TASTEBUD ฉายภาพ 6 กรอบอาหารอนาคตเยียวยาเศรษฐกิจไทย  

รูป TASTEBUD ฉายภาพ 6 กรอบอาหารอนาคตเยียวยาเศรษฐกิจไทย  

efinAI


TASTEDBUD ระดมกูรูทำนายอาหารแห่งอนาคต สะท้อนความมั่นคงชาติ เยียวยาเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ระบบผลิตออาหารรับผิดชอบต่อธรรมชาติ สังคม ผ่าน 6 กรอบแนวคิด ฟื้นฟูระบบอาหาร แก้เพนพอยท์ โลกรวน คนป่วยเพิ่มในเวทีเสวนา”Future Food Leader Summit” 

ประเทศไทยเป็นครัวของโลก ส่งออกอาหารปีละ 1.7-1.8 ล้านล้านบาท แต่ทำไมเกษตรกรไทยกลับยังยากจน ธุรกิจรายย่อยยืนแทบไม่ไหว ต้นทุนสูง หนี้พุ่ง รายได้ไม่พอหายใจ ทรัพยากรถูกใช้เกินขีดจำกัด ดินเสื่อม น้ำเสีย กระทั่ง ความหลากหลายทางชีวภาพค่อยๆ ลดลง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคกลับป่วยมากขึ้นจากอาหารแปรรูปที่เกินความจำเป็น อิ่มเร็ว แต่อายุสั้นลง

SME และผู้ประกอบการรายเล็ก ติดกับดักเดิม เข้าไม่ถึงทุน เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ซัพพลายเชนบางเฉียบเหมือนกระดาษ เมื่อโลกสะดุดนิดเดียว ราคาอาหารก็พุ่งทันที กระทบทั้งคนกินและคนผลิต นี่ไม่ใช่วิกฤตระบบการผลิตอาหาร ที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลง 

เกษตรกรตัวเล็กอยู่ไม่ได้ ต้นทุนสูง หนี้พุ่ง ทรัพยากรถูกใช้เกินขีดจำกัด ดินเสื่อม น้ำเสีย ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ส่วนผู้บริโภคกลับมีสุขภาพแย่ลง เพราะการทานอาหารแปรรูปเกินจำเป็น SME และผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงทุนและเทคโนโลยียากซัพพลายเชนเปราะบาง เมื่อเกิดวิกฤต ราคาอาหารพุ่งทันที ที่สำคัญ และนโยบายกลับแยกส่วนไม่เชื่อมกับทั้งระบบผลิตอาหาร ในเวทีเสวนา”Future Food Leader Summit” ได้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดการยกระดับอาหารอนาคตของไทย 

สันติ อาภากาศ ผู้บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง TASTEBUD เปิดเผยถึงบทสรุปการจัดเสวนา”Future Food Leader Summit” เป็นปีที่6 ส่งผลทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคม โดยมีเป้าหมายสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตอาหารใหม่ของไทยทั้งหมด ฟื้นฟูระบบอาหารของประเทศไปสู่ความยั่งยืน ตั้งแต่ ต้นน้ำ เกษตรกรรรายเล็ก ทั้งห่วงโซ่ ภายใต้ระบบนิเวศ สร้างโอกาสในการแปรรูป และสร้างการเปลี่ยนแปลงใน“ปลายน้ำ” ยกระดับมูลค่าและคุณค่าด้วย นวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหารขั้นสูง เช่น การเชื่อมโยงไปสู่การแพทย์และสุขภาพ

สำหรับ อาหารในอนาคตของไทย (Future Food) จะต้องสามารถเชื่อมโยงกันได้ทั้งเป็นระบบเป็นแนวทางแก้โจทย์ โลกเผชิญทั้งภาวะโลกร้อน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยแล้ง น้ำท่วม และต้นทุนพลังงานที่ผันผวนส่งผลต่อการผลิตอาหาร จึงต้องสร้างด้านความมั่นคงของประเทศ และสร้างอนาคตใหม่ให้กับเศรษฐกิจด้วยการเตรียมรับมือ”

ระบบการผลิตอาหาร คือความมั่นคงของประเทศ ระบบอาหารโลกกำลังเผชิญเพนพอยท์ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องในระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ยันผู้บริโภคทำให้ต้องฟื้นฟูระบบอาหาร

6 เสาหลัก กรอบความคิดปฏิวัติระบบอาหารไทยสู่ครัวโลก

Food buddy for bioeconomy และ  TASTEBUD ถึงนำเสนอกรอบแนวคิดการพัฒนาระบบอาหารเพื่ออนาคต เพื่อรักษาความเป็นครัวของโลกได้อย่างยั่งยืน ผ่าน “6 เสาหลัก 

1.การผลิตที่ฟื้นฟูและสร้างงาน (Regenerative Production & Job Creation)

หมดยุคแข่งขันผลิตให้ได้มากที่สุด แล้วหันกลับมาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมดิน น้ำ ลดสารเคมี และสร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร การเกษตรเชิงฟื้นฟูช่วยให้โลกดูดซับคาร์บอน ลดต้นทุนระยะยาว และทำให้เกษตรกรไทยแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับ ESG

2.นวัตกรรม (Innovative Practices) ค้นหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตอาหารทางเลือกใหม่  ตั้งแต่ โปรตีนทางเลือก เกษตรแม่นยำ ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล ช่วยลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดตลาดใหม่ ไทยมีศักยภาพสูง หากเชื่อมสตาร์ทอัพ นักวิจัย และ SME เข้าด้วยกัน

3. การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรเชิงนิเวศ (Agro-Ecological Transformation) การผลิตอาหารต้องสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ ใช้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นต้นทุน ปรับระบบเกษตรแบบยืดหยุ่นรับมือสภาพอากาศรวน

4 การอนุรักษ์น้ำ ดิน และความหลากหลายทางชีวภาพ (Conservation of Water, Land & Biodiversity) ทรัพยากรคือรากฐานของอาหาร ที่จะต้องปกป้องฟื้นฟูระบบ ด้วยการลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติคือสร้างหลักประกันความมั่นคงอาหารระยะยาว

5.การจัดหาที่รับผิดชอบ (Responsible Sourcing) ภาคธุรกิจต้องรู้ว่าห่วงโซ่อุปทานของตนมาจากไหน โปร่งใส เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบแรงงาน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้จะยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยในตลาดโลก

6.การบริโภคอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption) ผู้บริโภคต้องเริ่มเปลี่ยนก่อน จึงจะกลายเป็นพลังสำคัญ ของการเปลี่ยนแปลงในการเลือกกินอย่างรู้ที่มา ลดอาหารเหลือทิ้ง สนับสนุนสินค้ายั่งยืน จะส่งสัญญาณกลับไปทั้งระบบให้ปรับตัว จะนำไปสู่การปรับตัวของผู้ผลิตอย่างมีความรับผิดชอบตามความต้องการผู้บริโภค 

ผลลัพธ์ทั้ง  6 ด้านนี้ ร่วมมือกันทำงาน ระบบการผลิตอาหารจะกลายไม่ใช่แค่ “ผลิตให้พอบริโภค” ต้องส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างงาน และยกระดับสุขภาพคน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ ที่ประเทศไทย คือครัวของโลก

“หากปรับระบบอาหารได้ก่อน เป็นผู้นำโมเดลอาหารแห่งอนาคตของโลกได้ด้วยการใช้รื้อฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สร้างคุณค่าจากอาหารท้องถิ่น ยังช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะทำให้กลุ่มคนฐานรากได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรสร้างมูลค่า เป็นวิธีการเปลี่ยนผ่านระบบอาหาร ผ่าน 6 มิติ ที่ช่วยให้เกษตรกรปรับตัวสมดุลกับ Climate Change พึ่งพาตัวเองได้ และเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยี”
ต้นแบบที่ชัดเจน คือ โมเดลการพัฒนา โครงการ “ดอยตุง” ต้นแบบของการพัฒนาที่สร้างรายได้และความยั่งยืนในเชิงระบบ แทนการเงินช่วยเหลือระยะสั้น 

ปลุกสตาร์ทอัพอาหารไทย ปั้นธุรกิจเพื่อระบบอาหารใหม่

ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตของไทยเริ่มมีเติบโตต่อเนื่อง ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ในช่วงก่อนโควิด ประเทศไทยมีสตาร์ทอัพด้านอาหารแห่งอนาคต10–11 ราย สามารถระดมทุนได้ ประมาณ 200–230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งจากนักลงทุนไทยและต่างประเทศ โดยเป็น

“ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มีสตาร์ทอัพผ่านระบบบนแพลฟอร์ม Future Food มากกว่า 200 ราย ส่งเสริมให้มีผู้สมัครขอทุน 30–50 โครงการต่อรอบ และมีอย่างน้อย 10 รายเข้าสู่รอบไฟนอลและยังมีโครงการ Bootcamp  เสริมทักษะ (Talent)  และสตาร์ทอัพ  Startup ใหม่”

อย่างไรก็ตาม อาหารอนาคตยังมีโอกาสเติบโตและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ พบว่า สัดส่วน“อาหารแห่งอนาคต” มีมากกว่า 10% จากมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมดของไทย ที่ถือว่ามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงระดับ 12–15% จากส่งออกอาหารมูลค่ารวม 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) ไทยติดอันดับ 12 ของโลก 

“ประเทศไทยส่งออกอาหารรวมมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะ อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology), การเพาะเลี้ยงเซลล์, การพัฒนาอาหารเชิงฟังก์ชัน อาหารเพื่อสุขภาพทางการแพทย์ (Medical Food) และโภชนาการรายบุคคล  เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาวะที่ดี ( Wellness Tourism) และการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ 

“ถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีโอกาส มหาศาล จึงไม่ใช่ตลาดเล็ก แต่เป็นตลาดที่เติบโตต่อเนื่องและมีมูลค่ามหาศาล”

3 มิติ จากเสวนา สู่การปฏิวัติอาหารรับเศรษฐกิจใหม่

แนวทางการยกระดับผลการเสวนาสู่การประชุม ที่ดึงคนในกลุ่มเข้ามาทำงาน ขับเคลื่อนอาหารสู่วาระแห่งชาติที่ช่วยเศรษฐกิจไทย คือ 1.ให้ผู้นำจากภาครัฐ เอกชน สภาอุตสาหกรรม เวิลด์ แบงก์ (World Bank Group)  และตลาดหลักทรัพย์ฯ มาร่วมให้วิสัยทัศน์ วางเป้าหมายร่วมกัน  (Roadmap) ระดับประเทศ 2.เชื่อมโยงผู้ประกอบการรุ่นบุกเบิก (Pioneer) อาหารแห่งอนาคต เช่น ด้านเกษตร เทคโนโลยีอาหาร การแพทย์ และการแปรรูป 3.นำเสนอ 12 นวัตกรรมมาโชว์เคสอาหารอนาคต บางรายอยู่ช่วงพิสูจน์เทคโนโลยี บางรายพร้อมขยายเชิงพาณิชย์ และบางรายได้รับทุนจาก TED Fund

Future Food Hub และการเชื่อม EEC

ทางทีมได้สร้าง Future Food Hub ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนของเครือข่ายผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ (Strategic Location)บางนาเชื่อมต่อ EEC พัฒนาระบบนิเวศ ดึงดูดสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีต่างประเทศ ต่อยอดรับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 

“เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่าย วางระบบนิเวศ (Ecosystem) จึงต้องเตรียมวางโครงสร้างพื้นฐาน หรือ “ปรุงดิน” ให้พร้อมก่อน แล้วค่อยปลูกเมล็ดพันธุ์”

ทั้งนี้ ภาคเอกชน มีความพร้อมในการยกระดับอาหารไทย สู่อนาคตได้ ทั้งหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)  และนักลงทุน เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารไทย “Food System Transformation” แต่ยังมีอุปสรรค ทำให้ประเทศไทยยังไม่พัฒนาในด้าน

4 เพนพอยท์ รอรัฐไฟเขียวปลดล็อก 

การขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมอาหาร เกิดจากโครงสร้างการดำเนินงานของภาครัฐยังไม่สอดคล้องกับทิศทางโลก ประกอบด้วย

1.วิธีการทำงานภาครัฐยังไม่สอดประสานกันเต็มที่

2.กฎระเบียบด้านอาหารและการลงทุนยังของไทยยังมีข้อจำกัด 3.การลงทุนไม่ต่อเนื่อง

4.ความเชื่อมั่นประเทศเป็นปัจจัยสำคัญมากในยุคเปลี่ยนผ่าน หากรัฐบาลใหม่กำหนดนโยบายการเปลี่ยนผ่าน (Transform) ระบบอาหาร โดยให้ทุกกระทรวงเชื่อมโยง ทำงานเป็นทิศทางเดียวกัน ยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เป็นดาวเด่นใหม่สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด (New S-Curve) ที่เชื่อมโยงคุณค่า และผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายทีเ่กี่ยวข้องทั่วประเทศ เป็นโมเดลที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคง วางฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศได้จริง

“เริ่มต้นจากการพัฒนาระบบอาหาร แต่ไม่จำกัดการเติบโต สร้างคุณค่าร่วมเฉพาะแค่เรื่องอาหาร ช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจ และความมั่นคงระยะยาวของประเทศผ่านระบบอาหาร” 

ระบบผลิตอาหารสร้างคุณประโยชน์สู่ประเทศ โดยการใช้โอกาสและศักยภาพที่เป็นแหล่งผลิตอาหารครบทั้งระบบบ จึงถือว่ามีความมั่นคง ที่ช่วยในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่จะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ–หมุนเวียน–สีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ใช้พืชผลทางการเกษตร ดาวเด่นของไทยที่แตกต่างจากต่างประเทศ คือ สมุนไพร  

“อาหารสะท้อนถึงความมั่นคงในประเทศ หากเกิดโควิดหรือสงครามประเทศต้องพึ่งตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าอาหาร โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ การตัดแต่งพันธุกรรม หรือเพาะเลี้ยงเซลล์ รวมถึงการจัดการของเสีย สู่การสร้างคุณค่า (Waste to Value) โดยทำงานร่วมกัน นักวิจัย นำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่จะต้องมีการผ่อนปรนกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทั้งห่วงโซ่”

แท็กที่เกี่ยวข้อง