*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 59.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 25 เซนต์ หรือ 0.42% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 64.13 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 37 เซนต์ หรือ 0.58% ราคาน้ำมันปิดบวกในวันศุกร์ หลังนักลงทุนบางส่วนปิดสถานะขายชอร์ต ก่อนช่วงวันหยุดยาว 3 วัน เนื่องในวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ขณะเดียวกันตลาดยังคงกังวลต่อความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวว่า จะเดินหน้าบังคับใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าจากพันธมิตรยุโรปเป็นระลอก จนกว่าสหรัฐฯ จะได้รับอนุญาตให้ซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งเกี่ยวกับอนาคตของเกาะกรีนแลนด์ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของเดนมาร์ก โดยทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า ภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10% จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. กับสินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และสหราชอาณาจักร ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่ถูกสหรัฐฯเก็บภาษีนำเข้าอยู่แล้ว ภายใต้นโยบายของทรัมป์ ภาษีนำเข้าดังกล่าว จะถูกปรับเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. และจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป จนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงให้สหรัฐฯ ซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ *** ผู้นำสหภาพยุโรป เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินภายในไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อหารือถึงคำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะขึ้นภาษีนำเข้า พร้อมทั้งพิจารณาทางเลือกในการใช้มาตรการตอบโต้ โดยเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรประบุว่า ผู้นำประเทศสมาชิกมีแผนจะประชุมพบหน้ากันในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ขณะที่ประเทศสมาชิก กำลังหารือถึงแนวทางรับมือหลายรูปแบบ รวมถึงความเป็นไปได้ในการเรียกเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมราว 93,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 108,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ *** ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เตรียมเรียกร้องให้สหภาพยุโรปใช้ “เครื่องมือป้องปรามการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ” หรือ Anti-Coercion Instrument (ACI) ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ชาติยุโรปตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศยุโรปหลายแห่ง ต่อกรณีเกาะกรีนแลนด์ โดยมาครงระบุว่า คำขู่ขึ้นภาษีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และได้ติดต่อหารือกับผู้นำยุโรปหลายประเทศ และจะเป็นผู้ยื่นคำร้องขอใช้งาน ACI ในนามของฝรั่งเศส โดยเครื่องมือนี้ถือเป็นมาตรการตอบโต้ที่ทรงพลังที่สุดของสหภาพยุโรป *** ตลาดการเงินทั่วโลก เผชิญความผันผวนมากขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจาก 8 ประเทศในยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะได้รับอนุญาตให้ซื้อกรีนแลนด์ ส่งผลให้เงินยูโรร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ ขณะที่การซื้อขายช่วงเริ่มต้น ของตลาดเอเชียแปซิฟิก เงินยูโรอ่อนค่าลง 0.2% มาอยู่ที่ราว 1.1572 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงเช่นกัน ส่วนเงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ด้าน Capital Economics ระบุว่า ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ คือสหราชอาณาจักรและเยอรมนี โดยประเมินว่าภาษี 10% อาจฉุด GDP ลงราว 0.1% และหากภาษีเพิ่มเป็น 25% อาจกระทบเศรษฐกิจลดลง 0.2–0.3% ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรป ยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยดัชนี DAX ของเยอรมนี และ FTSE ของลอนดอน ปรับขึ้นมากกว่า 3% นับตั้งแต่ต้นเดือน ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นราว 1.3% 
*** นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ส่งสัญญาณปรับแนวทางการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่าจีนได้กลายเป็นคู่ค้าที่คาดการณ์ได้มากกว่าสหรัฐฯในปัจจุบัน และแคนาดาจำเป็นต้องกระชับความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น ท่ามกลางการก่อตัวของระเบียบโลกใหม่ โดยคาร์นีย์เดินทางออกจากกรุงปักกิ่ง หลังบรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเปิดทางให้จีนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้าในแคนาดา *** การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน มีแนวโน้มชะลอลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีในไตรมาสที่ 4 จากการอ่อนแรงของอุปสงค์ภายในประเทศ แม้อัตราการขยายตัวตลอดทั้งปี คาดว่าจะใกล้เคียงเป้าหมายของรัฐบาล แต่ความตึงเครียดทางการค้าและความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนจะขยายตัว 4.4% เมื่อเทียบรายปีในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. ชะลอลงจาก 4.8% ในไตรมาสที่ 3 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุด นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2022 ซึ่งในขณะนั้น เศรษฐกิจยังถูกจำกัดจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยการบริโภคและการลงทุนชะลอตัว แม้การส่งออกยังคงแข็งแกร่ง *** รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าเกาหลีใต้ระบุว่า มาตรการของสหรัฐฯ ที่ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% สำหรับชิปประมวลผลขั้นสูงบางประเภท จะส่งผลกระทบต่อบริษัทเกาหลีใต้ในวงจำกัด โดยกล่าวว่า แม้รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในระยะเริ่มต้น แต่มาตรการระยะแรกที่ประกาศออกมา มุ่งเน้นไปที่ชิปขั้นสูงของบริษัทอย่าง Nvidia และ AMD “เนื่องจากชิปหน่วยความจำ ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่บริษัทเกาหลีใต้ส่งออกยังไม่ถูกรวมอยู่ในมาตรการดังกล่าว จึงคาดว่าผลกระทบในทันที จะอยู่ในระดับจำกัด ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามในคำประกาศ เพื่อรับมือกับความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ โดยกำหนดภาษีนำเข้า 25% สำหรับชิปปัญญาประดิษฐ์บางรุ่น อาทิ ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD *** เกาหลีใต้ จะเดินหน้าขอเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับชิปหน่วยความจำ โดยเมื่อปีที่แล้ว เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารข้อเท็จจริงร่วมเกี่ยวกับข้อตกลงการค้า ซึ่งมีเงื่อนไขรับรองว่า เกาหลีใต้ จะไม่ถูกปฏิบัติอย่างเสียเปรียบจากภาษีนำเข้าชิปของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายสำคัญ ทั้งนี้ คำชี้แจงดังกล่าวมีขึ้น หลังถูกสอบถามเกี่ยวกับประกาศของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับชิปปัญญาประดิษฐ์ *** การเลือกตั้งทั่วไปแบบฉับพลันของญี่ปุ่น มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะนำไปสู่การปรับลดอัตราภาษีการบริโภค หลังแกนนำพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านออกมาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดภาษี เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคครัวเรือนจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นจัดเก็บภาษีการบริโภคในอัตรา 8% สำหรับอาหาร และ 10% สำหรับสินค้าและบริการอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญในการรองรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว *** การส่งออกผลิตภัณฑ์แร่หายากของจีนไปญี่ปุ่นในเดือนธ.ค.ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า ท่ามกลางการจับตาของนักลงทุนต่อความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยข้อมูลศุลกากรระบุว่า ปริมาณการส่งออกแร่หายาก ซึ่งถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอาวุธ และการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง อยู่ที่ 6,745 ตัน ลดลงจาก 6,958 ตันในเดือนพ.ย. ซึ่งหมวดดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นแม่เหล็กแร่หายาก ที่เป็นสินค้าที่ช่วยให้จีนมีอำนาจต่อรองสำคัญในข้อพิพาททางการค้า *** ราคาทองคำและเงิน พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้ากดดันเพื่อเข้าครอบครองกรีนแลนด์มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าอาจเกิดสงครามการค้าที่สร้างความเสียหายระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับขึ้น 1.6% มาอยู่ที่ 4,668.76 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 08.11 น. ตามเวลาสิงคโปร์ หลังทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 4,690.59 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาเงินพุ่งขึ้น 3.2% อยู่ที่ 93.0211 ดอลลาร์ และแตะระดับสูงสุดที่ 94.1213 ดอลลาร์ ส่วนแพลทินัมและพัลลาเดียมก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ของบลูมเบิร์กร่วงลง 0.1% 
|