SET เปิดแพลตฟอร์ม ‘Climate Care’ ปั้นกทม. สู่เมืองหลวงยั่งยืน

efinAI
SET ขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม “Climate Care” ดึงพันธมิตรกว่า 1 พันราย หนุนองค์กรไทยจัดการขยะยั่งยืน สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน ดึงกทม.วางวิสัยทัศน์เมืองหลวงยั่งยืน เริ่มขับเคลื่อนแยกขยะจากต้นทางบ้าน ห้างร้าน องค์กร ใช้มาตรการเศรษฐศาสตร์ ขึ้นราคาขยะ 3 เท่า หากไม่ลงทะเบียนแยกขยะ ด้านภาคธุรกิจห้างร้าน สถานประกอบการคิดราคาเพิ่มตามปริมาณขยะ หวังลดปัญหาค่าจัดการขยะสูงแตะ 7,000 ล้านบาทต่อปี แต่เก็บค่าขยะได้จริง 600 ล้านบาท
นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ริเริ่มความร่วมมือด้านการบริหารจัดการขยะกับอาคาร ตั้งแต่ปี 2563 ภายใต้แนวคิด “Zero Waste to Landfil” เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด โดยอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ นำร่องและได้บรรลุเป้าหมาย Zero Waste to Landfill ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม “Climate Care Platform” เป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กร และชุมชน จัดเก็บข้อมูล พร้อมกับคำนวณผลการลดก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 1,000 องค์กรทั่วประเทศ
แนวทางการจัดการจะรวบรวมวิเคราะห์การใช้ทรัพยากรภายในองค์กร ตั้งแต่ เชื้อเพลิง ไฟฟ้า น้ำ กระดาษ และพลาสติก ตลอดจนการบริหารจัดการขยะและของเสียในทุกรูปแบบ โดยผลการคำนวณเป็นไปตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) อีกทั้งยัง มีข้อมูลเชิงลึก ที่ดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้ในการรายงานด้านความยั่งยืนขององค์กรได้ทันที
“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้บรรลุดเป้าหมายจัดการขยะในพื้นที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ เป็นศูนย์ สามารถเป็นต้นแบบในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่รอบรัชดา และมีการพัฒนา Climate Care Platform เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการขยะและของเสียกับอาคาร สำนักงาน และสถานประกอบการ ให้ทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนความรู้ การจัดการขยะอย่างถูุกวิธี เพื่อลดขยะ ที่ต้องนำไปฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด”
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สมาชิก Climate Care Platform ร่วมกันคัดแยกขยะได้ถึง 14,077 ตัน ส่งผลให้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ 19,621 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หลังจากเริ่มโครงการสมาชิกร่วมกันลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้วกว่า 290,751 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
แนวทางการดำเนินงานคัดแยกขยะของตลาดหลักทรัพย์ฯ สอดคล้องกับมาตรการ “โครงการไม่เทรวม” ของกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการส่งเสริมให้สถานประกอบการ ชุมชน และภาคครัวเรือน ร่วมกันคัดแยกขยะ เพื่อลดปริมาณขยะทั่วไปที่ต้องนำไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างวินัยในการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน
กทม.อ่วม เพนพอยท์ ขยะรีไซเคิลถูกฝังกลบ
ทางด้านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในงาน Climate Care Talk : รู้ทันมาตรการจัดการขยะ ว่า”โครงการไม่เทรวม” ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรุงเทพมหานครร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมุ่งผลักดันให้ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมกันแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เนื่องจากขยะจำนวนมากยังมีคุณค่าและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ แต่ปัจจุบันมีขยะเปียกจากอาหารปะปนกับขยะรีไซเคิลได้ ทำให้เกิดการคัดแยกเศษวัสดุให้นำกับไปใช้ประโยชน์ได้ยาก ทำให้ขยะทุกประเภทต้องถูกทำลายโดยการฝังกลบ แทนคืนการหมุนเวียน
กทม. จึงให้ความรู้ส่งเสริมการคัดแยกขยะเริ่มต้นจากต้นทาง ผู้สร้างขยะภาคครัวเรือนจัดการแยกประเภทขยะ เช่น ขยะเปียกจากอาหาร ขยะรีไซเคิล พลาสติก กระดาษและขยะทั่วไป เพื่อกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด และลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบให้น้อยที่สุด
งัดมาตรการเศรษฐศาสตร์ปรับพฤติกรรมคนไทย
ทั้งนี้ ทางกทม.ได้ส่งเสริมการคัดแยกขยะ โดยการนำหลักการเศรษฐศาสตร์มาดำเนินการให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการมีมาตรการสร้างแรงจูงใจจากการลดค่าจัดการขยะ และการลงโทษ โดยครัวเรือนทั่วไปเดิมเสียค่าธรรมเนียมเก็บขยะเดือนละ 20 บาท ปรับเป็น 60 บาท แต่มีการจัดการขยะแยกถูกประเภท โดยการเข้าร่วมโครงการไม่เทรวมของกทม. โดยการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมส่งหลักฐานการแยกขยะทุก 6 เดือน จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอัตราเดิม 20 บาท
ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น ห้างร้านหรือธุรกิจต่าง ๆ จะมีการปรับอัตราค่าธรรมเนียมเก็บขยะเพิ่มขึ้นตามปริมาณขยะที่ทิ้ง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจัดการขยะภายในองค์กร เช่น การแยกขยะเปียก การรีไซเคิล หรือการนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการจัดการขยะได้อีกด้วย
ในส่วนของภาคธุรกิจและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถเริ่มต้นได้จากการจัดการขยะภายในองค์กร เช่น การแยกขยะในสำนักงาน การลดการใช้พลาสติก หรือกำหนดนโยบายลดขยะ เช่น การรณรงค์ให้พนักงานใช้กระติกน้ำส่วนตัวแทนขวดพลาสติก ซึ่งจะช่วยลดขยะได้จำนวนมากในแต่ละปี
ทั้งนี้ กทม. ต้องสูญเสียงบประมาณในการจัดการขยะปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท แต่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการจัดการขยะเพียงประมาณ 600 ล้านบาท ทั้งที่ขยะมีประโยชน์หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้หากมีการแยกประเภท นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้น ในการใช้มาตรการเพื่อหาวิธีลดปริมาณขยะและเพิ่มการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อการสร้างระบบการจัดการขยะของเมืองมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้กทม.กลายเป็นเมืองหลวงที่เป็นต้นแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างระบบนิเวศในการเติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ เหตุการณ์สู้รบในตะวันออกลาง ยังมีความเสี่ยงต่อราคาพลังงานโลกผันผวน ซึ่งรถเก็บขยะกว่า 2,000 คันที่ต้องปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงรถพยาบาล รถดับเพลิง และรถบรรทุกน้ำ กทม. จึงได้ประสานผู้จำหน่ายน้ำมันเพื่อเตรียมแหล่งสำรองรองรับภารกิจสำคัญของเมือง พร้อมประเมินปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละวัน และวางแผนบริหารจัดการการใช้งานให้เหมาะสม ในระยะกลาง และระยะยาว จะเริ่มทยอยปรับเปลี่ยนรถเก็บขยะบางส่วนเป็นรถไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงและกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน
“การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากความร่วมมือของทุกคน เพราะขยะทุกชิ้นเกิดจากการใช้ชีวิตของพวกเราทุกคน หากช่วยกันแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดภาระของเมือง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่เมืองที่ยั่งยืนในอนาคต”











