จับตา Q1/695 กลุ่มแบงก์คาดกำไร 5.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.5% รับสินเชื่อติดลบ - ตั้งสำรองเพิ่ม

รูป จับตา Q1/695 กลุ่มแบงก์คาดกำไร 5.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.5% รับสินเชื่อติดลบ - ตั้งสำรองเพิ่ม

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -1 เม.ย. 69 12:12 น.

โบรกฯ ประเมินกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ราว 5.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.5% ตามสินเชื่อที่ยังติดลบ - ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ แนะทยอยสะสมได้ รับผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI เผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการขยายตัวของสินเชื่อรายเดือนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ณ สิ้นเดือนก.พ.69 ของกลุ่มธนาคารที่ทำการศึกษา 8 แห่ง ประกอบด้วย BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB, TISCO, KKP และ CREDIT พบว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมในเดือนก.พ.69 ลดลง 1.6% yoy แต่เพิ่มขึ้น 0.5% mom และลดลง 0.5% จากสิ้นปี 68

- จากข้อมูลธนาคารทุกแห่งมีสินเชื่อเติบโตเป็นบวกจากเดือนที่แล้ว แต่อัตราการเติบโตของสินเชื่อ YTD ยังคงติดลบ นำโดย BAY (-3.2%) TTB (-2.2% YTD) และ KBANK (-1.3% YTD) ซึ่งเป็นผลจากการชำระคืนหนี้ในกลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

- CREDIT, KKP และ KTB มีสินเชื่อเติบโตเป็นบวกที่ 2.3% YTD, 2.0% YTD และ 1.6% YTD ตามลำดับ โดย CREDIT มีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มจากความต้องการสินเชื่อของ SME ขนาดเล็กและ micro SME ส่วนการเติบโตของสินเชื่อ KTB มาจากสินเชื่อที่ปล่อยให้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

คาดกำไร Q1/69 อยู่ที่ 5.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.5% yoy


- ประมาณการว่า ในไตรมาส 1/69 ธนาคาร 8 แห่งที่ศึกษาจะทำกำไรสุทธิรวม 5.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.5% yoy แต่เพิ่มขึ้น 6.4% qoq

- กำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) คาดจะอยู่ที่ 1.126 แสนล้านบาท ลดลง 6.3% yoy แต่เพิ่มขึ้น 9.2% qoq

- อัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมคาดลดลง -1.1% yoy และ -0.3% qoq นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) น่าจะลดลงเหลือ 2.91% (-45bp yoy, -14bp qoq) เพราะแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.0% ในไตรมาส 1/69 จาก 2.0% ในไตรมาส 1/68

- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังคงเพิ่มขึ้น 13.3% yoy และ 9.6% qoq ในไตรมาส 1/69 โดยมีปัจจัย หนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และการทำธุรกรรม รวมถึงกำไรจากการ ลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันดิบ

การตั้งสำรองสูงขึ้น - ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ

- อัตราการสำรองหนี้สูญของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้น 8bp yoy และ 16bp qoq เป็น 150bp ในไตรมาส 1/69 โ

- ธนาคารยังระมัดระวังกับการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1 - 2/69

- ธนาคารมีแนวโน้มพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ในรูปแบบ management overlay ในช่วงครึ่งแรกของปี 69

กลยุทธ์ลงทุน

- แนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคารไทย เพราะคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่ำในปี 69-70 แต่จะชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.7% ในปี 69

- ปัจจุบัน ธนาคารไทยซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.77 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีในอดีตที่ 0.66 เท่า

- เลือก SCB และ KTB เป็นหุ้น Top pick เพราะคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.0-8.0% ต่อปีในปี 69-71

- อาจมี downside risk หาก NPL เพิ่มขึ้น, ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

- upside risk จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ในเดือนเม.ย.นี้

ด้าน บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ระบในบทวิเคราะห์ หุ้นกลุ่มธนาคารกำลังใกล้เข้า XD (เริ่มด้วย KTB 10 เม.ย. 69) ขณะที่แรง กดดันต่อพอร์ตตราสารหนี้จากการปรับตัวขึ้นของ Bond yield ช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น


- การเคลื่อนไหวของราคารอบ XD ปีก่อน พบว่าการอ่อนตัวเกิดขึ้นชั่วคราว ก่อนจะฟื้นตัวช่วง 1 เดือนหลัง XD

- หุ้นส่วนใหญ่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 5% (VS SET บวกราว 1%) และผลตอบแทนขยาย เป็น 13% เมื่อถือถึงสิ้น ส.ค. ที่เป็นช่วงเข้าการจ่ายปันผลระหว่างกาล

- จากแรงสะสมของนักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้นที่ให้ Dividend Yield ในระดับสูงสม่ำเสมอ

- Cost-push inflation ทำให้วงจรดอกเบี้ยมีแนวโน้มเปลี่ยนจากขาลงเป็นทรงตัวถึงขึ้น หนุนทิศทาง NIM โดยเฉพาะ ธ.พ. ใหญ่ ซึ่งมี Floating rate สูง อย่าง BBL ตามด้วย KTB และ KBANK ช่วง 2H69 ฟื้นตัวเล็กน้อยจาก 1H69

- Bond yield เริ่มนิ่ง บ่งชี้ว่าแรงกดดันต่อ FVTPL และ FVOCI (รับรู้ผ่านส่วนของ ผู้ถือหุ้น โดยไม่ผ่านงบกำไรขาดทุน) ข้างหน้า อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นต่อจากระดับ ปัจจุบัน โดยผลต่อกำไรฯ ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการ ทั้งสัดส่วนตราสารหนี้ ที่เป็น FVTPL เฉลี่ยกลุ่มฯ อยู่ที่ราว 9% ของพอร์ตตราสารหนี้ (FVTPL + FVOCI) และองค์ประกอบหลักของ FVTPL มาจาก FX

- ผลกระทบต่อพอร์ตตราสารหนี้ใน FVOCI จากการศึกษาผลกระทบรอบ Bond yield ขึ้นในปี 2565 (+68 bps) แม้มีผลขาดทุนจากผ่าน OCI (หลักๆ คือ KBANK, BBL และ KTB) แต่ผลกระทบต่อระดับ CET1 ของทั้งระบบยังจำกัด

- Sensitivity Analysis พบว่าทุก 50 bps ของ bond yield ที่ขึ้น ส่งผลต่อ ส่วนผู้ถือหุ้นเฉลี่ยกลุ่มฯ ไม่เกิน 2.5% และ CET1 ราว 54 bps ซึ่งระดับ CET1 เฉลี่ย กลุ่มฯ ที่ 18% สูงขึ้นกว่าปี 2565 (เฉลี่ยราว 16%) และเกินเกณฑ์ขั้นต่ำ ไปพอควร (7% - 8%) ทำให้กันชนของเงินกองทุนมีความแข็งแกร่งมากขึ้น


ดยสรุปความเสี่ยง

- จากพอร์ตตราสารหนี้ มีแนวโน้มจำกัด และคาดกลุ่มฯ ยังคง ให้ Div Yield สูงได้ต่อเนื่อง น่าสนใจในภาวะตลาดผันผวน โดยเฉพาะ KTB ซึ่ง มี CET1 สูงสุดในกลุ่มฯ จะรองรับความผันผวนได้ดีกว่ากลุ่มฯ Execution

- กลุ่มฯ ยังเหมาะกับการวางเป็น Barbell strategy ในฝั่งปันผล (อีกฝั่งเป็นหุ้น De-escalation Trade อย่าง AOT) ระยะสั้นใช้จังหวะก่อนและหลัง XD เป็นจุด ทยอยสะสม และระยะกลางถือเพื่อรับทั้ง Dividend และโอกาสในการฟื้นตัวของ ราคาในระยะถัดไป ยังเลือก KTB (ROE สูงใน ธ.พ. ใหญ่) รองมาเป็น BBL ตาม ด้วย KBANK ที่ PBV และราคา YTD ยังขึ้นช้ากว่ากลุ่ม เป็น Catch-up play


Related Topics

Editing by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai