| โบรกฯ ประเมินกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ราว 5.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.5% ตามสินเชื่อที่ยังติดลบ - ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ แนะทยอยสะสมได้ รับผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI เผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการขยายตัวของสินเชื่อรายเดือนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ณ สิ้นเดือนก.พ.69 ของกลุ่มธนาคารที่ทำการศึกษา 8 แห่ง ประกอบด้วย BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB, TISCO, KKP และ CREDIT พบว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมในเดือนก.พ.69 ลดลง 1.6% yoy แต่เพิ่มขึ้น 0.5% mom และลดลง 0.5% จากสิ้นปี 68 - จากข้อมูลธนาคารทุกแห่งมีสินเชื่อเติบโตเป็นบวกจากเดือนที่แล้ว แต่อัตราการเติบโตของสินเชื่อ YTD ยังคงติดลบ นำโดย BAY (-3.2%) TTB (-2.2% YTD) และ KBANK (-1.3% YTD) ซึ่งเป็นผลจากการชำระคืนหนี้ในกลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล - CREDIT, KKP และ KTB มีสินเชื่อเติบโตเป็นบวกที่ 2.3% YTD, 2.0% YTD และ 1.6% YTD ตามลำดับ โดย CREDIT มีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มจากความต้องการสินเชื่อของ SME ขนาดเล็กและ micro SME ส่วนการเติบโตของสินเชื่อ KTB มาจากสินเชื่อที่ปล่อยให้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ คาดกำไร Q1/69 อยู่ที่ 5.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.5% yoy - ประมาณการว่า ในไตรมาส 1/69 ธนาคาร 8 แห่งที่ศึกษาจะทำกำไรสุทธิรวม 5.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.5% yoy แต่เพิ่มขึ้น 6.4% qoq - กำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) คาดจะอยู่ที่ 1.126 แสนล้านบาท ลดลง 6.3% yoy แต่เพิ่มขึ้น 9.2% qoq - อัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมคาดลดลง -1.1% yoy และ -0.3% qoq นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) น่าจะลดลงเหลือ 2.91% (-45bp yoy, -14bp qoq) เพราะแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.0% ในไตรมาส 1/69 จาก 2.0% ในไตรมาส 1/68 - รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังคงเพิ่มขึ้น 13.3% yoy และ 9.6% qoq ในไตรมาส 1/69 โดยมีปัจจัย หนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และการทำธุรกรรม รวมถึงกำไรจากการ ลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันดิบ การตั้งสำรองสูงขึ้น - ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ - อัตราการสำรองหนี้สูญของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้น 8bp yoy และ 16bp qoq เป็น 150bp ในไตรมาส 1/69 โ - ธนาคารยังระมัดระวังกับการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1 - 2/69 - ธนาคารมีแนวโน้มพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ในรูปแบบ management overlay ในช่วงครึ่งแรกของปี 69 กลยุทธ์ลงทุน - แนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคารไทย เพราะคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่ำในปี 69-70 แต่จะชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.7% ในปี 69 - ปัจจุบัน ธนาคารไทยซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.77 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีในอดีตที่ 0.66 เท่า - เลือก SCB และ KTB เป็นหุ้น Top pick เพราะคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.0-8.0% ต่อปีในปี 69-71 - อาจมี downside risk หาก NPL เพิ่มขึ้น, ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น - upside risk จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ในเดือนเม.ย.นี้ ด้าน บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ระบในบทวิเคราะห์ หุ้นกลุ่มธนาคารกำลังใกล้เข้า XD (เริ่มด้วย KTB 10 เม.ย. 69) ขณะที่แรง กดดันต่อพอร์ตตราสารหนี้จากการปรับตัวขึ้นของ Bond yield ช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น - การเคลื่อนไหวของราคารอบ XD ปีก่อน พบว่าการอ่อนตัวเกิดขึ้นชั่วคราว ก่อนจะฟื้นตัวช่วง 1 เดือนหลัง XD - หุ้นส่วนใหญ่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 5% (VS SET บวกราว 1%) และผลตอบแทนขยาย เป็น 13% เมื่อถือถึงสิ้น ส.ค. ที่เป็นช่วงเข้าการจ่ายปันผลระหว่างกาล - จากแรงสะสมของนักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้นที่ให้ Dividend Yield ในระดับสูงสม่ำเสมอ - Cost-push inflation ทำให้วงจรดอกเบี้ยมีแนวโน้มเปลี่ยนจากขาลงเป็นทรงตัวถึงขึ้น หนุนทิศทาง NIM โดยเฉพาะ ธ.พ. ใหญ่ ซึ่งมี Floating rate สูง อย่าง BBL ตามด้วย KTB และ KBANK ช่วง 2H69 ฟื้นตัวเล็กน้อยจาก 1H69 - Bond yield เริ่มนิ่ง บ่งชี้ว่าแรงกดดันต่อ FVTPL และ FVOCI (รับรู้ผ่านส่วนของ ผู้ถือหุ้น โดยไม่ผ่านงบกำไรขาดทุน) ข้างหน้า อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นต่อจากระดับ ปัจจุบัน โดยผลต่อกำไรฯ ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการ ทั้งสัดส่วนตราสารหนี้ ที่เป็น FVTPL เฉลี่ยกลุ่มฯ อยู่ที่ราว 9% ของพอร์ตตราสารหนี้ (FVTPL + FVOCI) และองค์ประกอบหลักของ FVTPL มาจาก FX - ผลกระทบต่อพอร์ตตราสารหนี้ใน FVOCI จากการศึกษาผลกระทบรอบ Bond yield ขึ้นในปี 2565 (+68 bps) แม้มีผลขาดทุนจากผ่าน OCI (หลักๆ คือ KBANK, BBL และ KTB) แต่ผลกระทบต่อระดับ CET1 ของทั้งระบบยังจำกัด - Sensitivity Analysis พบว่าทุก 50 bps ของ bond yield ที่ขึ้น ส่งผลต่อ ส่วนผู้ถือหุ้นเฉลี่ยกลุ่มฯ ไม่เกิน 2.5% และ CET1 ราว 54 bps ซึ่งระดับ CET1 เฉลี่ย กลุ่มฯ ที่ 18% สูงขึ้นกว่าปี 2565 (เฉลี่ยราว 16%) และเกินเกณฑ์ขั้นต่ำ ไปพอควร (7% - 8%) ทำให้กันชนของเงินกองทุนมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยสรุปความเสี่ยง - จากพอร์ตตราสารหนี้ มีแนวโน้มจำกัด และคาดกลุ่มฯ ยังคง ให้ Div Yield สูงได้ต่อเนื่อง น่าสนใจในภาวะตลาดผันผวน โดยเฉพาะ KTB ซึ่ง มี CET1 สูงสุดในกลุ่มฯ จะรองรับความผันผวนได้ดีกว่ากลุ่มฯ Execution - กลุ่มฯ ยังเหมาะกับการวางเป็น Barbell strategy ในฝั่งปันผล (อีกฝั่งเป็นหุ้น De-escalation Trade อย่าง AOT) ระยะสั้นใช้จังหวะก่อนและหลัง XD เป็นจุด ทยอยสะสม และระยะกลางถือเพื่อรับทั้ง Dividend และโอกาสในการฟื้นตัวของ ราคาในระยะถัดไป ยังเลือก KTB (ROE สูงใน ธ.พ. ใหญ่) รองมาเป็น BBL ตาม ด้วย KBANK ที่ PBV และราคา YTD ยังขึ้นช้ากว่ากลุ่ม เป็น Catch-up play |