KPMG วิเคราะห์สงคราม จุดพลิกหนีเสี่ยงฟอสซิลสู่พลังงานเขียว ชิงเงินลงทุนใหม่

efinAI
KPMG วิเคราะห์สงครามตะวันออกกลาง พลิกเกมพลังงานโลกย้ายขั้วสู่พลังงานสะอาด เตือนเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หลุดกับดักฟอสซิลต้นทุนพุ่งตามสงคราม เดินหน้าสู่เสรีพลังงานสีเขียว รับแหล่งลงทุนรอบใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียว
การสู้รบในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าหากผูกติดกับพลังงานน้ำมันจากแหล่งเดียว โดยไม่มีการวางแผนสำรองพลังงานทางเลือก ย่อมสะท้อนถึงความไม่พร้อมในการปรับตัวท่ามกลางโลกที่ผันผวน และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อธุรกิจและระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโรงงานผลิตที่กำลังแบกรับต้นทุนการผลิตอยู่
วิกฤตครั้งนี้กลับกลายเป็นตัวเร่ง ให้ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเลิกพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเดิม และมองหารากฐานสู่อนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน โดยไม่ต้องลุ้นความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
ชาราด โซมานี (Sharad Somani) Executive Director Global Infrastructure Advisory บริษัท KPMG Services เปิดเผยว่า สงครามส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาคอาเซียน การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาพลังงานและไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนและทำให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นี่จึงเป็นจุดที่ต้องเริ่มวางแผนด้านความมั่นคงทางพลังงานเพื่ออนาคต แม้ในระยะสั้นหลายประเทศจะต้องหาทางออกผ่านการนำเข้าพลังงานจากแหล่งใหม่ รวมถึงพลังงานทางเลือก (Renewable Energy) เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
“หลายประเทศจะเริ่มมองว่าความเป็นอิสระด้านพลังงาน คือการไม่พึ่งพาพลังงานจากแหล่งใหญ่ในตะวันออกกลาง เพราะหากยังพึ่งพาอยู่จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก ความปั่นป่วนด้านพลังงานส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ และผลกระทบเป็นลูกโซ่ลามไปถึงการจ้างงานและการลงทุน”
ทั้งนี้จึงถึงเวลาที่ต้องเริ่มจริงจังกับการสร้างความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเชิงบวก และเป็นตัวเร่งให้การผลิตที่ลดคาร์บอนเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องเริ่มลงทุน เพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้รวดเร็วขึ้น
ต้องยอมรับว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะ 6 เดือนต่อจากนี้ ทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง ที่เตือนให้ทุกคนเร่งปรับตัว ขณะที่พลังงานทางเลือกไม่สามารถเปลี่ยนได้ทันทีในชั่วข้ามคืน พลังงานหลักยังคงเป็นน้ำมันและก๊าซ
“ในระยะสั้นต้องอยู่กับแรงกระแทก ส่วนระยะกลางถึงระยะยาว คือช่วงเวลาที่ทุกคนควรเริ่มคิดอย่างจริงจังกับพลังงานทางเลือก เช่น โครงการชีวมวลบางโครงการที่ถูกเลื่อนออกไป ต้องกลับเข้าสู่กระแสหลัก รวมถึงโครงการพลังงานลม”
3 โจทย์แก้วิกฤตควบคู่ความยั่งยืน
โจทย์ของรัฐบาลและภาคธุรกิจ คือต้องบริหาร 3 เรื่องควบคู่กันไป ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน ในระยะสั้น เมื่อผ่านพ้นวิกฤตแล้วจะเข้าสู่การเตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายในไม่เกิน 2-3 ปี อาเซียนจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และ 30% จะถูกนำไปใช้สำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ยังต้องรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงรองรับภาคธุรกิจดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องการพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น การเร่งปรับตัวในช่วงนี้จึงเป็นการเตรียมรองรับอนาคตที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าสะอาดจะมาถึงอย่างแน่นอน
“โมเมนตัมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอาจยังไม่แรงมากนัก แต่ตอนนี้เมื่อมีสงคราม อาจเป็นจังหวะที่เหมาะที่สุดแล้วที่รัฐบาลจะออกนโยบายที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อเร่งการใช้ EV ในตลาด”
เร่งพลังงานสะอาดชิงลงทุน Data Center
การวางแผนภาคพลังงานของประเทศจะต้องคำนึงถึง 3 ส่วนที่ดำเนินไปพร้อมกัน เพื่อแก้ไขวิกฤตในปัจจุบันควบคู่กับการรองรับอนาคต ได้แก่ ความมั่นคงด้านการมีไฟฟ้าใช้ การเข้าถึงพลังงานด้วยราคาที่ประชาชนจ่ายได้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังพึ่งพาน้ำมัน ระยะสั้นจึงต้องอยู่กับฟอสซิล โดยภาคนโยบายจะต้องวางโรดแมปค่อย ๆ ออกจากฟอสซิลสู่ตะกร้าพลังงานที่หลากหลายขึ้น
“อาเซียนนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางจำนวนมาก จึงไม่ควรมองเหตุการณ์นี้เป็นเพียง ‘วิกฤตชั่วคราว’ เพราะนี่คือสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ว่าการเติบโตแบบเดิมอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป แม้ในความเป็นจริงระยะสั้น ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ‘การอยู่รอด’ ต้องมาก่อน ธุรกิจไม่สามารถเปลี่ยนจากการพึ่งพาฟอสซิลไปสู่พลังงานทางเลือกได้ในชั่วข้ามคืน ยิ่งในช่วงที่ราคาพลังงานพุ่ง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จึงต้องควบคุมต้นทุนก่อนเพื่อรักษากำไร เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงยังจำเป็นในหลายประเทศ”
