TOKEN X ผู้ผสาน “สินทรัพย์ดิจิทัล เข้ากับ ESG” เปิดมิติใหม่ของการระดมทุนสีเขียว

efinAI
“วันรบ บุญธรรม” จาก TOKEN X เปิดแนวคิด ผสานการระดมทุนสินทรัพย์ดิจิทัล และความยั่งยืน รูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้กว้างกว่าช่องทางเดิม ยกระดับ ESG จากแค่ภาพลักษณ์องค์กรมาสู่ กลยุทธ์ความอยู่รอดทางธุรกิจในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
ในยุคที่โลกสองขั้วระหว่างดิจิทัล กับความยั่งยืน มาบรรจบกัน เพราะสินทรัพย์ดิจิทัล ช่องทางทำเงินตัวใหม่ ขณะเดียวกัน กำลังเร่งเครื่องตามพันธสัญญาลดโลกร้อน ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ตามหลักการESG ธุรกิจจะต้องวางโรดแมปเดินหน้าเพื่อความยั่งยืนในอนาคต ทั้งสองส่วนระหว่างเทคโนโลยีบล็อกเชนและโทเคนดิจิทัลจะมีส่วนเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเรื่อง ESG ได้อย่างไร
แรงกดดันจากทั้งกฎหมายภายในประเทศที่กำลังขยับสู่ระบบบังคับ และมาตรการจากต่างประเทศอย่าง CBAM ของสหภาพยุโรป กำลังทำให้องค์กรทุกขนาดต้องหันมาจริงจังกับการจัดการคาร์บอนและความยั่งยืนมากขึ้น คำถามจึงไม่ใช่ว่า “จะทำหรือไม่ทำ” อีกต่อไป แต่คือ “จะทำอย่างไร และด้วยเครื่องมืออะไร”
นั่นคือจุดที่โทเคนดิจิทัลเข้ามามีบทบาท ไม่ว่าจะเป็นการแปลงคาร์บอนเครดิตให้ซื้อขายได้ง่ายขึ้น การระดมทุนเพื่อโครงการสีเขียวผ่านช่องทางดิจิทัล หรือการใช้บล็อกเชนติดตามข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่กำลังเริ่มเกิดขึ้นจริงในประเทศไทยแล้ว
วันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) และผู้นำทีม Investment Banking & Tokenization ของ Token X ภายใต้กลุ่ม SCB เปิดเผยถึงธุรกิจใหม่ ภายในSCB ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการครบวงจร (end-to-end service) ด้านการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) โดยดำเนินงานผ่านช่องทางเสนอขายโทเคนดิจิทัล (SCB ICO Portal) ได้อธิบายถึงทางเลือกของการะดมทุนที่หลากหลายผ่านการทำประโยชน์เพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม ธุรกิจยั่งยืน ผ่านเทคโนโลยี มีแนวคิดที่สอดคล้องกันได้ หากเข้าใจในแนวคิด และเทรนด์โลกใหม่ในการลงทุน
โทเคนคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
บทบาทหลักของบล็อกเชนแบ่งออกเป็นสองด้าน ด้านแรกคือการใช้บล็อกเชน (Blockchain) เป็นระบบรวบรวมและกระจายข้อมูลในกลุ่มห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แทนการเก็บข้อมูลไว้เพียงจุดเดียวซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกแฮ็ก ด้านที่สองคือการสร้าง “หน่วยโทเคน” เพื่อรับรองสิทธิ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์การลงทุน สิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ หรือสิทธิ์อื่น ๆ ที่เข้าข่ายภายใต้พระราชกำหนดสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
สินทรัพย์ดิจิทัลในไทย ยังวนอยู่กับการเก็งกำไร
สินทรัพย์ดิจิทัลมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ cryptocurrency อย่าง Bitcoin ไปจนถึง Investment Token และ Utility Token แม้นักพัฒนาจะตั้งใจให้บล็อกเชนเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนทดแทนสกุลเงิน แต่ในทางปฏิบัติของไทย การใช้งานยังวนอยู่ในรูปแบบการซื้อขายเก็งกำไรเป็นหลัก ยังไม่มีการนำ Bitcoin ไปซื้อสินค้าในวงกว้างเหมือนบางประเทศ
“ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่มีกลไกรองรับการใช้งานลักษณะนี้ เพราะห่วงเรื่องเสถียรภาพค่าเงินบาท การใช้ Crypto จึงยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Bitkub หรือ Binance เป็นหลัก”
ขณะที่โทเคนเพื่อการลงทุน (Investment Token) ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดในฐานะเครื่องมือระดมทุน และโทเคนเพื่อสิทธิประโยชน์ (Utility Token) ใช้แลกสินค้าและบริการในลักษณะบัตรกำนัล (Voucher) ดิจิทัล การนำโทเคนมาใช้จริงในประเทศยังติดข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งระบบนิเวศการกำกับดูแล กฎหมายรองรับ และความเข้าใจของผู้ลงทุน รวมถึงภาวะตลาดทุนโดยรวมที่ยังตกต่ำทั้งหุ้นและพันธบัตร (Bond)
ESG ไม่ใช่แค่ PR อีกต่อไป
ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน หลายองค์กรมอง ESG เป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ แต่วันนี้ความหมายเปลี่ยนไปแล้ว ESG กลายเป็นเรื่องของ business value อย่างแท้จริง เพราะโลกเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านที่คู่ค้าต่างประเทศเริ่มบังคับใช้มาตรฐานมากขึ้น
“ต่อให้โดนัลด์ ทรัมป์จะไม่เอา ESG หลายคนอาจกลัวว่าโลกจะถอยหลัง แต่ความจริงคือยุโรป ออสเตรเลีย และหลายประเทศก้าวเข้าสู่ภาคบังคับไปมากแล้ว ประเทศไทยยังอยู่ในระดับสมัครใจ แต่ถ้าคุณค้าขายกับประเทศที่ใช้ภาคบังคับ คุณก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาเหล่านั้นไม่ว่าจะอยากหรือไม่”
แรงกดดันจากสองทิศทาง
แรงผลักดันให้องค์กรไทยต้องหันมาจริงจังกับ ESG มาจากสองทาง ภายในประเทศ ไทยกำลังผลักดันร่าง พ.ร.บ. Climate Change หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า “พ.ร.บ.โลกร้อน” เพื่อกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับโรงงานและผู้ผลิต หากปล่อยเกินโควตาก็ต้องถูกปรับหรือซื้อเครดิตมาชดเชย ส่วน carbon tax ในฝั่งผู้บริโภคก็เริ่มขยับแล้วในบางส่วน แม้ยังไม่เข้มข้นนัก แต่ทิศทางชัดเจนว่ากำลังมุ่งสู่ระบบบังคับก่อนปี 2030
ต่างประเทศ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปกำลังส่งผลโดยตรง สินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงที่ส่งออกไปยุโรปอาจถูกเก็บภาษีเพิ่ม ทำให้ต้นทุนพุ่งและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา องค์กรขนาดใหญ่ที่ส่งออกอยู่แล้วเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันนี้ก่อน แต่รายเล็กก็จะตามมาในที่สุด
“นี่ไม่ใช่เรื่องระยะยาวไกลตัว 20 ปี แต่มันคือเกมระยะกลาง 2-3 ปี หลับตาแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว และระบบนี้มีทั้ง penalty สำหรับคนที่ไม่ทำ และ reward สำหรับคนที่ทำ ทุกอย่างสะท้อนกลับมาที่ bottom line ของธุรกิจโดยตรง”
โทเคน VS ESG สองทิศทางที่บรรจบกัน
ตลาดทุนมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านนี้ เพราะการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ก.ล.ต. จึงต้องเข้ามากำกับดูแลและออกกติกาให้ระบบรองรับเป้าหมายเหล่านี้ได้ รวมถึงสนับสนุนให้ Thai ESG Fund เข้ามาลงทุนได้
Token X เดินหน้าผสานสองโลกนี้เข้าด้วยกันผ่านกรอบ GSS+ Digital Token Framework ซึ่งมีหลักการคล้ายกับ sustainable bond framework คือต้องมีการตรวจสอบว่าเงินที่ระดมทุนไปถูกนำไปใช้กับโครงการสีเขียวจริงหรือไม่ แบ่งประเภทการระดมทุนออกเป็น Green, Social และ Sustainability-linked โดยแต่ละประเภทมีเกณฑ์คุณสมบัติชัดเจน ไม่มีการพูดคำว่า ESG แบบลอย ๆ
โครงการป่าชายเลน green token ตัวแรกของไทย
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดของ Token X คือโครงการป่าชายเลน ซึ่งมีแผนระดมทุนราว 400-500 ล้านบาท ขณะนี้ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้ว และคาดว่าจะเปิดเสนอขายได้ภายในปีนี้
“หากสำเร็จ นี่จะเป็น green token ตัวแรกของประเทศ ที่มี third-party verifier ยืนยันการนำเงินไปใช้กับโครงการปลูกป่าจริง อยู่ภายใต้ framework ที่ได้รับการรับรอง และเข้าหลักเกณฑ์ ‘green’ ตามที่ regulator ยอมรับ”
สิ่งที่โครงการนี้ทำได้มากกว่าแค่การระดมทุน คือการสร้าง awareness ให้โครงการป่าชายเลนถูกพูดถึงในวงกว้าง และดึงนักลงทุนรายย่อยให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างกลไก Price Discovery ที่แท้จริงให้กับสินทรัพย์ประเภทนี้
ตลาดคาร์บอนเครดิต นิเวศระดมทุนที่ยังไม่ครบลูป
แม้ทิศทางจะชัดเจน แต่หนทางยังมีสิ่งกีดขวาง โดยเฉพาะตลาด carbon credit ของไทยที่ยังขาดเสถียรภาพ อุปทาน (supply) ยังสูงกว่าความต้องการซื้อ (demand) เพราะยังไม่เข้าสู่ระบบบังคับ ราคาจึงยังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง
“คนคิดว่าไม่ทำก็ได้ เดี๋ยวจ่ายค่าปรับเอา เมื่อกฎหมายยังไม่บังคับจริง ค่าปรับยังไม่แรง ความต้องการซื้อก็ไม่เกิด ราคาจึงต่ำ ยิ่ง carbon credit มีหลายประเภทในราคาต่างกัน เช่น ป่าไม้ราคาสูงกว่าเทคโนโลยีบางแบบ ทั้งที่ปริมาณคาร์บอนหนึ่งตันเหมือนกัน แต่คนให้ value ไม่เท่ากัน”
มาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยเองก็ยังไม่ชัดเจนพอ แม้จะมี T-VER Premium เป็นมาตรฐานของตัวเอง แต่การได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค ASEAN ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ขณะที่การซื้อขายในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ OTC หรือผ่านแพลตฟอร์มของ อบก. ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำมาก
หยุดพัก ESG หาทางอยู่รอดกลางสมรภูมิสงครามเดือด
ท่ามกลางความขัดแย้งของโลก ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพที่พุ่งสูง วันรบยอมรับว่าสภาพแวดล้อมขณะนี้ไม่เอื้อต่อการระดมทุนทุกประเภท ไม่ใช่แค่ ESG เท่านั้น แต่เขามองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดรอ
“สิ่งที่เรากำลังทำไม่ใช่แค่การขายแนวคิด แต่เป็นการสร้าง use case จริง สร้างตลาดจริง และวางรากฐานให้กับสิ่งที่จะสำคัญมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะถ้าคู่ค้าไม่พอใจ ชุมชนไม่พอใจ หรือสังคมไม่ยอมรับ สุดท้ายธุรกิจก็ไม่ยั่งยืน นั่นคือสิ่งที่ ESG สะท้อนออกมาจริง ๆ”











