โบรกฯ เปิดโผหุ้นได้-เสียประโยชน์ ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน 6 บ./ลิตร หวั่นกดดัน GDP ลดลง-เงินเฟ้อพุ่ง

รูป โบรกฯ เปิดโผหุ้นได้-เสียประโยชน์ ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน 6 บ./ลิตร หวั่นกดดัน GDP ลดลง-เงินเฟ้อพุ่ง

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 มี.ค. 69 9:57: น.

 

โบรกฯ ประเมิน กบน.มีมติปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท/ลิตร ส่อแววกระทบเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไตรมาส 2/69 พุ่ง คาด sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก เหตุต้นทุนขนส่งพุ่งขึ้น-เศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมเปิดโผหุ้นที่ได้และเสียประโยชน์จากการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันรอบนี้

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ต่อต่อกรณี กบน.มีมติปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท/ลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.69 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

 

- คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อโดยเฉพาะในไตรมาส 2/69 เบื้องต้นมอง Headline พุ่งขึ้นสู่ระดับราว 3-4% ซึ่งต้องติดตามการปรับประมาณการเศรษฐกิจของสำนักต่างๆ รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของกนง.

 

- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพของครม.ชุดใหม่ คาดทำได้เพียงประคองและลดผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจ และอาจพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางจากเม็ดเงินงบประมาณที่มีจำกัด

 

- กลยุทธ์ เน้นลงทุนในหุ้นที่มีกระทบจำกัดต่อความเสี่ยงราคาน้ำมันและเงินเฟ้อจากผลของสงคราม

 


คาด sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก

 

- โดยภาพรวมกลุ่มค้าปลีกมีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันขนส่งคิดเป็นราว 0.2% - 2% ต่อยอดขายรวม โดยกลุ่มที่มีผลกระทบคาดเป็นฝั่ง Staple และรองลงมาคือ Home-related ขณะที่กลุ่ม IT คาดยังกระทบจำกัด

 

- ประเมินเป็น sentiment ลบต่อกลุ่มค้าปลีก จากต้นทุนน้ามันและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น จากการประเมิน sensitivity analysis คาดต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นทุก 10% เต็มปี จะกระทบต่อกาไรกลุ่มเฉลี่ยราว 0.5% - 2.5% ทั้งนี้คาดจะชดเชยบางส่วนจากการปรับตัวลดต้นทุนของผู้ประกอบการ และยังต้องติดตามทิศทางราคาน้ามันในช่วงที่เหลือของปี

 

- ประเมินจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นราวมากกว่า 30% ในเดือน มี.ค.69 กลุ่มที่จะกระทบมากสุดคือ BJC และ CPAXT ที่มี NPM ต่ำ ขณะที่กลุ่มที่ยังกระทบจำกัดคาดเป็นฝั่ง COM7,SYNEX และ MRDIYT

 

- ทั้งนี้จากแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ยังมอง CPALL และ MRDIYT มีความ resilient สุดในกลุ่ม จากความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนที่สูงกว่ากลุ่ม ขณะที่หากภาวะสงครามคลี่คลายเรายังชอบ GLOBAL,COM7 และ CRC

 

*** บล.ดาโอ เปิดโผหุ้นที่ได้-เสียประโยชน์ กรณีปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน

 

บล. ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กบน.ปรับขึ้นราคาน้ามันดีเซลและเบนซินรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร หลังรัฐบาลปล่อยลอยตัวราคา เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ ขาดดุลหนักจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนโลกพุ่งสูง โดยหนี้สาธารณะไทยที่สูงถึง 66% ของ GDP ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังในการอุดหนุนพลังงานเพียงจำกัดท่ามกลางวิกฤตการณ์อุปทานที่ตึงตัว

 

- มองเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีกน้ามัน โดยเราเชื่อว่าการปรับราคาน้ามันขายปลีกเพื่อสะท้อนต้นทุนน้ามันที่สูงขึ้นและลดการแทรกแซงกลไกตลาดจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกน้ามันเนื่องจากทาให้มีแรงกดดันที่ลดลงต่อแนวโน้มค่าการตลาด (marketing margin) ในอนาคต โดยเราชอบ OR (ซื้อ/เป้า 18.00 บาท) และ PTG (ซื้อ/เป้า 11.50 บาท)

 

- แต่มองเป็นลบต่อหุ้นในหลายอุตสาหกรรม โดย Ground Transport (Underweight) ได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า แต่จะมีผลกระทบจากผู้ใช้ทางด่วนและแนวโน้มการเดินทางลดลงรวมถึงการประกาศใช้ Work from home มากขึ้น

 

- Commerce (Overweight) กลุ่มค้าปลีกได้รับผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น (ต้นทุนเฉลี่ย 2-3% ของยอดขาย) เเละคาดยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น fashion เเละ hardline ชะลอตัวตามกาลังซื้อที่หดตัวจากภาวะต้นทุนพลังงาน (CRC, GLOBAL, HMPRO) ขณะกลุ่มสินค้าจาเป็น อาจปรับจากพฤติกรรม "ซื้อใกล้บ้าน" (CPALL, BJC) เป็น "ซื้อยกแพ็ค" (CPAXT) ในภาพรวมกลุ่มค้าปลีก คาด ticket size ขยายตัวชั่วคราวจากการกักตุนสินค้า เเต่ foot traffic หดตัวจากการประหยัดต้นทุนเดินทาง

 

- FMCG (Neutral) ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งโดยสัดส่วนต้นทุนอยู่ที่ 2-3% ของ COGS หุ้นที่ได้รับผลกระทบได้แก่ OSP (ซื้อ/เป้า 20.00 บาท), CBG (ซื้อ/เป้า 50.00 บาท), NEO (ซื้อ/เป้า 27.00 บาท), SAPPE (ถือ/เป้า32.00 บาท)

 

- Construction Services (Neutral) เนื่องจากมีต้นทุนน้ามันคิดเป็นราว 1-2% ของ COGS

 

- Tourism (Neutral) ได้รับผลกระทบจากการเดินทางท่องเที่ยวที่จะลดลง โดยเรียงลำดับตามสัดส่วนโรงแรมในประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR

 

- SJWD (ซื้อ/เป้า 11.00 บาท) จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวไปยังลูกค้าได้เป็นส่วนใหญ่

 


*** บล.พาย คาดส่งผลดีต่อกลุ่มแบงก์ แต่กลุ่มค้าปลีก อาจโดนแรงกดดันจากการบริโภคชะลอ

 

บล.พาย ระบุในบทวิเคราะห์ว่าแรงกดดันเริ่มกลับมาอีกครั้ง เมื่อปัจจัยในประเทศพบว่าหน้าปั๊มได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันทั้งดีเซล , แก๊สโซ E20 , 91 , E85 ราว 6 บาท/ลิตร นับเป็นการปรับขึ้นครั้งเดียวที่ค่อนข้างสูง แรงส่งตรงนี้เชื่อว่าจะทำให้เงินเฟ้อประเทศไทยขยับขึ้น จากนี้อาจเห็นการส่งผ่านต้นทุนออกไปยังราคาสินค้า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่หากไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ก็อาจมีกำไรที่ลดลง

 

- ในฝั่งของนโยบายการเงินก็เชื่อว่าดอกเบี้ยไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วจากนี้มีโอกาสคงดอกเบี้ยยาว ซึ่งดีกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แต่กดดันเชิงจิตวิทยาต่อกลุ่ม Non Bank แต่กับกลุ่มค้าปลีกจะโดนแรงกดดันจากการบริโภคที่ชะลอ

 

- วันนี้ประเมิน SET INDEX เสี่ยงปรับฐานในกรอบ 1,435 – 1,470 จุด รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นพร้อมกับสถานการณ์ที่ผันผวนในตะวันออกกลางและเช้านี้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าทดสอบระดับ 32.78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันกระแสเงินทุนต่างชาติแม้วานนี้จะมีสถานะซื้อสุทธิก็ตาม

 

- ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนอาจ Take Profit บางส่วนสำหรับนักลงทุนระยะสั้น ส่วนหุ้นแนะนำเน้นที่มีปัจจัยหนุนอย่างส่งออก (ITC และ TU) ปัจจัยหนุนเงินบาทอ่อนค่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BBL,KBANK,KTB และ SCB) ปัจจัยหนุนดอกเบี้ยไทยผ่านจุดต่ำสุด TU

 

*** บล.ดีบีเอส คาดราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 6 บ/ลิตร กระทบ GDP ลดลงราว 0.12%

 

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุไทยยกเลิกเพดานราคาดีเซล และเปลี่ยนไปใช้กลไกราคาตลาด ขณะที่กองทุนน้ามันติดลบกว่า 12,000 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาน้ามันค้าปลีกเพิ่มขึ้น +6 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 26 มีนาคม 2026 โดยเกิดจากทั้งการยกเลิกเงินอุดหนุน และราคาน้ามันโลกที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น

 

- ทุกๆ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท/ลิตร จะทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.02% สะท้อนความเสี่ยงขาลงหากราคาปรับขึ้นต่อ ซึ่งครั้งนี้เพิ่มขึ้น 6 บาท/ลิตร ก็จะทำให้ GDP ลดลงราว 0.12% (เมื่อปัจจัยอื่นคงที่)

 

- ช่องทางการส่งผ่านผลกระทบ ประกอบด้วย 1. ต้นทุนเพิ่มขึ้นในวงกว้าง (ค่าขนส่งและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นทันที, ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตร, SMEs เสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากมีอานาจในการปรับขึ้นราคาจากัด), 2. การบริโภคลดลง (ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงขึ้น ทาให้รายได้ใช้จ่ายลดลง ส่งผลให้การใช้จ่ายค้าปลีกอ่อนตัว โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย), 3. ผลกระทบโดยอ้อม (ราคาอาหาร เงินเฟ้อภาคบริการที่สูงขึ้น)

 

กลุ่มเสียประโยชน์ ประกอบด้วย


- กลุ่มขนส่ง & โลจิสติกส์ ใช้น้ำมันดีเซลโดยตรง ทาให้ margin ถูกกดลงทันที ถ้าปรับขึ้นอัตราค่าขนส่งไม่ได้ทันที


- กลุ่มค้าปลีก & สินค้าฟุ่มเฟือย กาลังซื้ออ่อนตัว ซึ่งจะกระทบกลุ่มรายได้ปานกลาง-ต่ำมาก


- กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ต้นทุนเพิ่ม ทั้งน้ำมัน ปุ๋ย ค่าขนส่งและโลจิสติกส์


- กลุ่มอุตสาหกรรม/การผลิต ต้นทุนพลังงานและขนส่งเพิ่ม


- กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่/ห้างใหญ่ กระทบจากการบริโภคที่อ่อนลง


- กลุ่มไฟแนนซ์ โดยเฉพาะที่ปล่อยกู้รถบรรทุกมาก เช่น TIDLOR, MICRO เป็นต้น


- กลุ่มอสังหาริมทรัพย์/REITs กระทบทางอ้อมจากรายได้ค่าเช่าลดลง แม้ค่าสาธารณูปโภคส่งผ่านได้บางส่วน แต่เสี่ยง occupancy และกำลังจ่ายผู้เช่า

 

กลุ่มที่ได้ประโยชน์ ประกอบด้วย


- กลุ่มพลังงานและพลังงานต้นน้ำ ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานพุ่งขึ้น


- โรงกลั่น อาจมี margin ดีขึ้น (ขึ้นกับ spread)


- สถานีบริการน้ามันค้าปลีก จะมีรายได้เพิ่มขึ้นในจังหวะที่ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นในระยะสั้น


*** บล.กรุงศรี ชู 4 หุ้นเด่น รับอานิสงส์เชิงบวก

 

บล.กรุงศรี ระบุประเมินลบต่อ SET จากการปรับในอัตราสูง แต่คาดส่วนหนึ่งอยู่ในความคาดหมายตลาดบ้างแล้ว จากราคาน้ำมันดิบโลกที่ขยับขึ้นเร็ว รวมถึงหุ้นอิงภายใน อาทิ กลุ่มขนส่ง,ค้าปลีกอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้าง

 

- ส่วนกลุ่มที่เป็นบวก ประเมินสถานีบริการน้ำมัน PTG, OR, รถขนส่งมวลชน BEM (รถไฟฟ้า+โฆษณาในพื้นที่ 46% ของรายได้),กลุ่มเช่าซื้อ (ยอดเร่งซื้อรถยนต์ EV) KKP, TISCO โดยหุ้นที่แนะนำคือ PTG,OR,BEM และ KKP

 

*** บล.กสิกร มองเป็นตัวเร่งจบรอบดอกเบี้ยขาลง

 

บล.กสิกร ระบุกองทุนน้ำมันมีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร มีผล 26 มี.ค. อาจส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้น หนุนภาพของการจบรอบของ easing cycle ของการลดดอกเบี้ยของ ธปท.

 



Related Topics

Editing by

ปริวัฒน์ หินพลอย

ปริวัฒน์ หินพลอย