ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดไร้ทิศทาง, แนสแดค-S&P500 ปิดลบจากแรงขายหุ้นเทคฯ

รูป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดไร้ทิศทาง, แนสแดค-S&P500 ปิดลบจากแรงขายหุ้นเทคฯ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 พ.ค. 69 6:36: น.

ดัชนีแนสแดคและ S&P 500 ปิดลบในวันจันทร์ (18 พ.ค.) จากแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้น และราคาน้ำมันที่ยังสูงอยู่สะท้อนความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,686.12 จุด เพิ่มขึ้น 159.95 จุด (+0.32%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,403.05 จุด ลดลง 5.45 จุด (-0.07%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,090.73 จุด ลดลง 134.41 จุด (-0.51%)

ดัชนีแนสแดค และ S&P 500 ปิดลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง เนื่องจากนักลงทุนพักการซื้อขายหลังจากตลาดพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมี.ค. โดยดัชนี S&P 500 ปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) พุ่งขึ้นกว่า 18% จากระดับปิดของวันที่ 30 มี.ค. ซึ่งดัชนีทำจุดต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น ในเวลาเดียวกัน ดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้น 28% จากกระแสความสนใจในหุ้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งบดบังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

ล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2025 จากความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นหลังการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า ตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาส 36.7% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อนแรงเกินคาด

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปิดบวกกว่า 3% ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันได้ลดช่วงบวกลงหลังปิดตลาด ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลดช่วงลบลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่าได้ระงับแผนโจมตีอิหร่านออกไปเพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน หลังจากอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอสันติภาพฉบับใหม่ อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยังระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีอีกครั้งหากไม่มีการบรรลุข้อตกลง

เบิร์นส์ แมคคินนีย์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก NFJ Investment Group กล่าวว่า ดูเหมือนว่าปัจจัยเดียวที่ขับเคลื่อนตลาดในแต่ละวันคือราคาน้ำมัน โดยตัวแปรหลักคือการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซที่ดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาวทำให้อนาคตของเงินเฟ้อหลุดกรอบการควบคุม พร้อมเสริมว่าบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยในระยะยาว เช่น กลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นกลุ่มชิปที่เคยพุ่งแรง

แมคคินนีย์ระบุว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นดูเหมือนจะมองบวกและเชื่อมั่นในประธานาธิบดีมากกว่านักลงทุนในตลาดพันธบัตร ทุก ๆ ครั้งที่มีข่าวลือเรื่องการบรรลุข้อตกลงในอิหร่าน ราคาหุ้นก็กลับมาพุ่งขึ้นอีก พวกเขาเชื่อข่าวลือเหล่านั้นแล้วสุดท้ายก็ต้องผิดหวังเพราะสถานการณ์ยังคงชะงักงันอยู่เช่นเดิม

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 0.97% โดยหุ้นกลุ่มชิปถ่วงดัชนี ขณะที่ ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Semiconductor Index) ปิดลบ 3.3%

- หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยบวก 1.8%

- หุ้น Nvidia ร่วงลง 1.3% และฉุดดัชนี S&P 500 มากที่สุด โดยบริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันพุธนี้

- หุ้น Walmart ปรับตัวขึ้น 1.4% โดยบริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้เช่นกัน ซึ่งจะช่วยบ่งชี้แนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ รับมือกับราคาน้ำมันที่สูงและเงินเฟ้ออย่างไร

- หุ้น Dominion Energy พุ่งขึ้น 9.4% หลังจากบริษัทพลังงาน NextEra Energy แถลงว่าจะเข้าซื้อกิจการของบริษัทสาธารณูปโภคดังกล่าวในข้อตกลงซื้อขายเป็นหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 66,800 ล้านดอลลาร์ ส่วนหุ้นของ NextEra Energy ร่วงลง 4.6%

- หุ้นของ Regeneron ดิ่งลง 9.8% หลังการทดลองในขั้นสุดท้ายสำหรับยารักษาผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาขั้นรุนแรงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 20,860 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,360 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.09 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 167 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 152 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 2,238 และหุ้นลบ 2,637 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.18 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 21 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 13 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 53 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 151 ตัว

ที่มา Reuters


Related Topics

Reporting by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai