
การประชุม World Economic Forum(WEF) ครั้งที่ 56 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2026 จัดขึ้นภายใต้ธีม “A Spirit of Dialogue” หรือ “จิตวิญญาณแห่งการเจรจา”ระหว่างวันที่ 19 – 23 มกราคม 2026 สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญกับความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น ความไว้วางใจในสถาบันจากทิศทางโลกาภิวัตน์ หรือ โลกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เริ่มเกิดความไม่ไว้วางใจสั่นคลอน ดังนั้น จึงต้องหาทางสร้างการปรับตัวยืดหยุ่นรับมือกับความไม่แน่นอนมากขึ้น
เวที WEF ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ จึงวางแผนการเจรจาในหลากหลายมิติ เพื่อผสานประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพราะมีการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีภาคการเงินมาเชื่อมโยงข้ามภูมิภาค เพื่อปลดล็อกทางตันในโอกาครบรอบ 10 ปี ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) หลังจากการประชุม COP30 ที่เบเลม ประเทศบราซิล ยังไม่บรรลุข้อตกลงในการหาวิธีพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต เพราะทุกประเทศยังไม่มีแผนชัดเจนในการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หันมาใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังมีการหารือในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเชื่อมโยงแนวทางการพัฒนานวัตกรรมควบคู่กับระมัดระวังภัยจากความเสี่ยงทางจริยธรรม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจให้เติบโตได้ในอนาคต พร้อมกันกับ การเร่งปฏิรูปแรงงานรองรับโอกาสธุรกิจใหม่ในอนาคต
ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาโมเดล “เศรษฐกิจแบบเป็นหุ้นส่วน” (Stakeholder Capitalism) เป็นกลยุทธ์การทำธุรกิจให้กับองค์กรทั่วโลก พัฒนากลยุทธ์หลอมรวมการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมมาออกแบบธุรกิจ โดยต้นทุนทางธรรมชาติ ทุนสังคม และทุนมนุษย์ เป็นพื้นฐานทรัพยากร ในการออกแบบนโยบายการบริหารงานทางธุรกิจ
ปรากฎการณ์ใหญ่อีกด้านคือ จุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนผ่าน บทบาทของตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินเดีย ถือเป็น “ตลาดแห่งอนาคต” เป็น “ผู้นำขับเคลื่อน” ทิศทางเศรษฐกิจโลก เมื่อตลาดประชากรขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกเกือบ 1,500 ล้านคน เริ่มมีการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใน ยอมเปิดตลาดการค้าเสรี เพื่อดึงดูดเงินทุนต่างชาติ เป็นประเทศเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุด กลายเป็นทางเลือกในการวางฐานการผลิตและการลงทุน ด้านดิจิทัล และการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ ที่จะเป็นดาวดวงใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
อีกทั้ง ยังมีแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ในยุคเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จะดึงดูดเงินทุนเพื่อการพัฒนา ที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากปัญหาหนี้สาธารณะ และความยากจน และมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีมากกว่าเศรษฐกิจเส้นตรง (Linear Economy)ในประเทศพัฒนาทางเศรษฐกิจ
เวที ดาวอส จึงทำหน้าที่เป็น สะพานเชื่อม โดยมีตัวแทนผู้นำจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทั้งจาก แอฟริกา ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพจากอินเดีย ตลอดจนกองทุนจากตะวันออกกลาง รวมถึงซีอีโอของบริษัทในฟอร์จูน 500 แม้จะมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภูมิหลัง แต่จะเป็นประตูสู่โอกาสในการเชื่อมเงินทุน เพื่อพัฒนาการลงทุนในภูมิภาคใหม่ ทั้งในอินเดีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแอฟริกา เพื่อลดความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ภารกิจของการเจรจาในเวที WEF เป็นการเร่ง “ฟื้นฟูโลก” จึงหลอมรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน การประชุมทีพยายามเชื่อมความแตกต่างให้โลกได้หาทางออกร่วมกัน

ประเทศไทยไม่ได้มาเพียงแค่เป็นแขกรับเชิญ แต่มาพร้อมความมุ่งมั่นที่ จะปักหมุดตัวเองบนแผนที่การลงทุนโลก โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำคณะทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยเลขาธิการบีโอไอ และผู้บริหารภาคเอกชน อาทิ บริษัท เอสซีจี, ปตท., เครือเจริญโภคภัณฑ์, ไทยเบฟเวอเรจ, บางจาก, ธนาคารกรุงเทพ, บิทคับ และ KBTG เข้าร่วมประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026
ภารกิจสำคัญในการเดินทาง เพื่อนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน และขยายโอกาสการลงทุนจากทั่วโลก ในช่วงที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
ทีมไทยแลนด์ เดินทางไปฉายภาพความพร้อมของประเทศไทยในทุกมิติ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ที่มีการยกระดับพร้อม มีการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การดึงดูดแรงงานมีทักษะ เพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนผ่าน “อุตสาหกรรมสีเขียว” แม้กระทั่งข้อจำกัดแก้ปัญหากฎหมายและอุปสรรคการลงทุน
ทั้งหมดนี้ ถูกนำไปฉายภาพโดยเอกนิติปาฐกถาบนเวที ในเซสชั่น “New Pathways for ASEAN Growth and Productivity” และ “What’s Ahead for the Global Economy” เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์และโอกาสการลงทุนในไทย
นอกจากนี้ ยังจะมีการหารือระดับทวิภาคี แบบตัวต่อตัว (one-on-one) เป็นการพบกันระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ผู้บริหาร IMF และธนาคารโลก รวมถึงผู้บริหารบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และ AI จุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์เพื่อนำไปสู่การปิดดีลการลงทุนมูลค่ามหาศาล

สิ่งที่น่าสนใจคือการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนไทยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะนักธุรกิจรุ่นใหม่อย่าง ท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา CEO บิทคับ ที่เข้าร่วมต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว มีการแลกเปลี่ยนในฐานะตัวแทนบริษัทผู้นำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยที่กำลังขยายตัวตลาดโลก โดยแลกเปลี่ยนแนวคิดในหัวข้อ “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” และ Generative AI ที่กำลังเติบโต มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทักษะของมนุษย์ เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจในประเทศ
สิ่งสำคัญที่สุด คือการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนโลกในยุคนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทุกประเทศต่างพยายามนำเสนอจุดขายของประเทศตัวเอง จะเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสให้ไทยได้เชื่อมต่อกับผู้ทรงอิทธิพลในดาวอส มีส่วนสำคัญในการเสริมบทบาทของประเทศไทย เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก จะสามารถยกระดับสถานะไทยจากฐานการผลิตทั่วไปสู่ศูนย์กลางการลงทุนคุณภาพของภูมิภาคในทศวรรษหน้า
การที่ไทยส่งทีมระดับนโยบายและภาคเอกชนเข้าร่วม WEF อย่างครบองค์ประกอบ สะท้อนยุทธศาสตร์การลงทุนเชิงรุกในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง แก้โจทย์หลุดพ้นยุคที่เศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำเพียง 2.3% ในปีที่ผ่านมา อัตรารั้งท้ายอาเซียนในปัจจุบัน จึงถึงเวลาสร้างจุดเปลี่ยนที่แท้จริง
“การไปดาวอสไม่ใช่แค่การแสดงตัวบนเวทีโลก แต่เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ การสร้างพันธมิตร เพื่อนำเสนอว่าไทยพร้อมแล้ว ที่จะก้าวไปสู่ผู้เล่นสำคัญในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่”“
ในโลกที่การเจรจายังคงมีความหมาย ดาวอสคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และทีมไทยแลนด์กำลังเขียนบทใหม่ของประเทศบนเวทีนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางหิมะในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนชีพทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยรอคอยมานาน
ที่มา –https://www.weforum.org/meetings/world-economic-forum-annual-meeting-2026/
World Economic Forum Annual Meeting 2026 | World Economic Forum
–Coming together: Sustainable growth means rethinking value | World Economic Forum