ถอดแนวคิด ’นายอ้วนเย็นตาโฟ’ กับการนำ ‘ศาสตร์พระราชา’ ยกระดับสตรีทฟู้ดไทย  

รูป ถอดแนวคิด ’นายอ้วนเย็นตาโฟ’ กับการนำ ‘ศาสตร์พระราชา’ ยกระดับสตรีทฟู้ดไทย  

efinAI


แรงบันดาลใจคนในครอบครัวสตรีทฟู้ด “ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ” ทายาทรุ่นที่ 3 “นายอ้วนเย็นตาโฟ เสาชิงช้า” ต่อยอดจนขยายกว่า 44 สาขา เดินตาม”หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ธุรกิจรอด และโต จึงฝันพาเพื่อนร้านดังในตำนานอร่อย ให้ยังมีลมหายใจ ยกระดับคุณภาพชีวิตสังคมคนหน้าเตา ปักธงเข้าถึงคนไทยทั่วประเทศ ได้ลิ้มรสสูตรลับประจำตระกูล มีโอกาสทะยานไกลปักธงในตลาดโลก โมเดลสร้างซัพพลายอาหารคนตัวเล็กให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ” ทายาทรุ่นที่ 3 ของ “นายอ้วนเย็นตาโฟเสาชิงช้า” คือผู้สืบทอดตำนานร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟบะเต็งที่เริ่มต้นจากอากงอาม่าเมื่อปี 2503 และค่อยๆ เติบโตเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีมากกว่า 44 สาขาในปัจจุบัน

ที่มาของ “นายอ้วนเย็นตาโฟเสาชิงช้า” ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมั่นคง จากอากงผู้ก่อตั้ง สู่พ่อผู้รักษารสชาติ และต่อยอดมาถึงรุ่นหลาน ผู้ทำหน้าที่ขยายการรับรู้ตำนานความอร่อยให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้มากขึ้น

ที่มาของ “นายอ้วนเย็นตาโฟเสาชิงช้า” ก่อนเป็นร้านดังในตำนานที่คนรู้จักอย่างแพร่หลาย ส่งต่อมาถึง 3 รุ่น  ผ่านการเปลี่ยนผ่านที่มั่นคง จากรุ่นอากงผู้ก่อตั้ง สู่พ่อผู้รักษา จนตกทอดมาสู่รุ่นหลาน ผู้ขยายการรับรู้ตำนานความอร่อย  

รุ่นที่ 1  จุดเริ่มต้นเย็นตาโฟในตำนาน (ปี 2503)

นายอ้วนเย็นตาโฟเสาชิงช้า เริ่มต้นจากร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ของอากงอาม่าในย่านเสาชิงช้า  โดยมีเมนูหลัก คือ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาและเย็นตาโฟ ปรุงด้วยสูตรลับประจำตระกูลของอากงจนกลายเป็นที่นิยม ลูกค้าต่างเรียกเจ้าของร้านว่า “อ้วน” จนชื่อที่ติดปากกลายเป็นชื่อร้าน ตั้งแต่นั้นมา

รุ่นที่ 2 การสืบทอดและสร้างชื่อเสียง (ปี 2525)

เมื่อถึงรุ่นพ่อคุณล๊ก พรชัย ตระกูลกิจเจริญ ลูกชาย ร้านยังคงรักษารสชาติและเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ และขยายฐานลูกค้าในย่านเสาชิงช้าเพิ่มขึ้น จุดเด่นอยู่ที่ความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบและรสชาติที่ไม่เปลี่ยนแปลง ร้านจึงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง กลายเป็นหนึ่งในตำนานก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟดังของกรุงเทพฯ

รุ่นที่ 3 การปรับภาพลักษณ์สู่แบรนด์ (ปี 2560-ปัจจุบัน)

ปัจจุบันธุรกิจอยู่ในมือของคุณกิจ–ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ รุ่นหลาน และพี่น้องอีก 3 คน ที่เข้ามาช่วยกันยกระดับภาพลักษณ์จากร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ สู่แบรนด์อาหารที่มีการจัดการแบบมืออาชีพ มีครัวกลาง และมีการพัฒนาสูตรความอร่อยให้รสชาติคงที่ รองรับการขยายสาขาหลายแห่งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พร้อมทั้งทำให้มีความทันสมัย แต่ยังคงรักษารสชาติและสูตรดั้งเดิมที่เป็นหัวใจของ “นายอ้วนเย็นตาโฟเสาชิงช้า”

จุดเปลี่ยนของชีวิต เมื่อพ่อคิดจะวางมือ

ศุภกิจเล่าย้อนเมื่อถึงยุคที่ไม่อยากให้ร้านในตำนานประจำตระกูลหายไป เพราะคำของพ่อผู้ลวกก๋วยเตี๋ยวกับอายุที่ร่วงโรยรา จึงคิดจะวางมือ

นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาจูงมือน้องๆ กลับมาสืบทอดกิจการร้านในตำนานประจำตระกูล

“ผมไปทำแอมเวย์ก่อนประมาณ 10 ปี มีหน้าที่ทำการตลาด อยู่ภายใต้การทำงานในระบบบริษัท พอรู้สึกว่าได้ประสบการณ์แล้วถึงกลับมารับไม้สานต่อกิจการที่บ้านในช่วงที่พ่อบอกว่าจะไม่ทำแล้ว เราจึงเสียดายไม่อยากให้เสียไป” ศุภกิจเล่า แรงบีบให้ถึงเวลากลับมาต่อยอดสูตรเย็นตาโฟรุ่นอากงที่พ่อรักษาไว้

ของเดิม “ดีอยู่แล้ว” แต่ต้องเพิ่ม “ระบบ”

ศุกกิจเล่าต่อว่า ก่อนเข้ามานายอ้วนก็ดังอยู่แล้ว แต่มีชื่อเสียงเฉพาะในถิ่นที่ตั้งร้าน แถวย่านเสาชิงช้า มีสาขาเดียว คนมาต่อคิวจำนวนมาก ขายหมดทุกวัน จนขายไม่ทัน เพราะตัวก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นโปรดักท์มันดีอยู่แล้ว รสชาติเข้มข้น จัดจ้าน ลูกชิ้นมีเท็กซ์เจอร์ดี

“เราแตกต่างจากเย็นตาโฟในร้านทั่วไป บางสูตรมีกลิ่นเต้าหู้ยี้แรง หรือคล้ายสุกี้แห้ง แต่ของนายอ้วนรสชาติมีความชัดด้านรสชาติ เพราะเรามีของดี สูตรประจำของรุ่นอากง”

ดังนั้น ศุภกิจเริ่มมองหาโมเดลขยายธุรกิจ ผสมผสานของดีของคนรุ่นเก่าที่อยู่กับร้านมานานมาก โดยไม่เปลี่ยนรสชาติ สูตรความอร่อย และคุณภาพของวัตถุดิบ ซึ่งเป็นจุดแข็ง “ตัวตนของแบรนด์” จะต้องคงไว้

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องต่อยอดเพิ่มเติมคือการวางระบบ สร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น ผ่านกลยุทธ์การตลาด

 “ไม่เปลี่ยนสาขาเดิม” ขอเริ่มโตจากข้างนอกก่อน

“เขาเลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก ทำมาไว้ได้ดีอยู่แล้ว เราเข้าไปเปลี่ยนในร้านในสาขาเดิมยากมาก ก็เลยเริ่มจากการไปเปิดสาขาข้างนอกก่อน หาโมเดลที่ทำให้ธุรกิจเติบโตโดยการวางระบบปรับภาพลักษณ์ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงง่าย “


ก้าวสู่ยุคสตรีทฟู้ดขึ้นห้าง: จาก 1 เป็น 44 สาขา

ก้าวสู่ยุค ส่งสตรีทฟู้ดขึ้นห้าง จาก 1 เป็น 44 สาขา
จากค่อยๆ ออกงานอีเวนท์ และหาทางเลือกขยายทั้งในห้างสรรพสินค้า และนอกห้าง สแตนอโลน โดยมีห้างเซ็นทรัล เป็นสาขาแรก เพราะเป็นยุคของสตรีทฟู้ดขึ้นห้าง

“แรกเริ่มไม่ได้ตั้งใจเข้าห้างเพราะมีเจ้าถิ่น แต่หาโอกาสให้ตัวเอง เดินสายไปออกงาน จนวันหนึ่งได้เจอคนในตระกูลจิราธิวัฒน์ เชิญไปเปิดที่เซ็นทรัลแอมบาสซี่ เป็นสาขาแรก และเซ็นทรัลเวิลด์เป็นสาขาที่สอง ตอบโจทย์ในยุคที่สตรีทฟู้ดกำลังมา เป็นจังหวะที่พอดีลงตัว”


ความเท่าเทียมในการแบ่งเค้กธุรกิจ: โตเพื่อ “ทุกคน”

ความเท่าเทียมในการแบ่งเค้กธุรกิจ
สิ่งที่พัฒนาต่อยอดในทายาทรุ่นที่ 3 ให้เติบโตจาก 1 สาขา เป็น 44 สาขา เพราะไม่ต้องการแบ่งเค้กก้อนเดิมให้กับน้องๆ อีก 3 คน เหลือเพียงคนละหยิบมือ

ดังนั้น การขยายร้านจึงเป็นการรองรับผลประโยชน์ให้น้องทุกคนได้สิทธิ์ในธุรกิจเท่าเทียมกันอย่างพึงพอใจ คนมาช่วยขยายกิจการคนรุ่นพ่อ จึงแบ่งหน้าที่ชัดเจน

“หากธุรกิจเท่าเดิมไม่เติบโตครอบครัวมีเค้กก้อนเดียว เมื่อแยกครอบครัวก็แบ่งกัน หากผมกับพี่น้องเข้ามาสานต่อ เค้กก้อนเดิมต้องแบ่งเป็นสี่ก้อน มันกลายเป็นความเสี่ยงแยกย่อยก้อนสมบัติของครอบครัว ถ้าไม่ขยาย ไม่พัฒนา มันไม่ได้ไปต่อไม่ได้”


“เสาส่งสัญญาณ” ที่ทำให้คนรู้จักมากขึ้น

หลังจากเอาความรู้จากประสบการณ์การตลาดมาใช้กับนายอ้วน แบรนด์จึงขยายความอร่อย ไปยังกลุ่มคนที่ไม่รู้จักได้เข้ามาชิมจากรุ่นแรกมีหนึ่งสาขา รุ่นสองก็ยังหนึ่งสาขา พอมารุ่นเขาเป็น 44 สาขา

“หน้าที่ของผมคือเป็น “เสาส่งสัญญาณกระจายต่อ” ความอร่อยให้คนรู้จักมากขึ้น”


‘ศาสตร์พระราชา’ จากการเข้าใจตัวตน สู่การยกระดับชีวิตคนหน้าเตา

‘ศาสตร์พระราชา’ ปรัชญาเข้าใจคุณค่าตัวตน สู่ คุณภาพชีวิตสังคมคนสตรีทฟู้ด
ศุภกิจ เริ่มมองหาโมเดลที่ยกระดับสตรีทฟู้ด เหมือนที่ยกระดับให้นายอ้วนเติบโต ผ่านการรู้จักโครงการพอแล้วดี The Creator จากรุ่นพี่ที่เคยอบรมทำให้เข้าใจวิธีคิดการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการทำธุรกิจ

โดยเริ่มต้นจากการติดตามไปช่วยงานโครงการรุ่นพี่ ที่เห็นผลงานของการจัดงาน “ปลาร้า หมอลำ” อีเวนท์ ที่ จ. ขอนแก่น สามารถขยายเรื่องเล่าธุรกิจท้องถิ่นผ่านคนรุ่นใหม่ เล่าเรื่องของดีในตำนานประจำจังหวัด ให้น่าสนใจ

“ครั้งแรกที่ผมได้ไปจอยกับกลุ่มนี้เลยรู้สึกคนกลุ่มนี้เก่ง และนิสัยดี ทำเพื่อคนอื่น ช่วยเหลือสังคม และสิ่งที่ทำ มีส่วนยกระดับทำให้ชีวิตคนในชุมชนดีขึ้น จึงน่าชื่นชม ไม่ใช่แค่ทำธุรกิจอย่างเดียว ชอบทำกิจกรรมที่ได้มีโอกาสทำเพื่อคนอื่น จากที่ไม่เคยร่วมมือกับใครมากนัก เพราะตั้งแต่ เรียนจบมาก็เริ่มทำงาน 10 ปี ก่อนมาสานต่อธุรกิจครอบครัวกับน้องๆ”


สะเทือนใจคนหน้าเตา: เหนื่อยหนัก แต่ชีวิตไม่ดีขึ้น

สะเทือนใจ คนทำสตรีทฟู้ด มือผัดระวิง ตัวอาบเหงื่อหน้าเตา
ด้วยความที่ ศุภกิจ เติบโตมากับครอบครัวคนทำอาหารหน้าเตา จึงเห็นภาพความยากลำบากของคนทำอาหารสตรีทฟู้ดตั้งแต่ รุ่นพ่อ

แม้จะหนีความลำบากไปทำเป็นพนักงานบริษัท 10 ปี แต่สุดท้ายความผูกพัน และความรัก ที่ไม่อยากให้ร้านในตำนานสูญหายไปกับคนรุ่นก่อนจึงทำให้เขาอยากปลุกชีวิตร้านดังในตำนานในเมืองไทยให้ขยายฐานกลุ่มลูกค้า

“โตมากับร้านอาหารเห็นมาตั้งแต่เด็ก เห็นภาพชัดว่าคนทำเหนื่อยมากขนาดไหน”

“สตรีทฟู้ด พาวิลเลียน” ปลุกตำนานให้ยังมีลมหายใจ

สตรีทฟู้ด พาวิลเลียน
เขาวางโมเดลธุรกิจ ปลุกชีวิตร้านสตรีทในตำนานของไทยให้ยังมีลมหายใจ รวมตัวยกทัพไปปักธง”สตรีทฟู้ดทั้งทั้งเมืองไทย

นี่คือแผนการสร้างเครือข่ายกองทัพร้านดังสตรีทฟู้ดของไทย ผ่านแนวคิดจัดทำ “สตรีทฟู้ด พาวิลเลียน” ในย่าน ห้างสรรพสินค้า ทั่วประเทศ เพื่อให้คนทั่วประเทศได้ลิ้มรสชิมความอร่อยร้านอาหารดังของคนรุ่นก่อน

“วันหนึ่งที่พ่อพาไปกินข้าวร้านเก่า ที่เคยเห็นตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งเป็นร้านในตำนานที่อร่อยติดอยู่ในใจ ก็คิดสะท้อนใจ เพราะมีบางร้านปิดตัว แต่บางร้านเจ้าจองร้านยังยืนผัดเหมือนเดิม ทำงานหนัก แต่คุณภาพชีวิตไม่เปลี่ยน” เล่าย้อนแรงบันดาลใจที่อยากช่วยคนหน้าเตา

ทางเลือกคนหน้าเตาในวัยใกล้เกษียณ: จากคนผัดสู่หุ้นส่วน

ทางเลือกคนหน้าเตา สตรีทฟู้ด ในวัยใกล้เกษียณ
นี่คือที่มาของความคิดที่จะเอาองค์ความรู้ (Knowhow) ที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจนายอ้วน มาช่วยยกระดับสตรีทฟู้ดในเมืองไทยให้คนหน้าเตาได้มีทางเลือกในวัยเกษียณ หรือวันที่อายุ และสุขภาพโรยรา ได้มีทางเลือก

โดยไม่ต้องหยุดผัดไป แล้วรายได้ก็หาย โดยเข้าสู่กองทัพสตรีทฟู้ดของศุภกิจ ในฐานะหุ้นส่วน เพื่อแบ่งรายได้จากค่าแบรนด์ หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา (IP)ทำให้มีรายได้จากลิขสิทธิ์ หรือ การถือหุ้น

“พ่อพาผมไปกินร้านเก่า ๆ ที่เคยกินตอนเด็ก หลายร้านเริ่มปิดตัวไป บางร้านเจ้าของยังยืนผัดเหมือนเดิม ทั้งที่อร่อยขายได้ แต่คุณภาพชีวิตเขาไม่เปลี่ยนให้ดีขึ้น จึงอยากนำโนว์ฮาว ช่วยยกระดับชีวิตคนสตรีทฟู้ด ให้เขามีทางเลือกในวัยเกษียณ ไม่ต้องขาดรายได้หากต้องหยุดผัด เพราะถ้าเรานำแบรนด์มาสานต่อ ยังมีรายได้จากลิขสิทธิ์ ค่าสูตร หรือการถือหุ้นร่วม”


ปลุกตำนานสตรีทฟู้ดเมืองไทย ปลดล็อก 3 เพนพอยท์
แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาพัฒนาโมเดล “สตรีทฟู้ด”เมืองไทย เพราะต้องการแก้โจทย์เพนพอยท์

อาหารไทยที่เมื่อเข้าไปเดินสายบรรยายให้กับกลุ่มธุรกิจรานอาหารฟังใน 30 จังหวัด สิ่งที่พบสตรีทฟู้ดในตำนานของไทย เจอปัญหาไปต่อไปได้ ในหลายกิจการ ที่ต้องยอมทิ้งสูตร ปล่อยไปเมื่อเข้าวัยเกษียณ ทำต่อไม่ไหว ขาดทายาทสานต่อกิจการ จึงทำให้เขาคิดจะปลุกตลาดสตรีทฟู้ด 3 ด้าน คือ
1.ได้สานต่อตำนานร้านอาหารให้ยังมีชีวิตโลดเล่นอยู่บนท้องถนนให้คนมาได้ลิ้มรสชาติ
2.ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตคนสตรีทฟู้ด ไม่ใช่เพียงคนผัด แต่เป็นหุ้นส่วน
3.ให้ผู้บริโภคที่ไม่ได้อยู่อาศัยตามย่านร้านดังได้มีโอกาสกินของอร่อย โดยที่เราไม่เปลี่ยนตัวตนของร้าน ปลุกปั้นสตรีทฟู้ดโดยไม่ต้องสูญเสียอัตลักษณ์ความเป็นตัวตน เพราะหลายแบรนด์ที่ต้องยอมให้ทุนหนาเข้าไปเทคโอเวอร์ กลับต้อยอมสูญเสียความอร่อยในตำนาน เพราะถูกปรับสูตร

สตรีทฟู้ดไม่ใช่แค่รสชาติ แต่มันคือ “ครอบครัว–สูตร–ตำนาน”

หัวใจหลักของการยกระดับเสน่ห์ของสตรีทฟู้ดที่อยู่ตามตรอกซอกซอยให้ออกมาเสิร์ฟ ผู้บริโภคทั่วไป ที่คุณค่าอยู่ที่ มรดกตกทอดสูตรอาหารประจำตระกูล ที่มีการส่งต่อกันในหลายประเทศจนเพิ่มมูลค่า ทั้งในจีน ไต้หวัน และฮ่องกง แต่ยังไม่มีในเมืองไทย

“ร้านอาหารไม่ใช่แค่รสชาติ แต่มันคือครอบครัวหนึ่ง สูตรหนึ่ง เป็นตำนานหนึ่ง ตอนไปต่างประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เขามีร้านในตำนานเยอะมาก แต่ของไทยไม่มีใครสานต่อ ผมโตมากับครอบครัวร้านอาหาร ก็เลยรู้สึกว่าครอบครัวคนอื่นก็ควรมีโอกาสแบบเรา”

เข้าถึง แก่นแท้ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
ก่อนมาเรียนโครงการ”พอแล้วดี The Creator” เป็นรุ่นที่ 10 มองแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบคนภายนอก รู้แค่เพียง เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงคือปลูกผัก เลี้ยงปลา ต้องใช้ชีวิตลำบาก

แต่พอได้ศึกษาเชิงลึก แก่นแท้ของหลักคิด คือการเข้าใจตัวตน ประมาณตน มีภูมิคุ้มกัน รู้จักเลือกหาโอกาส พร้อมกับบริหารความเสี่ยง

“เดิมก่อนเรียนพอแล้วดี เมื่อก่อนใครเข้ามาหาผมรับหมด แต่วันนี้ผมเลือกช่วย “ร้านในตำนาน” ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว มีตัวตน มีจุดเด่น นี่คือภูมิคุ้มกันของผม ที่ช่วยบริหารความเสี่ยงการยกระดับต่อยอดร้านดีในตำนาน”

เชื่อมร้าน–ชุมชน–เกษตรกร ให้ได้ประโยชน์ร่วมกัน

โมเดลแพลตฟอร์มเชื่อมร้านดังในตำนานสู่ร้านคนกินทั่วไป
ศุภกิจพัฒนาโมเดลธุรกิจ แพลตฟอร์ม ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างร้านอาหารกับชุมชน โดยคนในชุมชนเป็นผู้ส่งอาหาร ผัก วัตถุดิบ ร้านได้ของสด ชุมชนมีรายได้

“ผมเคยไปถามร้านในโคราช เขาซื้อผักจากในจังหวัด ผมก็ช่วยหาเกษตรกรในพื้นที่ให้ มันทำให้ร้านมีเรื่องเล่าว่าที่ร่วมมือกันสนับสนุนเกษตรกร ชุมชน คนในจังหวัด”

นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดการขยะ เศษอาหารบางส่วนเอาไปทำอาหารสัตว์ หรือเลี้ยงหนอนเพื่อกำจัดของเสีย แล้วเอาไปทำปุ๋ยต่อ สิ่งเหล่านี้คือการออกแบบระบบนิเวศที่เกษตรกร ร้านอาหาร และชุมชนอยู่ร่วมกัน เกื้อกูลกัน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงมีการยกระดับพัฒนาแนวคิดการทำธุรกิจ

“ส่งไปคนทำธุรกิจไปเรียนกับฟาร์ม สร้างอาชีพใหม่ให้คนที่ด้อยโอกาสได้มีรายได้ มีโอกาส และสร้างเครือข่ายที่ดี มันต่อยอดได้อีกหลากหลายในเครือข่ายสตรีทฟู้ด”

ปักธง แผนที่โลก “ไทยแลนด์ประเทศแห่งความสุข กินอิ่ม”

เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นนักพัฒนา และมีความคิดสร้างสรรค์ มองเห็นโอกาสในมุมมองใหม่ตลดอเวลา จึงอยากสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศ ต้องการให้ทั่วโลกเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นต้วแทนสัญลักษณ์แห่งความสุข กินอิ่ม

เขามีความภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย ประเทศมีต้นทุนคือนิสัยดี หากฐานราก ปากท้องอิ่ม ก็จะส่งต่อความสุขจากแหล่งเพาะปลูก ภาคเกษตรกรรม

“ปากท้องอิ่ม ประเทศก็มีความสุข อาหารไทยเราดีอยู่แล้ว คนไทยนิสัยดี ช่วยเหลือกันได้ เรามีวัตถุดิบครบ แค่ต้องค้นให้เจอจุดเด่นของตัวเอง เพราะอาหารคือปากท้อง เศรษฐกิจแย่แค่ไหน คนก็ยังต้องกิน คาดว่าหากมีการรวมตัวกัน 2–3 ปี จะเห็นภาพ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง