อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทั่วโลกหรือ บอนด์ยีลด์ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี หลังแรงขายพันธบัตรเร่งตัวต่อเนื่อง สะท้อนความกังวลของตลาดต่อเงินเฟ้อ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นในหลายประเทศ โดยการพุ่งขึ้นของยีลด์ครั้งนี้เริ่มส่งแรงกดดันต่อต้นทุนกู้ยืม ต้นทุนเงินทุนของภาคธุรกิจ และมูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยงแทบทุกประเภท
เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น ราคาพันธบัตรจะปรับลงตามกลไกตลาด และทำให้สินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าเป็นที่ปลอดภัยเริ่มไม่มั่นคงเท่าเดิม นักลงทุนจึงเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือหนี้รัฐบาลระยะยาว โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐอายุ 30 ปีที่ยีลด์ขยับขึ้นเหนือ 5% ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญที่มักไม่เป็นมิตรกับหุ้นโลก
แรงกดดันดังกล่าวส่งผลชัดกับหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี เพราะมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้อาศัยกระแสกำไรในอนาคตเป็นหลัก เมื่ออัตราดอกเบี้ยและยีลด์สูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตจะลดลง ทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นถูกกดดันมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจัยที่ทำให้แรงขายบอนด์รุนแรงขึ้น
บทความชี้ว่าแรงขายพันธบัตรรอบนี้ไม่ได้เกิดจากเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดจากสงครามอิหร่าน ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านการคลังของหลายประเทศ รวมถึงระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนมองว่าความเสี่ยงของการถือพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิมเพื่อชดเชยความไม่แน่นอน
อีกปัจจัยสำคัญคือความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางอาจต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าคาด หรือแม้แต่กลับขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลงตามเป้าหมาย ภาพดังกล่าวยิ่งทำให้ตลาดตราสารหนี้เผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง และทำให้ต้นทุนการระดมทุนของภาคเอกชนขยับสูงขึ้นตามไปด้วย
ผลกระทบต่อหุ้นโลกและสินทรัพย์เสี่ยง
สำหรับตลาดหุ้นโลก ยีลด์ที่สูงขึ้นถือเป็นปัจจัยลบต่อการประเมินมูลค่าโดยรวม โดยเฉพาะหุ้นที่มีการเติบโตสูงแต่ยังไม่มีกำไรแข็งแรงหรือพึ่งพาแหล่งทุนจำนวนมาก นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นกับบริษัทที่ต้องใช้เงินลงทุนขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจชิป ปัญญาประดิษฐ์ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้นอาจกระทบผลตอบแทนในอนาคต
แม้กระแสลงทุนใน AI ยังช่วยประคองตลาดบางส่วน แต่แรงหนุนดังกล่าวอาจไม่เพียงพอหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังไต่ระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ก็อาจถูกกดดันจากต้นทุนเงินทุนที่แพงขึ้นและการประเมินมูลค่าที่เข้มงวดขึ้นของนักลงทุนทั่วโลก
มุมมองต่อนักลงทุนไทย
ในมุมของนักลงทุนไทย บทความสะท้อนว่าต้นทุนกู้ยืมทั่วโลกที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินทุนต่างชาติมีความระมัดระวังต่อสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชียมากขึ้น หุ้นที่อิงการขยายตัวด้วยหนี้หรือพึ่งพาการเติบโตระยะยาวอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่าหุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแรง มีเงินสดในมือสูง และมีกระแสรายได้ชัดเจน
ขณะเดียวกัน สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ทองคำ และตราสารหนี้คุณภาพดีต้องถูกประเมินใหม่ในภาวะที่บอนด์ยีลด์ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการเคลื่อนไหวของยีลด์ไม่ได้กระทบแค่ตลาดบอนด์ แต่ยังส่งผ่านไปยังหุ้น ค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ และแนวโน้มการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
โดยสรุป การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ทั่วโลกครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าตลาดการเงินกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องรับมือกับต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์พร้อมกัน นักลงทุนจึงควรติดตามทิศทางดอกเบี้ย ความเคลื่อนไหวของพันธบัตรรัฐบาลหลัก และความแข็งแรงของงบการเงินแต่ละบริษัทอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุน