิกฤติทั้งภายในและภายนอก
“การมี ‘หนี้’ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องเป็นหนี้ที่เหมาะสม และอยู่ในระบบที่เป็นธรรม มีอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผล และมีความเข้าใจในเงื่อนไข ที่จะนำไปพัฒนาต่อยอด หลุดจากวิกฤติ สร้างโอกาส แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หรือมีสงคราม แต่ระบบการเงินของเขาก็ยังเดินได้ เพราะมีระบบการเงินให้สอดคล้องกับชีวิตคน”
สิ่งสำคัญที่จะปลดล็อกปัญหาทางการเงินของประเทศ จึงต้องสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ธุรกิจ และสังคม เริ่มต้นจากสร้างคนที่มีความรู้ มีวินัยทางการเงิน ให้สามารถบริหารจัดการชีวิตทางการเงินได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว











