วัดพลัง 2 แบงก์ ขวัญใจสายปันผล TISCO – KKP ใครน่าสนใจกว่ากัน

efinAI
ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/69 ออกมาครบถ้วน สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย โดยภาพรวมถือว่ามีกำไรที่เติบโตดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ นอกจากธนาคารขนาดใหญ่ที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนจับตา 2 ธนาคารขนาดกลางอย่าง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ก็ถือเป็นไฮไลท์สำคัญ ที่นักลงทุนต่างจับตามอง จากความโดดเด่นในเรื่องของปันผลที่อยู่ในระดับสูงและสม่ำเสมออันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม และที่สำคัญทั้ง 2 แบงก์นี้กำลังจะขึ้น XD ปันผลในวันที่ 29 เม.ย.นี้พร้อมกันอีกด้วย
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จึงได้นำข้อมูลที่น่าสนใจของทั้ง 2 ธนาคาร มาให้ได้ติดตาม รวมถึง มุมมองจากนักวิเคราะห์ ต่อหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ ว่าหลังจากประกาศผลประกอบการแล้ว มีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน
สรุปงบ Q1/69
TISCO ภาพรวมงบไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากรายได้การดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่ง ทั้งค่าธรรมเนียม bancassurance และ ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัว ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมและรายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังได้แรงสนับสนุนจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตลอดจน
KKP ภาพรวมงบไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 1,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และ มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและการตั้งสำรองที่ลดลง นอกจากนี้ ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอขายลดลง ในขณะที่สินเชื่อเติบโต 1.5% QoQ ซึ่งมาจากสินเชื่อรายใหญ่ และ สินเชื่อเอสเอ็มอี
| ข้อมูล | TISCO | เปลี่ยนแปลง | KKP | เปลี่ยนแปลง | |
| กำไร(ลบ.) | 1,734 | 5.5% YoY | 1,955 | 84.2% YoY | |
| รายได้(ลบ.) | 5,162 | 10.3% YoY | 6,699 | 12.5% YoY | |
| รายได้ดอกเบี้ย | 3,443 | -3.4% YoY | 4,216 | -5.2% YoY | |
| รายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ย | 1,719 | 27.2% YoY | 2,483 | 64.7% YoY | |
| สินเชื่อ(ลบ.) | 235,094 | -0.3% YTD | 348,628 | 1.5% YTD | |
| NPL(ลบ.) | 4,949 | -7.85% YTD | 14,847 | -1.88% YTD | |
| ตั้งสำรอง (ลบ.) | 775 | 101% YoY | 961 | -12.90% YOY | |
| มาร์เก็ตแคป(ลบ.) | 91,273 | 71,750 |
สแกนจุดน่าสนใจ หนุนผลงานอนาคต
TISCO มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.4% จากต้นทุนเงินทุนที่ลดลงท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลง ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 27.2% จากทุกธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เติบโตถึง 18.6% ในขณะที่ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัว ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น จากการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
ขณะที่มองไปในช่วงที่เหลือของปี นักวิเคราะห์ ส่วนใหญ่คาด TISCO สินเชื่อปีนี้จะเติบโตที่ 0-5% แต่คาดมีแนวโน้มปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลง เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร และ คุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากธนาคารชะลอสินเชื่อทะเบียนรถ และ หันไปเน้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และมอเตอร์ไซค์มากขึ้น
KKP มาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสูงกว่าที่คาด โดยหลักมาจากขาดทุนจากการขายรถยึดลดลง การตั้งสำรองหนี้สูญ (ECL) ลดลง สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น ซึ่งผลขาดทุนจากการขายรถยึดลดลงเป็น 331 ล้านบาทในไตรมาส 1/69 เทียบกับ 694 ล้านบาท ในไตรมาส 1/68 และ 506 ล้านบาท ในไตรมาส 4/68 ตลอดจนคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น โดยสัดส่วน NPL ratio ลดลงเหลือ 4.1% จาก 4.3%
จากกำไรที่ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โบรกฯ มีการปรับกำไรปี 69 ขึ้น ตลอดจน ทางผู้บริหารยังคงเดินหน้าเน้นรายได้จาก Wealth management อย่างต่อเนื่อง และ Dime! ที่เติบโตได้ดี รวมไปถึงเป้าหมาย Credit cost ที่รวมผลขาดทุนรถยึดปี 69 ที่ 160-180bps และ มีแนวโน้มผลขาดทุนรถยึดจะยังดีขึ้นต่อเนื่อง
| ปัจจัยบวก | ||
| TISCO | KKP | |
| รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.4%จากต้นทุนเงินทุนที่ลดลงท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลง | รายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัว โดยเฉพาะการเติบโตจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง | |
| รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 27.2% จากทุกธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย เติบโต 18.6% | การขาดทุนรถยึดลดลง | |
| ธุรกิจตลาดทุนฟื้นตัว ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า | การควบคุมค่าใช้จ่ายการดำเนินที่ดี ทำให้ Cost to income ratio ปรับลดลง | |
| รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น จากการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า | คุณภาพสินเชื่อดีขึ้น หนี้เสียลดลงจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่มีคุณภาพดีขึ้น | |
| ธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น โดยแรงสนับสนุนจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยอดขายรถ EV ที่เร่งตัวขึ้น ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ซึ่งปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ ในไตรมาส 1/69 เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า |
NIM ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.1% เพราะการควบคุมต้นทุนการเงินที่มีประสิทธิภาพ |
เตือนปัจจัยเสี่ยงคอยสกัดผลงาน
ส่วนปัจจัยลบ TISCO โบรกฯ ยังมีความกังวลถึงความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว และ ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง อาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มในระยะถัดไป ในขณะที่แนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อในปี 69 อาจอ่อนแอกว่าเป้าหมาย เนื่องจากธนาคารเน้นความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อรักษาคุณภาพพอร์ต ตลอดจนความผันผวนของราคารถยนต์ใช้แล้วที่อาจเกิดขึ้นในไตรมาส 2/69 อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ (Credit Cost) มีโอกาสสูงกว่าคาด หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น
ส่วนคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มแย่ลงตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป ซึ่งธนาคารได้ตั้งสำรองเพิ่มเติมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของงบดุล แม้ว่าคุณภาพสินทรัพย์จะดีขึ้น QoQ ในไตรมาส 1/69 โดยคาดว่า คุณภาพสินทรัพย์อาจอ่อนแอลง และ ราคารถมือสองอาจลดลง จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป
ซึ่งคาดว่า ผลกระทบยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คิดเป็น 20% ของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อทั้งหมด และ 45% ของสินเชื่อใหม่ และ อัตราการกันสำรองต่อ NPL ยังอยู่ในระดับสูงที่ 191% อย่างไรก็ตาม มองว่า จะมีผลลบต่อการเติบโตของรายได้ เนื่องจากธนาคารจำเป็นต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อควบคุมคุณภาพสินทรัพย์
ในขณะที่ปัจจัยลบ KKP โบรกฯ คาดว่า ขาดทุนรถยึดมีโอกาสมากกว่าคาด หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าเดิม และ แนวโน้ม NPLs ที่จะสูงขึ้นมากกว่าคาดจากภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีการแข่งขันด้านราคาในระดับสูง ซึ่งที่ผ่านมาการขาดทุนจากการขายรถเคยเป็นจุดอ่อนสำคัญของธนาคาร โดยสต็อกรถยนต์ลดลงเหลือต่ำกว่า 1,500 คันในไตรมาส 1/69 จากระดับสูงสุดที่ 6,000 คัน สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อสัดส่วนสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังอยู่ในระดับต่ำ (<5%) เนื่องจากมีความเสี่ยงขาดทุนเมื่อผิดนัดชำระสูง ธนาคารจึงเลือกปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยเน้นกลุ่มลูกค้ารายได้สูงเพื่อลดความเสี่ยง NPL
|
ปัจจัยลบ
|
||
| TISCO | KKP | |
| ความท้าทายจากเศรษฐกิจชะลอตัว และ ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง อาจกระทบความสามารถการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มในระยะถัดไป |
ความท้าทายด้านเศรษฐกิจจะเริ่มส่งผลกระทบสูงขึ้นใน Q2/69 ทำให้ต้องจับตาต่อคุณภาพสินเชื่อ การขาดทุนรถยึด ความสามารถในการเติบโตที่จะมีข้อจำกัดมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี |
|
| แนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อในปี 69 อาจอ่อนแอกว่าเป้าหมาย เนื่องจากเน้นความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อรักษาคุณภาพพอร์ต |
หากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อใหม่ลดลง | |
| ความผันผวนของราคารถยนต์ใช้แล้วที่อาจเกิดขึ้นในไตรมาส 2/69 อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ |
ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มปี 69 | |
| ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ (Credit Cost) มีโอกาสสูงกว่าคาด หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น |
ราคารถมือสองปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง |
สรุปความเห็น – มุมมองสำคัญ ใครยังเหลืออัพไซด์อยู่บ้าง
TISCO ยังเป็นหนึ่งในหุ้นธนาคารที่ได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์ จากจุดเด่นด้าน อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง (Dividend Yield) ระดับ 6.7-7% ต่อปี และ ROE แข็งแกร่งสูงสุดกลุ่ม แต่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมามาก ทำให้หลายสำนักยังคงคำแนะนำเพียง “ถือ” เนื่องจากอัพไซด์จากราคาเป้าหมายเหลือไม่มาก
โดยแนวโน้มอนาคต TISCO เป็นหุ้น Defensive เด่นในภาวะตลาดผันผวน ด้วยปันผลสูงต่อเนื่อง ทำให้เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นกระแสเงินสดสม่ำเสมอ กำไรโตไม่หวือหวา แต่คุณภาพสูง หลายโบรกมองตรงกันว่า การเติบโตกำไรอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง แต่มีเสถียรภาพ Valuation เริ่มตึงตัว ซื้อขายบน PBV 1.75-2.1 เท่า ถือว่าสูงเมื่อเทียบกลุ่มธนาคาร ทำให้อัพไซด์จำกัด หากราคาย่อลึก น่าสะสมเพื่อรับปันผล โดยเฉพาะหลังขึ้น XD หรือ ช่วงตลาดอ่อนตัว อาจเป็นจังหวะเข้าลงทุนระยะกลาง
| ข้อมูลสำคัญ | TISCO | KKP |
| คาดกำไรปี 69 (ลบ.) | 6,373-6,856 | 6,797-6,935 |
| คาดสินเชื่อทั้งปี | 0-5% | 2-3% |
| คาด Dividend Yield | 6.7-6.9% | 6.9-7.8% |
|
ราคาเป้าหมาย(บ./หุ้น) |
95-117 | 80-92 |
| อัพไซด์ | ติดลบ 16.29% ถึง 3.08% | ติดลบ 2.43% ถึง 12.19% |
| คำแนะนำส่วนใหญ่ | ถือ | ซื้อ / ถือ |
ที่มาข้อมูล : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ชั้นนำ
KKP กลายเป็นหนึ่งในหุ้นธนาคารที่นักวิเคราะห์กลับมาให้น้ำหนักเชิงบวกมากขึ้น หลังแนวโน้มผลประกอบการปี 69 ฟื้นตัวชัดเจน จากการตั้งสำรองลดลง ขาดทุนขายรถยึดเริ่มคลี่คลาย รายได้ค่าธรรมเนียมโตต่อเนื่อง และ ยังคงจุดแข็งเรื่อง เงินปันผลสูงระดับ 7-7.5% ต่อปี ซึ่งหลายสำนักปรับเพิ่มประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย พร้อมมองว่า KKP เป็นหุ้นธนาคารที่มี Valuation ไม่แพง เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง TISCO
โดยแนวโน้มอนาคต KKP กำไรเข้าสู่รอบฟื้นตัวชัดเจน หลายโบรกประเมินตรงกันว่ากำไรปี 2569 จะโต 10-17% จากฐานต่ำปีก่อน และ ภาระขาดทุนรถยึดลดลง ตลอดจนปันผลยังเป็นจุดขายหลัก ซึ่ง KKP ยังโดดเด่นด้านเงินปันผล คาดจ่าย 6.0-6.1 บาท/หุ้น ให้ผลตอบแทน 7-7.5% และ Valuation ถูกกว่าคู่แข่ง ซื้อขายเพียงราว 1x PBV ต่ำกว่า TISCO ที่ 2x PBV ทำให้ยังมีส่วนลดเชิงมูลค่า อีกทั้ง รายได้ใหม่เริ่มชัดขึ้น ทั้งธุรกิจ Wealth Management , ตลาดทุน และ แพลตฟอร์ม Dime! เริ่มเป็นตัวหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมในระยะยาว
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Reported by

กรณัช พลอยสวาท
ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย










