บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ในญี่ปุ่นกำลังได้รับอานิสงส์โดยตรงจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น หลังผลประกอบการปีงบการเงิน 2025 ของบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ 15 แห่งมีกำไรจากการดำเนินงานหลักแบบรวมเพิ่มขึ้น 14% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.4 ล้านล้านเยน ขานรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างชัดเจน
ข้อมูลจากการสำรวจของ Nikkei ระบุว่า บริษัทประกันชีวิต 13 จาก 15 แห่ง รายงานกำไรเติบโตในปีงบการเงินที่สิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่รายได้จากการลงทุนเพิ่มขึ้น 34% แตะราว 2.2 ล้านล้านเยน สำหรับ 11 บริษัทที่เปิดเผยข้อมูล แรงหนุนสำคัญมาจากการถือครอง บอนด์รัฐบาลญี่ปุ่นอายุยาวพิเศษ หรือ ultralong-term JGBs ซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักในพอร์ตของบริษัทประกันชีวิตมานาน
บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นช่วยดันผลตอบแทนการลงทุน
การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในญี่ปุ่นเปิดโอกาสให้บริษัทประกันชีวิตสามารถทยอยปรับพอร์ตจากสินทรัพย์ผลตอบแทนต่ำไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศหลังจากอยู่ในระดับต่ำมานาน ทำให้กระแสรายได้จากการลงทุนฟื้นตัว และช่วยหนุนความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจประกันชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
Naoki Akahori รองประธานบริหารของ Nippon Life ระบุว่า บริษัทประกันสามารถปรับโครงสร้างพอร์ตจากพันธบัตรผลตอบแทนต่ำไปสู่พันธบัตรผลตอบแทนสูงได้ แม้สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยจะยังท้าทาย สะท้อนว่าภาคธุรกิจประกันชีวิตเริ่มใช้ประโยชน์จากภาวะบอนด์ยีลด์ขาขึ้นได้ดีขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า
ขาดทุนทางบัญชีจากพันธบัตรเดิมยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ
อย่างไรก็ดี การที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วก็มีด้านลบเช่นกัน เพราะทำให้ราคาพันธบัตรที่ถืออยู่ก่อนหน้าปรับลดลง และเกิด ขาดทุนทางบัญชีที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หรือ unrealized loss โดยขาดทุนจากพันธบัตรในประเทศของ 14 บริษัทเพิ่มขึ้นราว 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็น 29.6 ล้านล้านเยน ซึ่งสูงกว่ากำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากหุ้นในประเทศที่อยู่ที่ 26.3 ล้านล้านเยน
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในอนาคต แต่ก็ทำให้มูลค่าตลาดของพันธบัตรเดิมลดลงทันที โดยเฉพาะพอร์ตขนาดใหญ่ของบริษัทประกันชีวิตที่มักถือครองตราสารหนี้ระยะยาวเป็นสัดส่วนสูง ส่งผลให้ต้องบริหารความเสี่ยงด้านราคาและระยะเวลาของสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง
ลูกค้าโยกเงินและโครงสร้างสินทรัพย์-หนี้สินอาจกดดันต่อเนื่อง
นอกจากความผันผวนของราคาพันธบัตรแล้ว บริษัทประกันญี่ปุ่นยังแสดงความกังวลว่า หากลูกค้าเริ่มส่งเงินไปยังผลิตภัณฑ์ที่ให้ดอกเบี้ยดีกว่า หรือโยกเงินไปยังสินทรัพย์อื่น เช่น กองทุนรวม และ พันธบัตรรัฐบาล ความเสี่ยงอาจลุกลามไปยังโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทได้ในระยะถัดไป
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมประกันชีวิต เพราะบริษัทไม่ได้เผชิญเพียงความท้าทายจากตลาดทุนเท่านั้น แต่ยังต้องดูแลเสถียรภาพของกระแสเงินสด ความสามารถในการจ่ายผลประโยชน์ และการรักษาฐานลูกค้าไว้ท่ามกลางผลิตภัณฑ์การเงินที่ให้ผลตอบแทนแข่งขันกันมากขึ้น
โดยสรุป ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นปีนี้สะท้อนประโยชน์จาก บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นที่สูงขึ้น อย่างเด่นชัด แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังต้องจับตา ความเสี่ยงจากขาดทุนทางบัญชีของพันธบัตรเดิม และแรงกดดันจากการปรับพฤติกรรมของผู้เอาประกัน ซึ่งอาจกำหนดทิศทางผลประกอบการในช่วงต่อไปได้อย่างมีนัยสำคัญ