ทว่าสุดท้ายคือความยั่งยืนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยต้องวางโรดแมปการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด เพราะผู้ที่มีจุดขายด้านพลังงานสะอาดจะสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่ได้ ปัจจุบันมีสัดส่วน 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 51% ภายในปี 2037 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
“จะต้องวางแผนการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจในอนาคต ตั้งแต่โรงงาน ภาคบริการ โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงาน ความมั่นคงต้องมาก่อน ทั้งนี้ประเทศไทยมีแผนการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดที่มีทิศทางชัดเจนมากขึ้น”
สิ่งที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม คือโครงสร้างพื้นฐานด้านการรองรับพลังงานสีเขียวในอนาคต ผ่านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี การแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจก การผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง
ESG ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นอาวุธข้ามจุดเสี่ยง
โกติเยร์ อัคเก (Gauthier Acket) Head of Global ESG บริษัท KPMG Services กล่าวว่า ในระยะยาว แนวคิดด้านความยั่งยืนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ที่เป็นจุดเปลี่ยนของการสร้างโอกาส เริ่มตั้งแต่การใช้พลังงานสะอาดซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการอยู่รอดในระยะยาว หลังจากที่ทั่วโลกพบว่าการพึ่งพาระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ที่ผูกติดกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์มากเกินไป ทำให้ได้รับผลกระทบทันทีเมื่อเกิดสงคราม ในอนาคตจึงต้องหาทางเลือกด้านพลังงานเพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ทั้งในมิติพลังงาน วัตถุดิบ และซัพพลายเชน
ดังนั้น วิกฤตสงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยน ESG จากแค่แนวคิดที่ถูกมองว่าเป็นเพียง “ภาพลักษณ์” หรือ “รายงาน” ให้กลายเป็นเรื่องของความอยู่รอดทางธุรกิจอย่างแท้จริง เพราะบริษัทที่ยังมอง ESG เป็นเพียงต้นทุนเพิ่ม อาจกำลังมองข้ามต้นทุนที่ใหญ่กว่ามากในอนาคต และจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการไม่ปรับตัว ผลกระทบจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่เริ่มลงทุนด้านพลังงานสะอาด ประสิทธิภาพพลังงาน หรือการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไว้ก่อนหน้านี้ ได้รับผลกระทบจากสงครามน้อยมาก เพราะปรับตัวไปก่อนแล้ว ต้นทุนจึงลดลงและแข่งขันได้มากขึ้นในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่ “ดีต่อโลก” แต่กลายเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจ ดีต่อการลงทุน และดีต่อโอกาสของประเทศ
โอกาสไทยในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เขาวิเคราะห์ศักยภาพของประเทศไทยว่า ไทยมีโอกาสและนำหน้ากลุ่มประเทศในภูมิภาค เพราะไม่ได้เริ่มจากศูนย์ และมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูง โจทย์ต่อไปจึงต้องเร่งลงทุนและเชื่อมโครงข่ายไฟฟ้าในเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่เวียดนามขยับเร็วในบางอุตสาหกรรม อินโดนีเซียผลักดันการผลิตบางส่วน ฟิลิปปินส์เร่งเทคโนโลยีด้านประสิทธิภาพพลังงาน และสิงคโปร์เริ่มเชื่อมอุตสาหกรรมใหม่เข้ากับพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร
“ไทยจึงไม่ได้แข่งแค่เรื่องต้นทุนเดิมอีกต่อไป แต่มีจุดแข็งที่แตกต่างและนำหน้าอยู่ อย่างไรก็ตามควรมีความต่อเนื่อง และแก้ไขกฎหมายการลงทุนที่เปิดรองรับการเสรีพลังงานให้ชัดเจน พร้อมกับเร่งความเร็วในการเปลี่ยนผ่านที่จะต้องร่วมมือกันในกลุ่มประเทศอาเซียน”
โมเดลปรับตัวจากวิกฤตสู่โอกาส
สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเริ่มปรับตัวจากวิกฤตครั้งนี้ มี 5 ข้อ ดังนี้
- ต้องมองต้นทุนพลังงานเป็นเรื่องเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายประจำเดือนอีกต่อไป โดยวิเคราะห์จุดเปราะบางต่อราคาพลังงานและหาทางลดความเสี่ยงภายในองค์กร
- เร่งทำสิ่งที่คืนทุนได้ก่อน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การปรับปรุงเครื่องจักร การบริหารโหลดไฟ และการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน เพราะหลายโครงการไม่ได้เป็นภาระอย่างที่คิด และบางเรื่องคืนทุนได้ในเวลาไม่นาน
- ปรับทัศนคติให้มองความยั่งยืนเป็นโอกาสมากกว่าภาระ เชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจจริง ทั้งเรื่องต้นทุน ความเสี่ยง และรายได้ใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้าหรือนักลงทุน
- วางแผนระยะกลางถึงยาวรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก แม้จะยังเปลี่ยนได้ไม่ทั้งหมด แต่ผู้ที่เริ่มศึกษา เริ่มลงทุนทีละขั้น และมองหาซัพพลายเชนใหม่ก่อน จะได้เปรียบกว่าผู้ที่รอให้ทุกอย่างชัดเจน 100%
- ภาครัฐต้องเร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพราะในความเป็นจริง ธุรกิจขนาดเล็กคือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด หากไม่ช่วยให้ประคองตัวผ่านต้นทุนพลังงานและภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวได้ การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้ยากมาก











