
"เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,440 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,250 - 1,440 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 90 บาท/หุ้น
ปัจจัยบวก คือ กำไร บจ.ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปี 68 ราว 4% ประกอบกับ Valuation ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก คาดการณ์เงินปันผลคิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) เฉลี่ยที่ 4.2% ประกอบกับ ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะปรับลงได้อีก 1 - 2 ครั้งในปีหน้า ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ระดับ 0.75 - 1% ส่งผลให้ Sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นไทยน่าสนใจมากขึ้น
ขณะที่ ปัจจัยลบที่ต้องระมัดระวัง คือ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 69 มีแนวโน้มชะลอตัว เพราะฐานครึ่งแรกปี 68 อยู่ในระดับสูง เนื่องจากมีการเร่งส่งออกในช่วงดังกล่าว เพื่อเป็นการหนีภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯที่ในช่วงดังกล่าวตั้งท่าจะเก็บภาษีคู่ค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มองว่า รัฐบาลรักษาการจะอยู่ในตำแหน่งอย่างน้อยถึงช่วงเดือน เม.ย.69 ทำให้การออกนโยบายเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนแรกของปีเป็นไปได้อย่างจำกัด
ฟาก การเติบโตของ GDP ปี 69 คาดไว้ในกรอบ 1.5 - 1.6% โดยปัจจัยหนุนยังคงต้องพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องยนต์หลักที่ยังพอพึ่งพาอาศัยได้ในช่วงนี้ ประกอบกับ ต้องลุ้นว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาหลังการเลือกตั้ง จะมีโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่หรือไม่ ? ถ้ามีก็จะช่วยหนุน GDP ได้บ้าง ขณะที่ปัจจัยกดดัน คือ ภาคการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวจากฐานปี 68 สูง และยังไม่มีมาตรการรัฐเข้ามาพยุงเศรษฐกิจให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับ การเลือกตั้งในปี 69 ยังมีมุมมองเชิง"บวก" เพราะคาดว่าทุกอย่างจะสามารถเป็นไปได้ตามกำหนดที่ประกาศไว้ และจะได้รัฐบาลเข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือน เม.ย.69 ซึ่งหลังจากนั้นจะได้เห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากขึ้น ทำให้ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 69 มีแนวโน้มโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก
ส่วน ธีมการลงทุนปี 69 แนะนำเลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลระดับสูง และผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถดักเก็งกำไรบริษัทที่มีแนวโน้มซื้อหุ้นคืนได้ด้วย เพราะมองว่าปี 69 จะยังเห็นการซื้อหุ้นคืนจำนวนมากอยู่ ดังนั้น ให้มองหาหุ้นที่มีเงินสดจากการดำเนินงานสูง และไม่มีแผนการลงทุนมากนัก จะเป็นบริษัทที่มีโอกาสซื้อหุ้นคืนได้
ทั้งนี้ สัดส่วนการกระจายการลงทุนในปี 69 แนะนำนักลงทุน ถือตราสารหนี้สัดส่วน 33%, หุ้นไทยสัดส่วน 33% และหุ้นต่างประเทศสัดส่วน 33% เป็นต้น
"ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,400 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,150-1,400 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 92 บาท/หุ้น
ปัจจัยบวกจะมาจากการเลือกตั้งในประเทศ ที่มีมุมมองเป็น "บวก" เนื่องจากคาดการณ์จะเกิดขึ้นตามกำหนดเดือน ก.พ.69 และหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น คาดจะใช้เวลาไม่นานที่จะสามารถได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ ต่างจากการเลือกตั้งปี 66 ที่ใช้เวลาหานายกรัฐมนตรีค่อนข้างนาน เพราะมีการโหวตผ่าน สว. ด้วย แต่ครั้งนี้จะไม่มี สว.แล้ว ทำให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างรวดเร็ว และจะทำให้เห็นความชัดเจนต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ได้รวดเร็ว ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น และจะช่วยสร้างสเถียรภาพต่อตลาดทุนในช่วงดังกล่าวด้วย
ขณะที่ การเติบโตของ GDP ปี 69 คาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ถือว่ายังเป็นการขยายตัวระดับต่ำอยู่ เนื่องด้วยจะยังได้รับปัจจัยกดดันจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ประกอบกับภาคการบริโภคในประเทศยังคงทรงตัวจากปี 68 ทำให้ไม่สามารถดัน GDP ให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้ ทำให้ต้องพึ่งพาภาคการลงทุนจากรัฐบาลเป็นหลักในการขับเคลื่อน GDP ปีหน้า
ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า กนง. จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศได้อีกเพียง 1 ครั้ง ที่ 0.25% ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีหน้าจะอยู่ที่ระดับ 1% เนื่องจากเริ่มมองเห็นถึงความไม่แน่นอนต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปีหน้า ซึ่งจะมีผลต่อธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกด้วย
สำหรับ ธีมการลงทุนในปี 69 มี 2 ธีมหลัก คือ 1.เน้นลงทุนในกลุ่ม Value Play หุ้นที่ราคาปี 68 ปรับตัวลงมามากในปีนี้ แต่ผลการดำเนินงานยังมีแนวโน้มเติบโตได้ในอนาคต และ 2.กลุ่ม Dividend Play ที่ให้อัตราเงินปันผลระดับสูง และผลประกอบการระยะถัดไปยังสามารถเติบโตต่อได้
ทั้งนี้ สัดส่วนพอร์ตการลงทุนที่แนะนำในปี 69 ประกอบด้วย ตราสารหนี้สหรัฐฯแบบไม่ Hedge สัดส่วน 30%, หุ้นไทยสัดส่วน 20%, หุ้นต่างประเทศสัดส่วน 20%, สินทรัพย์อื่น ๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์สัดส่วน 20% และเงินสดสัดส่วน 10%
"กิจพณ ไพรไพศาลกิจ" รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,380 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,200 - 1,380 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 90 บาท/หุ้น
แม้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่เด่น แต่ถือเป็นจังหวะที่เอื้อกับการลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในจุดติดลบ ทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ไม่ดึงดูดใจสักเท่าไร ส่งผลบวกต่อ Sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นไทย อีกทั้ง Valuation ของตลาดหุ้นไทย ณ ปัจจุบัน ถือว่าไม่แพง แถมยังมีหุ้นที่จ่ายเงินปันผลระดับสูงให้เลือกซื้อจำนวนมาก
ส่วนปัจจัยลบการเบิกจ่ายงบประมาณปี 70 ที่มีความเสี่ยงล่าช้า ขณะที่การลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯในปี 69 อาจไม่ได้ปรับตัวลงมากอย่างที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้อาจเป็นจุดจบของวัฎจักรดอกเบี้ยทั่วโลกที่เป็นขาลงได้ ด้านภาคการส่งออกในประเทศมีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวลงจากปีก่อน เพราะตัวเลขส่งออกปีนี้อาจเติบโตได้ราว 10% ซึ่งเป็นฐานที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ปีหน้ามีความท้าทายมากขึ้น
สำหรับ GDP ปี 69 คาดเติบโต 1.8% คาดตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้แตกต่างจากปี 68 มากนัก แต่ภาคการบริโภคอาจลดลงตามภาวะเศรษฐกิจบ้าง ประกอบกับ ภาคการส่งออกมีแนวโน้มเติบโตไม่ถึง 10% เป็นปัจจัยกดดันการเติบโต GDP อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยในปีหน้าจะขับเคลื่อนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบเป็นหลัก ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของ GDP เหมือนปีก่อน ๆ
ด้านการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงเดือน ก.พ.69 ตามสถิติย้อนหลัง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น จะทำให้ SET Index ก่อนการเลือกตั้งสามารถปรับตัวขึ้นได้ แต่ต้องติดตามต่อหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ต้องตามต่อว่ารัฐบาลจะมีสเถียรภาพมากแค่ไหน ถ้ารัฐบาลสามารถมีเสียง 2 ใน 3 ของสภาได้จะหนุนให้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้อีกรอบ
ขณะเดียวกัน ประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้เพียงอีก 1 ครั้งเท่านั้นในปี 69 ส่งผลให้อัจตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีหน้าจะอยู่ที่ระดับ 1% เนื่องจากวัฎจักรดอกเบี้ยขาลงทั่วโลกใกล้ถึงช่วงสิ้นสุดแล้ว
ทั้งนี้ การลงทุนปี 69 มี 3 ธีมแนะนำ คือ 1.เลือกหุ้นที่รับอานิสงส์การท่องเที่ยวฟื้นตัว แนะนำ AOT, CENTEL และ MINT, 2.เลือกหุ้นที่รับอานิสงส์นโยบายรัฐ แนะนำ KBANK และ KTC เป็นต้น 3.เลือกหุ้นที่รับอานิสงส์เม็ดเงิน FDI ไหลเข้า แนะนำ GULF, BGRIM และ WHAUP เป็นต้น
ส่วนการกระจายความเสี่ยงของพาร์ตการลงทุนในปี 69 แนะนำถือหุ้นไทยสัดส่วน 30%, หุ้นต่างประเทศสัดส่วน 20%, ตราสารหนี้สัดส่วน 20%, ทองคำสัดส่วน 10%, กองรีทสัดส่วน 10% และเงินสดสัดส่วน 10%
"มงคล พ่วงเภตรา" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,380 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,200 - 1,380 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 82.40 บาท/หุ้น
ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยปี 69 ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้การทำสงครามมีการปะทุขึ้นต่อเนื่อง และเปลี่ยนคู่การปะทะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาว่าความกังวลเรื่องสงครามการค้าจะจบหรือไม่ ?
เริ่มจากในช่วงเดือน ม.ค.69 ที่ศาลสหรัฐฯจะมีคำตัดสินว่าการดำเนินนโยบายขึ้นกำแพงภาษีของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐฯสามารถทำได้หรือไม่ ? ถ้าผลออกมาว่าทำไม่ได้จะคลายความกดดันต่อ Sentimennt การลงทุนในตลาดโลก ในทางตรงข้ามถ้าสามารถทำต่อได้ ก็ยังจะกดดันการลงทุนในตลาดหุ้นต่อไป
ขณะที่ การเติบโต GDP คาดไว้ที่ 1-1.5% โดยต้องจับตาดูการเลือกตั้งในประเทศเป็นหลัก ถ้าการเลือกตั้งออกมาแย่จะทำให้ GDP เติบโตต่ำกว่าระดับ 1.5% แต่ถ้าทุกอย่างออกมาดี ก็มีลุ้นที่จะยืนเหนือตัวเลข 1.5% ได้เหมือนกัน และอาจทำให้เห็นการเกิด Rally ที่ร้อนแรงของ SET Index ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การเติบโต GDP ไทยปีหน้า ก็ยังต้องพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องยนต์เดียวที่เป็นความหวังขณะนี้ ขณะที่การส่งออกที่เคยเป็นอีกตัวหลักยังโดนผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลเข้ามาบูทภาคการบริโภคในประเทศ เพราะเป็นสัดส่วนสูงเทียบกับ GDP ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตของ GDP ได้
ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 69 คาดการณ์ว่า ยังต้องปรับลงอีกตามทิศทางดอกเบี้ยโลกที่อยู่ในช่วงขาลง แต่ประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพียง 1 ครั้งเท่านั้นในปี 69 เพื่อเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยในปี 69 จะอยู่ที่ระดับ 1%
ธีมการลงทุนปี 69 แนะนำลงทุนในหุ้นที่ราคาปี 68 ปรับตัวลงมามาก แต่ต้องมีคุณสมบัติสามารถเติบโตได้ในช่วงเศรษฐกิจไทยซบเซา และกำไรสุทธิควรเติบโตมากกว่าระดับ 10% จากปีก่อน และมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลที่ดีพอสมควร อย่างน้อยต้องจ่ายปันผลคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ระดับ 3% ต่อปีขึ้นไป ส่วน
สัดส่วนพอร์ตการลงทุนปี 69 แนะนำลงทุนหุ้นไทยสัดส่วน 40% หุ้นจีน-ญี่ปุ่นสัดส่วน 30% และถือเงินสด 30%
"สรพล วีระเมธีกุล" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,375 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,210 - 1,375 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 90.50 บาท/หุ้น
ปัจจัยบวก คือจะได้เห็นการหมุนเม็ดเงินลงทุนเข้าไปยังในกลุ่มหุ้น Valuation ต่ำมากขึ้น และคาดจะได้เห็นการจ่ายเงินปันผลพิเศษ และการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ในปีหน้าด้วย ส่งผลให้ SET Index ในปี 69 จะมีการรีบาวด์ได้เป็นระยะ ๆ จากปัจจัยดังกล่าว
ขณะที่ การเติบโตของ GDP ในปี 69 ตาดอยู่ที่ 1.6% โดยเครื่องยนต์หลักที่เป็นตัวพึ่งพาสำคัญของประเทศไทย คือ ภาคการท่องเที่ยว โดยคาดมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไทยจำนวน 34.20 ล้านคน แล้วก็วางสายไม่สะดวกคุย

หัวหน้าข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย