
ผู้บริหารกระดานเทรดในไทยมองตรงกันว่า การที่ ก.ล.ต. เปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถขอใบอนุญาตทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องตั้งบริษัทใหม่ ถือเป็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ที่จะยกระดับตลาดคริปโทไทยสู่ระบบที่ครบวงจรมากขึ้น
วานนี้ (20 เม.ย.) ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับเกณฑ์ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ถอีกก้าวสำคัญของตลาดคริปโทไทย โดยเฉพาะการเปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถให้บริการสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงคริปโทได้ โดยไม่ต้องตั้งบริษัทใหม่
การขยับของก.ล.ต. ในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมให้ การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะ “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน” อย่างจริงจังมากขึ้น และเริ่มเชื่อมตลาดคริปโทเข้ากับโครงสร้างตลาดทุนแบบดั้งเดิม ไม่ใช่แค่พื้นที่เก็งกำไรเหมือนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ ก.ล.ต. จับตาคือ “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” หรือ Conflict of Interest (COI) โดยเฉพาะในกรณีที่ศูนย์ซื้อขายสามารถเห็นข้อมูลคำสั่งซื้อขายของลูกค้า หากขยายไปทำธุรกิจอนุพันธ์ด้วย ก็อาจเกิดคำถามเรื่องการใช้ข้อมูลนั้นเพื่อประโยชน์ของตัวเองได้ ทำให้เรื่องมาตรการป้องกันและความโปร่งใส กลายเป็นหนึ่งในโจทย์ของผู้ประกอบการไทยรอบนี้
ท่ามกลางจุดเปลี่ยนนี้ Crypto by efinancethai ได้รวบรวมมุมมองจากผู้บริหารกระดานเทรดในไทย เพื่อสะท้อนว่าการเปิดทางสู่ “Crypto Derivatives” ภายใต้การกำกับดูแลของไทย จะช่วยยกระดับตลาด หรือเพิ่มความท้าทายมากขึ้นกันแน่
นายปกเขตร รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกซ์บิท ดิจิทัล แอสเซท จำกัด (Maxbit) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า การเปิดทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลเชื่อมกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าครั้งนี้ ถือเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด” ของตลาดคริปโทไทย นับตั้งแต่มี พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2561
โดยซีอีโอ Maxbit ระบุว่า ในระดับโลกตลาดอนุพันธ์มีขนาดใหญ่กว่าตลาด Spot อย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2025 มูลค่าการซื้อขาย Futures อยู่ที่ราว 62.4 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับตลาด Spot ที่อยู่ที่ราว 19.2 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น หรือใหญ่กว่าประมาณ 3.25 เท่า
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ที่ผ่านมา นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงเพียง 20–25% ของตลาดทั้งหมด ขณะที่ส่วนที่เหลือไหลไปยังแพลตฟอร์มต่างประเทศ
นายปกเขตรมองว่า ตลาดคริปโทไทยในปัจจุบันยัง “ขาด” โครงสร้างสำคัญหลายด้าน ทั้งผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ ระบบ Leverage ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับนักลงทุนสถาบัน
สำหรับ Leverage ในช่วงเริ่มต้นควรอยู่ที่ระดับ 3–5 เท่า และไม่ควรเกิน 10 เท่า เพื่อจำกัดความเสี่ยงของนักลงทุนรายย่อย โดยระบุว่า “ควรเริ่มแบบ conservative ก่อน ดีกว่าเปิด leverage สูงแล้ว retail เจ๊งกันยกแผง”
ขณะเดียวกัน ซีอีโอ Maxbit ก็ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ การไม่มีตลาดอนุพันธ์ในประเทศ ทำให้เม็ดเงินและผู้ใช้งานจำนวนมากไหลออกไปต่างประเทศ โดยจากจำนวนผู้ถือคริปโทในไทยราว 8.2 ล้านคน มีเพียงประมาณ 200,000 คนเท่านั้น ที่ยัง active อยู่ในระบบไทย
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเทรดที่ย้ายไปใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Binance, Bybit และ OKX กันหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยสามารถเปิดให้บริการ Futures ได้จริง และมีมาตรการยกเว้นภาษีเหมือนกับตลาด Spot นายปกเขตร คาดว่าจะสามารถดึงผู้ใช้งานกลับเข้าสู่ระบบในประเทศได้ราว 60–70%
ในส่วนของคำถามที่ว่า Maxbit จะยื่นขอใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ นายปกเขตร ระบุว่า บริษัทได้ติดตามความคืบหน้ามาตั้งแต่ ก.ล.ต. ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปี 2569
โดยบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ทั้งระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Engine) ระบบชำระราคา (Clearing) บุคลากร และเงินกองทุน ซึ่งมีแผนพิจารณายื่นขอใบอนุญาตหลังหลักเกณฑ์สุดท้ายมีความชัดเจน
ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ และผู้อำนวยการ Binance TH Academy เปิดเผยว่า การเปิดทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลเชื่อมกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในครั้งนี้ ถือเป็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ของตลาดคริปโทไทย มากกว่าจะเป็นเพียงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่
โดยมองว่า ที่ผ่านมา สินทรัพย์ดิจิทัลในไทยถูกจำกัดอยู่เพียงตลาด Spot เท่านั้น แต่เมื่อมีการเชื่อมกับ derivatives จะทำให้ตลาดมีความครบวงจรมากขึ้น
ทั้งในด้านการซื้อขาย การป้องกันความเสี่ยง และการใช้ leverage ซึ่งจะทำให้พฤติกรรมนักลงทุนเปลี่ยนจาก “ซื้อมาถือเฉย ๆ” ไปสู่การบริหารความเสี่ยงและการใช้กลยุทธ์มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องของตลาด และเปิดทางให้นักลงทุนสถาบันเข้ามามีบทบาทได้มากขึ้น เนื่องจากการทำ hedging ถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการลงทุนในระดับสถาบัน
ทั้งนี้ ดร.กร มองว่าตลาดคริปโทไทยยังขาดองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ ความลึกของสภาพคล่อง และการมีส่วนร่วมของนักลงทุนสถาบัน
ดร.กร คาดว่า หากกฎเกณฑ์เปิดจริงและมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม ในระยะกลางมีโอกาสเห็นตลาด derivatives ในไทยเติบโตได้ราว 3–5 เท่าของตลาด Spot แม้จะยังไม่สามารถขยายตัวเทียบเท่าตลาดโลกในทันที เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้าน leverage ความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ และความเข้าใจของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมา “สัดส่วนสำคัญ” ของนักเทรด โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ futures หรือ quant trading จำเป็นต้องย้ายไปใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เนื่องจากในไทยยังไม่มีผลิตภัณฑ์รองรับ
ซึ่งการเปิดตลาดอนุพันธ์ในประเทศจะช่วยดึงผู้ใช้งานบางส่วนกลับมาได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและความโปร่งใส แต่กับกลุ่มนักเทรดที่ต้องการ leverage สูง หรือความยืดหยุ่นของผลิตภัณฑ์ในระดับสูง ก็อาจยังคงเลือกใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศต่อไป
ดร.กร ระบุว่า ธุรกิจอนุพันธ์ถือเป็น “ชิ้นส่วนที่ขาดหายไป” สำคัญของ ระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย โดย Binance TH ได้มีการศึกษาและเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้ง กฎหมาย, การบริหารความเสี่ยงและเทคโนโลยีแล้ว
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยื่นขอใบอนุญาตจะขึ้นอยู่กับกรอบของ ก.ล.ต. และรายละเอียดของกฎเกณฑ์ที่จะออกมา เนื่องจากสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสามารถให้บริการได้อย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับกฎระเบียบ
สำหรับประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (COI) และการเข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อขาย ดร.กร มองว่าเป็น “ประเด็นมาตรฐานระดับโลก” ที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจัง
โดยแนวทางหลักคือการแยกโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจน เช่น แยกระหว่างส่วนของกระดานเทรดกับการนำเงินทุนของบริษัทมาเทรดเอง พร้อมมีระบบตรวจสอบย้อนหลัง (audit trail) และระบบเฝ้าระวัง (surveillance) เพื่อตรวจจับความผิดปกติ รวมถึงเปิดให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบ (third-party audit) และรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่างโปร่งใส
ทั้งนี้ มองว่าหากประเทศไทยต้องการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดอนุพันธ์คริปโท จำเป็นต้องยึดมาตรฐานเดียวกับตลาดระดับโลก หรือสูงกว่านั้น
นายอรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัทบิทคับ เปิดเผยว่า การเปิดทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลเชื่อมกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าครั้งนี้ ถือเป็น “จุดเปลี่ยนที่สำคัญ” และเป็นนิมิตหมายที่ดีต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย
โดยมองว่า ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก การที่ ก.ล.ต. เปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถให้บริการได้ จึงสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่รอเครื่องมือบริหารความเสี่ยงมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในตลาดที่มีความผันผวนสูงอย่างสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถ hedge ความเสี่ยงได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่และสถาบัน อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางของ ก.ล.ต. ที่เริ่มเปิดให้กองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคลสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้มากขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ นายอรรถกฤตมองว่า ตลาดคริปโทไทยที่ผ่านมา “ขาด” ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์มาอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นที่ควรพัฒนาเพิ่มเติม เช่น Staking และการเชื่อมต่อกับกระเป๋าเงิน Web3
สำหรับรูปแบบของ Futures ในไทย คาดว่าจะถูกออกแบบภายใต้การกำกับดูแลที่ค่อนข้างระมัดระวัง โดยเฉพาะในเรื่องของระดับ Leverage ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถูกจำกัด เพื่อเน้นให้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง มากกว่าการเก็งกำไร
ในด้านผลกระทบต่อผู้ใช้งาน นายอรรถกฤต ยอมรับว่า ที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเลือกใช้บริการแพลตฟอร์มต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในไทย
อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบธุรกิจในประเทศสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้มีความใกล้เคียงกับต่างประเทศได้ ก็มีโอกาสดึงเม็ดเงินและผู้ใช้งานกลับเข้าสู่ระบบในประเทศได้ พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
แต่ในระยะเริ่มต้น ผลิตภัณฑ์ในไทยอาจมีความแตกต่างจากต่างประเทศ เช่น การใช้สัญญาที่มีวันหมดอายุ (Expiration Date) แทน Perpetual Contract และอาจรองรับเฉพาะสินทรัพย์ขนาดใหญ่ก่อน เช่น Bitcoin และ Ethereum ซึ่งอาจยังไม่ตอบโจทย์นักเทรดบางกลุ่ม
ดังนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายและแข่งขันได้ในระยะยาว จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ตลาดไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ในส่วนของแผนธุรกิจ คุณอรรถกฤต ระบุว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ และหารือกับ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่สามารถให้บริการได้ ก่อนตัดสินใจยื่นขอใบอนุญาตในขั้นตอนถัดไป
สำหรับประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) จากการเข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อขาย (order book) ของลูกค้า นายอรรถกฤต ระบุว่า บริษัทมีมาตรการ “Chinese Wall” เพื่อแยกการเข้าถึงข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้เฉพาะพนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้
นอกจากนี้ ยังย้ำว่าบริษัทไม่ได้ประกอบธุรกิจด้าน proprietary trading หรือการนำเงินของบริษัทไปลงทุนเพื่อเก็งกำไรเอง และยึดหลักการดำเนินธุรกิจตามกรอบกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก
อ้างอิง : SEC

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย