
BlackRock จำกัดการถอนกองทุน Private Credit จากแรงกดดันด้านสภาพคล่อง แม้จะไม่กระทบ IBIT โดยตรงในเชิงโครงสร้าง แต่ก็อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ BlackRock ได้
วันศุกร์ที่ผ่านมา (6 มี.ค.) BlackRock บริษัทผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลกได้ประกาศจำกัดการถอนเงิน จากกองทุน HPS Corporate Lending Fund (HLEND) ซึ่งเป็นกองทุนสินเชื่อส่วนบุคคล (Private Credit) ระดับเรือธงที่มีมูลค่าสินทรัพย์สูงถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์
โดย BlackRock ระบุว่า สาเหตุที่ระงับมาจากการที่ในไตรมาสแรกของปีนี้ มีนักลงทุนยื่นขอถอนเงินรวมราว 1,200 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 9.3% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ซึ่งเกินกว่าขีดจำกัดที่กองทุนกำหนดไว้ว่าสามารถถอนได้เพียง 5% ต่อไตรมาส
จากการที่นักลงทุนแห่ถอนเงินจึงทำให้ บริษัทอนุมัติการจ่ายคืนได้เพียงบางส่วน หรือราว 620 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น อีกทั้งคำขอถอนเงินส่วนที่เหลือต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน สะท้อนแรงกดดันด้านสภาพคล่องที่เริ่มปรากฏขึ้นในตลาด Private Credit ซึ่งกำลังถูกจับตาอย่างหนักในช่วงนี้
ทั้งนี้ จุดที่ตลาดกังวลคือ กองทุน Private Credit คืกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในสินเชื่อหรือปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ง่ายเหมือนหุ้นหรือพันธบัตร
ดังนั้นเมื่อมีนักลงทุนจำนวนมากต้องการถอนเงินพร้อมกัน ผู้จัดการกองทุนจึงไม่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านี้ให้เป็นเงินสดได้ทันที และต้องใช้มาตรการจำกัดการถอนเงินเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขายสินทรัพย์แบบเร่งด่วน
ปัญหาคือ BlackRock ไม่ได้เป็นรายเดียวที่กำลังเผชิญแรงกดดันลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้ Blackstone ก็เพิ่งขยายเพดานการถอนในกองทุนหนึ่งจาก 5% เป็น 7% พร้อมอัดเงินของบริษัทรวมกว่า 400 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับคำขอถอนทั้งหมด
ขณะที่ Blue Owl ก็มีรายงานว่าต้องขายสินเชื่อมูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อหาเงินมาจ่ายผู้ลงทุนเช่นกัน ภาพทั้งหมดนี้ทำให้ความกังวลต่ออุตสาหกรรม private credit ซึ่งมีขนาดระดับ 2–3.5 ล้านล้านดอลลาร์ เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อความกังวลเริ่มมากขึ้น ตลาดหุ้นก็ตอบสนองทันที หุ้นของ BlackRock ร่วงแรงราว 6.7% ในวันเดียว ขณะที่หุ้นของผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่อื่นอย่าง Apollo, Ares และ KKR ก็ปรับตัวลงตามกันในช่วงประมาณ 4–6% สะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้มองว่า นี่คือปัญหาเฉพาะบริษัท แต่เริ่มมองเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของตลาด private credit มากกว่า
ในทางตรง กองทุน Private Credit อย่าง HLEND ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกองทุน Bitcoin ETF ของ BlackRock โดยตรงใด ๆ เลย
แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดเริ่มจับตาคือ BlackRock ไม่ได้เป็นแค่ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ออกกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Bitcoin ETF ที่มีบทบาทมากที่สุดในตลาดสหรัฐฯ อีกด้วย
ดังนั้นเมื่อ BlackRock ต้องออกมาจำกัดการถอนเงินในกองทุน แม้จะเป็นคนละผลิตภัณฑ์ คนละโครงสร้าง และคนละประเภทสินทรัพย์ แต่ในเชิงจิตวิทยา เหตุการณ์นี้ก็อาจกระทบต่อ ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ BlackRock ได้บ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนทั่วไปที่ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างกองทุนแต่ละประเภทอย่างละเอียด
พูดง่าย ๆ คือ แม้ปัญหาจะเกิดในฝั่ง Private Credit แต่ชื่อของ BlackRock ที่ไปปรากฏอยู่บนพาดหัวข่าวเรื่อง “จำกัดการถอนเงิน” ก็อาจสร้างภาพจำเชิงลบในระยะสั้นได้
และเมื่อบริษัทเดียวกันนี้เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด Bitcoin ETF ด้วย นักลงทุนบางส่วนก็อาจเริ่มตั้งคำถามกว้างขึ้นเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง ความสามารถในการรับมือภาวะตึงตัวของตลาด หรือแม้แต่เสถียรภาพของกระแสเงินลงทุนในผลิตภัณฑ์อื่นภายใต้แบรนด์เดียวกัน
สรุปคือ ข่าวการจำกัดถอนเงินของ BlackRock ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin ETF จะมีปัญหาตามไปด้วยโดยตรง แต่สิ่งที่อาจถูกกระทบมากกว่าคือ ความเชื่อมั่นต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของ BlackRock ซึ่งในตลาดที่อ่อนไหวเช่นนี้ ผลกระทบทางอ้อมแบบนี้ก็อาจกดดันความเชื่อมั่นได้เช่นกัน
อ้างอิง : reuters beincrypto coindesk

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย