ส.อ.ท.คาดสงครามฉุดนำเข้าสะดุด 6 เดือน ฝากรัฐ กระตุ้นธุรกิจไทยทดแทนสินค้าทุน

รูป ส.อ.ท.คาดสงครามฉุดนำเข้าสะดุด 6 เดือน ฝากรัฐ กระตุ้นธุรกิจไทยทดแทนสินค้าทุน

efinAI


รองประธาน ส.อ.ท. ประเมินวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ทำซัพพลายเชนนำเข้าสินค้าทุนไทย 60% สะดุด ลากยาว 6 เดือน แนะรัฐเร่งสื่อสารความจริงรับมือวิกฤติสินค้าขาด-เงินเฟ้อพุ่ง   ย้ำเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน คน และตลาดในประเทศ ใช้จุดแข็งพื้นฐานเกษตร เชื่อมต่อรับ Longevity รับเงินทุนและดึงคนเก่งทำงานในไทย  ก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 นายชนะ ภูมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงการประเมินผลกระทบสภาวะสงครามในตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบรุนแรงและที่อาจจะทำให้เสี่ยงต่อวิกฤติพลังงานหากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือ เพราะปัจจุบันเริ่มขาดแคลนพลังงาน และแหล่งวัตถุดิบที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากพื้นที่มีเกิดการสู้รบสัดส่วนถึง 60% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าทุนในการตั้งต้นเป็นการขาดแคลนพลังงาน ไปจนถึงวัตถุดิบในการผลิตสินค้า อาทิ ปุ๋ย ยา ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก จนถึงส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อสินค้ามีราคาแพงขึ้น 

“โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงกลั่นน้ำมันหรือโรงงานผลิตพลังงาน เมื่อเกิดการหยุดชะงัก ไม่ว่าจะจากเหตุความไม่สงบ การโจมตี หรือปัจจัยใดก็ตาม การกลับมาเดินระบบใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานานกว่าจะเซ็ตระบบกลับมาดังเดิม เพราะต้องตรวจสอบความปลอดภัย ระบบท่อ และกระบวนการผลิตทั้งหมดอย่างละเอียด และยังแหล่งผลิต เช่น หลุมขุดเจาะน้ำมันเปลี่ยนแปลงการเปิดใช้งานใหม่ เพื่อตรวจสอบคุณภาพและปริมาณการผลิตอาจไม่เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน”

สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานที่เคยมีเสถียรภาพ อาจกลายเป็นจุด ‘เปราะบาง’ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่พึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ในสัดส่วนสูง ผลกระทบจึงอาจยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 6 เดือนหรือมากกว่า

แนะรัฐ สื่อสารความจริง ให้ประชาชนรับความเสี่ยง

สิ่งสำคัญในการเตรียมรับมือแก้ไขปัญหาภายในประเทศ คือการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน อย่างจริงใจ ตามข้อมูลที่แท้จริง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมมือฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน หลังจากเกิดข้อมูลข่าวสารที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับปัญหาขาดแคลนพลังงาน และการกักตุนสินค้า ดังนั้นจึงต้องชี้แจงให้ภาคประชาชน ได้เตรียมรับมือ ตั้งแต่สภาพคล่องทางการเงิน เงินสด แผนรองรับสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุการณ์อันเลวร้ายขึ้น

“ต้องสื่อสารความจริงกับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ ต้องเอาความจริงมาหารือในที่ประชุม ว่าปริมาณมีอยู่เท่าไหร่ ใช้ไปวันละเท่าไหร่ แล้วจะมีวิธีการบริหารจัดการกันอย่างไร เรื่องน้ำมัน ถ้ารัฐเปิดข้อมูลชัดเจนปริมาณและการใช้วันละกี่ล้านลิตร จะทำให้เห็นภาพเดียวกัน และสามารถช่วยกันวางแผนให้กับภาคธุรกิจและภาคประชาชน ช่วยวางแผนชีวิต เช่น การประหยัด การเดินทาง แต่ต้องระวังคือความขัดแย้ง เพราะเมื่อของเริ่มขาด คนจะมองกันว่าอีกฝ่ายกักตุนหรือเอาเปรียบ”

พร้อมกับตั้งวอร์รูม วางแผนซัพพลายเชน ชดเชยการนำเข้าจากหลากหลายแหล่งในต่างประเทศ และมุ่งเน้นการใช้สินค้าทดแทนภายในประเทศ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสร้างโอกาสให้แหล่งผลิตซัพพลายเชนภายในประเทศชดเชย โดยการร่วมมือสร้างเครือข่ายค้าขายภายในประเทศ โดยเน้นการ “รวมกลุ่มของธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน”

“การมีข้อมูลจะช่วยกันจัดลำดับปัญหาให้ชัด แล้วสื่อสารไปยังภาครัฐเป็นจุด ๆ ว่าควรช่วยตรงไหน วิธีนี้จะมีพลังมากกว่าการต่างคนต่างขอ เพราะภาครัฐสามารถช่วยในภาพรวมได้ แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดทุกอุตสาหกรรมได้ ภาคเอกชนทำหน้าที่ส่งข้อมูล โดยรัฐเข้ามาช่วยเสริมช่วยลดความเสียหาย และนำไปสู่การสร้างโอกาสสินค้าภายในประเทศ

หวังโอกาสปรับฐานซัพพลายเชน พลิกโฉมประเทศ 

อย่างไรก็ตาม วิกฤติในตะวันออกกลางจะกลายเป็นโอกาสในการปรับฐานอุตสาหกรรมทั้งระบบ ที่ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ  จากที่นำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศ มาสู่การยกระดับขับเคลื่อนซัพพลายเชนภายประเทศ ช่วยยกรดับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม( SMEs) สัดส่วนว 35% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.3 ล้านล้านบาท จาก GDP ไทยที่อยู่ระดับ 18 ล้านล้านบาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% หรือราว 9 ล้านล้านบาท ภายใน 4-5 ปีข้างหน้าเพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้าใกล้มาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว 

“ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวซึ่งภาคอุตสาหกรรมไทย เผชิญแรงกดดันและความท้าทายสูง ทั้งระเบียบโลกใหม่ เหตุตะวันออกกลางซึ่งไทยควรใช้โอกาสการเข้าไปเป็นห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โลกให้ได้  “

ประเทศไทยมีศักยภาพสูง และในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแบบนี้ จะมีโอกาสดึงทั้งคนเก่ง (talent) เงินทุน และธุรกิจย้ายเข้ามา แต่คำถามคือ ไทยพร้อมแค่ไหน เพราะคนที่ย้ายมาอยู่ในไทยล้วนเป็นกลุ่มคุณภาพสูง ต้องเตรียมตัวรองรับทั้งแรงงานมีทักษะและเงินลงทุน โดยการมองในเชิง “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” จะมุ่งขับเคลื่อนภาคธุรกิจเป้าหมาย

หัวใจสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับเงินทุนจากต่างประเทศ พร้อมกันกับวางกลยุทธ์สาขาหลักในการเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ระบบขนส่ง และทุนมนุษย์ รวมถึงตลาด ก้าวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว 

ยกสระบุรี แซนด์บอกซ์ ต้นแบบปรับซัพพลายเชนระดับชาติ 

โมเดลที่เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ คือ สระบุรี แซนด์บ็อกซ์ มีการสร้างความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ช่วยกันวางโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า โลจิสติกส์ และแรงงานที่มีทักษะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ โดยมีการใช้วิธีการสร้างเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยปรับการใช้ทรัพยากรภายในประเทศเพื่อช่วยลดการนำเข้า เช่น การใช้พลังงานทดแทน จากธรรมชาติ และจากเศษวัสดุ ของเสียทางการเกษตร

“ภาพใหญ่ยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีโอกาสสูง แต่ต้องยอมรับว่าซัพพลายเชนโลกเปลี่ยนไปแล้ว และจะไม่กลับมาเหมือนเดิม ดังนั้น “การพึ่งพาตัวเอง” เป็นสิ่งจำเป็น เช่น สระบุรี ช่วงทำปีแรกมีแต่คนบ่น แต่สุดท้ายเมื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทำต่อเนื่อง 2-3 ปีจึงเห็นผลเป็นโมเดลระดับประเทศ ที่นำไปขยายผล”

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องเร่งใช้จุดแข็งของประเทศ เช่น อาหาร เกษตร ท่องเที่ยว และสุขภาพ ยกระดับอุตสาหกรรม การดูแลสุขภาพ เพื่ออายุยืนยาว (Longevity) จะดึงดูดคนเก่งและเงินทุนให้เข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ที่เชื่อมต่อกับซัพพลายเชนภายในประเทศของไทย เพื่อสร้างตลาดภายในให้เข้มแข็ง

“ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายอย่าง ทั้งทรัพยากร อาหาร และวัฒนธรรม รวมถึงอัธยาศัยของคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศอื่นเลียนแบบได้ยาก แต่ในขณะเดียวกัน จุดแข็งบางอย่างก็อาจกลายเป็นจุดอ่อน จึงต้องจัดระบบ และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง”

นอกจากนี้จะต้องมีการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน “ยกเลิกกฎหมาย” ด้านการทำธุรกิจที่เป็นอุปสรรคในการลงทุนภายในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก

“พัฒนาแรงงานให้มีทักษะสูงขึ้น โดยเชื่อมการศึกษา โดยเฉพาะสายอาชีวะ เข้ากับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดแรงงานที่มีคุณภาพจริง ไม่ใช่แค่แรงงานทั่วไป โดยการวางยุทธศาสตร์ ให้มีเป้าหมายการทำงานร่วมกัน และยอมรับว่าไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด”

ตั้งกองทุนฟื้นฟู SMEs ฝ่าวิกฤติ

เครื่องจักรของระบบเศรษฐกิจของไทย เริ่มขับเคลื่อนได้ช้าลง เพราะต้องยอมรับว่าขาดแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (continuity plan) ทั้งที่ผลกระทบกำลังคืบคลานเข้ามา  หากภาคอุตสาหกรรมอ่อนแอ ผลกระทบย่อมขยายวงกว้าง โดยเฉพาะการเข้าไปช่วยภาคธุรกิจ ให้อยู่รอดผ่านพ้นวิกฤต เป็นสิ่งที่จะต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำงานเป็นทีมไทยแลนด์ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของซัพพลายเชนภายในประเทศ และการมองหาซัพพลายเชนใหม่ ต้องสร้างเครือข่ายธุรกิจ ให้เตรียมความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้SMEs เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคหน้า 

ปัจจุบันSMEไทยเผชิญกับปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบ ทำให้มีอัตราหนี้ครัวเรือนภายในประเทศสูงถึง 80-90% เป็นสิ่งที่น่ากังวล สถานการณ์อาจรุนแรงกว่าวิกฤตในอดีต ทางออกหนึ่งที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs คือการหาทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ที่นอกเหนือจากระบบธนาคาร เพราะจำนวนมากติดเครดิตบูโร 

ดังนั้นจึงควรตั้งกองทุนเพื่อ SMEs มีโครงสร้างคือ รัฐถือหุ้น และปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้ฟื้นตัวได้ และเติบโตเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลแหล่งเงินทุนหรือหน่วยงานช่วยเหลือต่าง ๆ เพื่อเชื่อมต่อกับความช่วยเหลือตรงกับความต้องการ

“ปัญหาคือ SME จำนวนมากขาดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งด้านต้นทุนและตลาด และมักหวังพึ่งภาครัฐอย่างเดียว แต่รัฐมีงบประมาณมีข้อจำกัด ไม่สามารถช่วยได้ทุกกรณี จึงต้องแบ่งความช่วยเหลือ 3 ด้าน คือ กลุ่มที่แข็งแรงอยู่แล้ว ทั้งตลาดและต้นทุน กลุ่มนี้ไปต่อได้ กลุ่มที่สอง คือกลุ่มที่อยู่ใน supply chain ของบริษัทใหญ่ ถ้าบริษัทใหญ่ไปได้ ก็ไปต่อได้ และกลุ่มใหญ่ที่สุด ยังขาดความสามารถในการแข่งขัน จึงต้องเข้าไปช่วยปรับ เพราะยังมีโอกาสพัฒนาได้”

ประเทศไทยต้องมีการวางแผนที่ดีควบคู่กับการเชื่อมต่อนำไปสู่การปฏิบัติ โดยดำเนินการต่อเนื่อง เข้าใจกลไกระบบราชการและการเมือง

“สิ่งที่เราต้องทำคือค่อย ๆ ปรับค่านิยม สร้างระบบที่โปร่งใส และทำงานร่วมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง อาจจะใช้เวลา แต่ถ้าทำได้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะเติบโตและยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว”

Related Topics

ส.อ.ท.คาดสงครามฉุดนำเข้าสะดุด 6 เดือน ฝากรัฐ กระตุ้นธุรกิจไทยทดแทนสินค้าทุน