
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู เราไม่ได้เพียง “เข้าสู่ยุคดิจิทัล” ที่เป็นเพียงการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค หรือความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีรุ่นใหม่ แต่กำลัง “ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล” อย่างสมบูรณ์ เมื่อข้อมูล (data) กลายเป็นปัจจัยการผลิตใหม่ เทียบเคียงได้กับแรงงาน ทุน และทรัพยากรธรรมชาติ และเมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถขยายตลาดได้ระดับไร้พรมแดน การแข่งขันทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เรื่องของประเทศที่มีแรงงานราคาถูกหรือโรงงานขนาดใหญ่ แต่เป็นเรื่องของประเทศที่สร้าง “ระบบนิเวศดิจิทัล” ได้แข็งแรงและยั่งยืนมากกว่ากัน
ในต่างประเทศ บริษัทระดับ Top 10 ได้กลายเป็นบริษัทดิจิทัลไปเรียบร้อย ยกตัวอย่างเช่น Magnificent 7 (แม็กนิฟิเซนต์เซเว่น) คือกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 7 บริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ามหาศาลและมีอิทธิพลต่อตลาดอย่างมาก ประกอบด้วย Apple (AAPL), Microsoft (MSFT), Amazon (AMZN), Alphabet (GOOGL), Meta Platforms (META), Nvidia (NVDA), และ Tesla (TSLA)
ยุคนี้จึงเป็นยุคแห่ง “การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ” ตั้งแต่รากฐาน ผ่านข้อมูล แพลตฟอร์ม และสิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงหลัง World Bank ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรระดับโลกด้านเศรษฐิจได้เพิ่มบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ Digital Financial Services (DFS)
ที่ครอบคลุม Digital Asset, Tokenization, Blockchain Infrastructure เข้าไปในมุมมองของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นทางการ ทำให้ digital asset ไม่ใช่ “โลกคู่ขนานของการเงิน” แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่กำลังถือกำเนิดขึ้น
วันนี้จึงอยากชวนทุกคนถอยออกมาอีกนิดมาดูภาพกว้างของโลกในปัจจุบัน เพื่อจะเห็นได้ว่า จริงๆแล้วประเทศไทยเราอยู่ในจุดที่ “พร้อมที่สุดในอาเซียน” หากรู้จักใช้โอกาสนี้ให้ถูกเวลา มาคุยกันครับ
ความหมายของเศรษฐกิจดิจิทัลมีหลายความหมายแตกต่างกันแต่ให้เข้าใจง่ายๆ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)
หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดย เทคโนโลยีดิจิทัล
(digital technologies) เช่น อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ โครงข่ายข้อมูล ข้อมูลดิจิทัล (data) และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) แทนที่จะพึ่งพาการดำเนินการแบบ “ออฟไลน์” แบบดั้งเดิมอย่างเดียว กลายเป็น “เศรษฐกิจสมัยใหม่” ที่รวบรวมทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น การผลิต การค้า การบริการ การเงิน ระบบโลจิสติกส์ การศึกษา สาธารณสุข และอื่น ๆ ที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “เศรษฐกิจดิจิทัล” คือคำที่ครอบคลุมเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ผสมผสานเทคโนโลยีสารสนเทศ และไม่ได้จำกัดแค่ธุรกิจไอทีหรือออนไลน์เท่านั้น แต่แทบทุกธุรกิจและกิจกรรมในสังคม
หันกลับมาดูที่เมืองไทยที่หลายคนบอกว่าประเทศของเราอยู่เป็นประเทศกำลังพัฒนามาอย่างเนิ่นนาน แต่ถ้าลองมองการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เพียงหนึ่งวัน จะพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทยก้าวหน้าไปไกลกว่าภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจที่สื่อโลกเคยรับรู้
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของการที่ประเทศไทยมี “ภาคเอกชนที่เร็ว” และ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยีมากเป็นพิเศษ” ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปริมาณธุรกรรม real-time payment สูงที่สุดในโลก ขณะที่ประชากรไทยกว่า 60 ล้านคนมี digital footprint เกิดขึ้นทุกวัน และข้อมูลจาก Worldbank เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยคาดว่ามีมูลค่าราว 6% ของ GDP และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคอาเซียน อุตสาหกรรมบริการการเงิน การชำระเงินดิจิทัล ฟินเทค ซอฟต์แวร์ และวิศวกรรม ถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราการจ้างงานเติบโตเร็วที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
แต่ปัญหาคือ เรามี “พฤติกรรมดิจิทัลที่เร็ว” แต่โครงสร้างพื้นฐานของเราไม่แข็งแรง ทั้งระบบจึงไม่สามารถรองรับการเติบโตในระยะยาวได้ ระบบยังไม่เชื่อมต่อกันแบบ ecosystem ทำให้การเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงเกิดขึ้น คนไทยจึงเป็นแค่ผู้ใช้งาน ไม่ได้เป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มให้คนมาใช้ เงินจำนวนมากจึงไหลออกนอกประเทศตลอดเวลา
จากมุมมองนี้เลยอยากลงลึกอีกนิดว่าเมืองไทยจริงๆแล้วเราอยู่ตรงไหนของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยขอยืม 6 เสาหลัก Digital Economy ในมุม World Bank มาเป็นกรอบที่จะคุยกันวันนี้ครับ
เสาหลักที่ 1: Digital Infrastructure – โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับที่ดีมากโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เรามีผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระดับโลก ถึงแม้ยังมีปัญหาอยู่บ้างในพื้นที่ชนบท แต่ความสำเร็จนี้ทำให้ไทยมีฐานที่ดีต่อการพัฒนาแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในอนาคต
เสาหลักที่ 2: Digital Platforms – แพลตฟอร์มดิจิทัล
ประเทศไทยมีแพลตฟอร์มเอกชนที่แข็งแรง เช่น e-commerce, food delivery, digital banking มีการใช้งานทั่วประเทศ แต่แพลตฟอร์มภาครัฐยังมีปัญหา “การไม่เชื่อมต่อกัน” (fragmentation) แอปภาครัฐจำนวนมากทำงานต่างคนต่างทำ ข้อมูลไม่สามารถเชื่อมโยงกันแบบ real-time และการยืนยันตัวบุคคล (Digital ID) ก็ยังไม่กลายเป็นมาตรฐานกลางของประเทศ
เสาหลักที่ 3: Digital Financial Services (DFS) – การเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล
เสานี้คือ “จุดแข็งที่สุดของไทย” ในเมืองไทยเรามี:
สิ่งที่น่าสนใจคือ World Bank มองว่าการเติบโตของการเงินดิจิทัลจะเปิดประตูใหม่ให้กับเศรษฐกิจ เช่น
และในมิตินี้เอง Digital Asset สามารถเป็น “ศักยภาพใหม่” ของไทย เพราะเมืองไทยเรามีกฎหมายกำกับด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจน มีผู้ใช้งานติดระดับโลก และมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคมากมาย โดยแม้ยังไม่ใช่ส่วนหลักของเศรษฐกิจ แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างโอกาสได้หากกำกับดูแลเหมาะสม
เสาที่ 4: Digital Businesses – ธุรกิจดิจิทัล
ธุรกิจใหญ่ในไทย เช่น ค้าปลีก การเงิน และโลจิสติกส์ ใช้ดิจิทัลเต็มรูปแบบ สามารถ Transform และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยเรายังไม่มีองค์กรระดับประเทศที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มตัวเองจริงๆ และ SME จำนวนมากยังติดอยู่ในระบบเดิม ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพได้ นี่คือจุดที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนา เพราะ SME คือฐานเศรษฐกิจจริงของประเทศ การสนับสนุนให้ SME เข้าถึง e-commerce, ระบบหลังบ้านดิจิทัล และเครื่องมือ AI ช่วยงาน จะเพิ่มผลิตภาพของประเทศโดยรวม
และในมุมสินทรัพย์ก็เป็นมุมที่เมืองไทยเริ่มทำได้ดี มีบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหลายบริษัท แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น
เสาหลักที่ 5: Digital Skills – ทักษะดิจิทัล
นี่คือเสาที่อ่อนที่สุดของไทย แรงงานไทยรู้วิธีใช้มือถือ แต่ไม่รู้วิธีใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เด็กไทยใช้มือถือคล่อง แต่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ไม่เก่ง แรงงานจำนวนมากยังขาด digital literacy ขั้นพื้นฐาน และบริษัทจำนวนมากขาดบุคลากรด้าน Data, AI, Cybersecurity
ไทยขาด “ทักษะดิจิทัลระดับกลาง” ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด
เสาหลักที่ 6: Digital Government – ภาครัฐดิจิทัล
แม้ภาครัฐไทยเริ่มพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบออนไลน์มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังเป็น “แอปแยกส่วน” มากกว่า “แพลตฟอร์มเดียว” เรายังต้องการ
ผลลัพธ์คือ จะสร้างรัฐที่โปร่งใสขึ้น ประสิทธิภาพสูงขึ้น และลดต้นทุนทั้งระบบอย่างมหาศาล
World Bank ชี้ชัดว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะ “กระโดดข้ามขั้น” (leapfrog) ได้ หากมี 2 สิ่ง: การเงินดิจิทัลเข้าถึงง่าย และโครงสร้างพื้นฐานเปิดให้เอกชนสร้างนวัตกรรมได้ ประเทศไทยมีทั้งสองอย่าง และสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อคเชน เป็นหนึ่งในเทคโนโลยี ที่สามารถจะนำมาประยุกต์ใช้ทำให้เกิดขึ้นจริง เพราะมันเปิดโอกาสใหม่ในหลายมิติ เช่น:
ประเทศไทยมี 3 เสาหลักที่แข็งแรง: พฤติกรรมดิจิทัลของประชาชน มีระบบการเงินดิจิทัล และมีเอกชนที่ปรับตัวเร็ว แต่ก็ยังมี 3 เสาหลักที่ต้องเร่งพัฒนาในด้านทักษะแรงงานดิจิทัล การเชื่อมข้อมูลของภาครัฐ และการยกระดับ SME เข้าสู่ดิจิทัล
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่สมบูรณ์ ที่ภาครัฐและเอกชนเดินไปด้วยกัน ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง และในโลกที่วิ่งด้วยความเร็วแบบ exponential ประเทศที่หยุดพัฒนาแม้เพียงไม่กี่ปี อาจถูกทิ้งไว้หลายทศวรรษ สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่สามารถเป็นหนึ่งในโอกาสที่ไทยสามารถใช้เป็นแต้มต่อในการแข่งขันระดับภูมิภาค
ประเทศไทยต้องเลือกแล้วว่า เราจะเป็นผู้ตาม หรือจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่ใช้ดิจิทัลเป็นฐานการเติบโตยุคใหม่อย่างแท้จริง นั่นคือสิ่งที่เราต้องตัดสินใจสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ครับ มาติดตามกัน
บทความโดย : วรพจน์ ธาราศิริสกุล
Source::
World Bank. Thailand Economic Monitor: Digital Pathways to Growth (2025). World Bank
Bank of Thailand Payment Statistics – PromptPay transactions (2025). Bot Application
DataReportal / Statista – Mobile and Internet Penetration, Thailand. Antom Knowledge Source

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย