โบรกฯ ประเมินเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 มองโอกาสสูง “ภูมิใจไทย” จัดตั้งรัฐบาลผสม หนุนบรรยากาศหลังเลือกตั้ง เห็นเสถียรภาพการเมืองและนโยบายต่อเนื่อง ดึงฟันด์โฟลว์ไหลกลับ หุ้นไทยลุ้นแนวต้าน 1,450 และ 1,480 จุด ชูธีมบริโภคในประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และสุขภาพเด่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของไทย ได้วิเคราะห์แนวโน้มทิศทางการเมือง หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 นี้ ถึงโอกาสในการจัดขั้วรัฐบาลใหม่ โดยส่วนใหญ่ พบว่า มีเป็นไปได้สูงที่ทางพรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมกับความเป็นไปได้ ต่อการตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคอื่นๆ และผลต่อหุ้นไทย ดังนี้ *** กรุงศรีมองหาก "ภูมิใจไทย" จัดตั้งรัฐบาลหนุนหุ้นไทยแกว่งบวกกรอบ 1,450-1,345 จุด จากนโยบายต่อเนื่อง บล.กรุงศรี (KSS) เปิดเผยว่า การเลือกตั้งทั่วไปของไทยวันที่ 8 ก.พ. 26 ทีมกลยุทธ์KSS คาดหลังผลการเลือกตั้ง จะหนุน SET ตอบรับ “เชิงบวก” จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพขึ้น ดังนี้
1. Political Landscape: กรณีฐาน บทสรุปคาดออกในรูปแบบไม่มีพรรคใด Landslide รัฐบาลผสม "เสถียรภาพระดับกลาง" (Better Stability) อิงผล NIDA Poll และกรณีประเมินเชิงลึกจากฐานเสียงของแบบแบ่งเขต มีโอกาสที่ 3 พรรคหลัก (ประชาชน, ภูมิใจไทย, เพื่อไทย) จะได้เสียงรายพรรคในกรอบ 100-170 เสียง นำไปสู่การจัดตั้ง รัฐบาลผสม (Coalition Government) โดยมี 2 ใน 3 พรรคดังกล่าว จับมือกัน แม้ผลการเลือกตั้งยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่เราน่าจะได้รัฐบาลพรรคร่วมที่มีเสียง >= 275 เสียง มีเสถียรภาพกว่าช่วงรอยต่อในปัจจุบัน เป็นปัจจัยหนุน (Catalyst)ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนฝั่งสถาบันไทย-เทศ
2. Policy Consensus: "กระตุ้นเศรษฐกิจทันที" คือ ภาคบังคับ ไม่ว่าใครเป็นแกนนำนโยบาย "ใส่เงินในกระเป๋า" เกิดขึ้นแน่นอนและรวดเร็ว (คนละครึ่งPlus / แก้หนี้/ ลดค่าไฟ) เพราะท าได้ทันทีผ่านมติครม. ไม่ต้องแก้กฎหมายเป็น Sweet Spot ของกลุ่ม Domestic Play
3. Strategic Constraints: ปัจจัยที่ซับซ้อนเชิงโครงสร้าง จะไม่ถูกนำมาพิจารณาในระยะสั้น(แตะต้องจำกัด) เช่น นโยบายระยะยาวที่ต้องแก้กฎหมายหรือมีความเสี่ยงขัดแย้งสูง (เช่น รื้อสัญญาไฟฟ้า PPA) จะถูกผลักดันได้ยาก ในบริบทรัฐบาลผสม พรรคร่วมจะเลือก "จุดร่วม" ที่เห็นตรงกัน เช่นMedical Wellness, Tourism และ Tech Infrastructure เพื่อเลี่ยงความขัดแย้งในระยะสั้น
4. Market Reaction & Re-rating: Valuation ถูก De-rating ปี2025ความชัดเจนหลังเลือกตั้งจะดึง Fund Flow ไหลกลับเข้าสะสมหุ้นไทยที่Laggard (Political Refresh) หนุนการ Re-rate Valuation สู่เป้าหมายSET สิ้นปี 2026 ของ KSS ที่ 1,475 จุด (อิง EPS 94บาท PER 15.9X)คาด SET ในระยะ 3เดือน และธีมเด่นจะอิงนโยบายของพรรคแกนน าเป็นหลัก KSS แบ่งเป็น 3กรณีดังนี้
• กรณีพรรคประชาชน นำตั้งรัฐบาล: ตลาดแกว่งสั้นๆ รอทิศทางการจัดตั้งสลับแกว่งบวกตามพัฒนาการจัดตั้ง ในกรอบ SET 1,400-1,280จุด ธีมเด่น : Deregulations, SMEs Related & ภาคบริการ AMATA, WHA,KBANK, OSP, CENTEL, AWC
• กรณีพรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล: ตลาดมีโอกาสแกว่งบวก จากนโยบายที่ต่อเนื่องและมีเสถียรภาพขึ้น SET แกว่งในกรอบ 1,450-1,345 จุด เน้นธีมภาคบริการ & การลงทุน KBANK, KTB, BDMS, AOT, CENTEL, GULF
• กรณีเพื่อไทย นำจัดตั้ง: ตลาดตอบรับบวก SET 1,420-1,345 จุด ธีมการบริโภค+เทคโนโลยี ADVANC, GULF, PTT, CPALL, BDMS, AOT, MTC
กลยุทธ์: "Election Plays" เน้น 2 ธีมหลักที่ทุกพรรคหนุน Theme :Domestic Consumption (รับมาตรการกระตุ้น) และ Infra Tech &Wellness (จุดร่วม New S-Curve)
Best Picks:o ADVANC, GULF: Theme Infra Tech & DCs ที่รัฐเร่งผลักดัน o AMATA: ธีมลดขั้นตอนรัฐฯ เพิ่ม Smart ระบบราชการ +FDI o BDMS & CENTEL: Amazing Thailand + ธีม Medical Hub o CPALL : มาตรการกระตุ้นระยะสั้น
*** ยูโอบี เคย์เฮียน คาด "ภูมิใจไทย" ตั้งรัฐบาลผสมร่วม "เพื่อไทย"
บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) คาดว่า พรรคภูมิใจไทย จะจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับ พรรคเพื่อไทย เนื่องจากแรงเก็งกําไรช่วงเลือกตั้งได้ถูกสะท้อนไป ในราคาหุ้นแล้วเป็นส่วนใหญ่ (+8.2% เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต +6.9%) ปัจจัยกระตุ้นสําคัญหลังการเลือกตั้งจะอยู่ที่ เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่
หุ้นที่อิงปัจจัยภายนอก (extemal plays) คาดว่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่า ท่ามกลางแนวโน้ม เศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอ และความเสี่ยงจากความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในปีแรกหลังการเลือกตั้ง ขณะที่หุ้น defensive ยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดย Top Picks ของเรา คือ BCP, IVL, PTTGC, PTT, PTTEP, MINT, GULF, RATCH, EGCO

*** ฟิลลิป เปิดฉากทัศน์ มองโอกาส ภูมิใจไทยควบเพื่อไทย สูง 70%
บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีสามพรรคการเมืองใหญ่ ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภจท.) และ พรรคเพื่อไทย(พท.) เป็นตัวเลือกหลักที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด
ส่วนพรรคการเมืองขนาดกลางที่คาดว่า มีผลต่อการเลือกตั้งประกอบไปด้วยสองพรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ พรรคกล้าธรรม (กธ.) รวมทั้งหมด 5 พรรคการเมืองที่จะมีผลต่อสมการการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยวิเคราะห์ฉากทัศน์ และ หุ้นรับประโยชน์ไว้ ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 : Inevitable (พรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทย) นายกรัฐมนตรี : นายอนุทิน ชาญวีรกูลคาดเป้าหมายดัชนี SET Index : 1,450-1,480 จุด โดยมองว่า เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด(70%) เนื่องจากทั้งสองพรรคใหญ่ได้ประกาศต่อสาธารณชนถึงการเปิดประตูทุกบาน ล้างไพ่ใหม่ ไม่มีเงื่อนไขในการจับมือระหว่างกัน ส่วนนโยบายหลักของแต่ละพรรคอยู่ที่การเจรจากัน และ คาดว่าจะได้เสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดกลางอย่างพรรคกล้าธรรมเข้ามาด้วยทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมาก เสียงไม่ปริ่มน้ำ สามารถผ่านกฎหมายต่างๆได้โดยง่าย และ ทั้งสองพรรคไม่ได้มีนโยบายที่ต่างจากเดิมมากนักสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงคาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ของไทยจะยังได้ประโยชน์อยู่
ฉากทัศน์ที่ 2 : Grand Compromise (พรรคภูมิใจไทย + พรรคประชาชน) นายกรัฐมนตรี : นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิคาดเป้าหมายดัชนี SET Index : 1,420-1,450 จุด ซึ่งมองว่า เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เล็กน้อย(20%) แม้ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายจะจบกันไม่ดีเท่าที่ควร แต่จากช่ว่งการหาเสียงที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ปิดประตูการจับมือกันในอนาคต เพียงแต่อาจมีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลของแต่ละฝ่าย เช่น พรรคประชาชนวางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ ไม่เอาพรรคการเมืองบางพรรคมาร่วมรัฐบาล เช่น พรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีเงื่อนไข คือ การไม่แก้ไข ม.112 และ รวมถึงรัฐธรรมนูญหมวดที่ 1 และ 2 หากการเจรจาลงตัวฉากทัศน์นี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการถอยคนละก้าวระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยมบรรยากาศความขัดแย้งในประเทศอาจลดลง ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจ และ เรื่องอื่นๆ ทั้งสองพรรคแทบไม่มีนโยบายที่ขัดแย้งกันแบบรุนแรง ยกเว้นกรณีปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด ที่อาจต้องจับตาดูท่าทีของแต่ละฝ่ายอีกครั้ง ฉากทัศน์นี้อาจเป็นลบต่อหุ้นขนาดใหญ่
ฉากทัศน์ที่ 3 : Reconcile (พรรคประชาชน + พรรคเพื่อไทย) นายกรัฐมนตรี : นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ นายยศชนัน วงสวัสดิ์คาดเป้าหมายดัชนี SET Index : 1,380-1,420 จุด โดยมองว่า เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด(10%) สืบเนื่องจากความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 การทำงานในสภาที่ขัดแย้งกัน และฐานเสียงที่ทับซ้อนกัน ทำให้ทั้งสองพรรคอยู่ในโหมดคู่แข่งกันมากกว่าความสบายใจที่จะร่วมงานกันยังไม่มากพอ แต่ความเป็นไปได้ก็มีบ้าง โดยเฉพาะหากพรรคประชาชน เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยจะทำให้สมการเปลี่ยนทันที เพราะในฉากทัศน์อื่นๆ พรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสน้อยมากในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรอบนี้ แต่ทั้งนี้ถึงจะตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่มั่นคง ด้วยประเด็นทางกฎหมายต่างๆ เงื่อนไขและข้อจำกัดทางการเมือง จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายต่างๆ จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ฉากทัศน์พิเศษ : กรณีเลื่อนการเลือกต้ังจากภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา
นายกรัฐมนตรี : (รักษาการ)นายอนุทิน ชาญวีรกูลคาดเป้าหมายดัชนี SET Index : 1,100-1,200 จุด กรณีเลื่อนการเลือกตั้งจากภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่หากมีเหตุให้การเลือกตั้งไม่สามารถจัดวันเดียวกันได้จนต้องโมฆะหรือ เลื่อนออกไป จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง และ งบประมาณจะล่าช้าทำให้เศรษกิจไทยในปีนี้น่าจะโตต่ำกว่าเป้าหมาย 1.5% เป็นลบต่อดัชนี SET Index
อย่างไรก็ตาม มองว่าการเลือกตั้งและการลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ว่าออกฉากทัศน์ไหน เบื้องต้น ดัชนี SET Index น่าจะตอบรับในเชิงบวกก่อน แต่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ ดังที่วิเคราะห์ไว้
สำหรับหุ้นแนะนำรับผลการเลือกตั้ง ประกอบด้วย การเงิน : MTC, KTC, SAWAD , ธนาคาร : KTB, KBANK, KKP, TISCO , การบริโภคในประเทศ : CPAXT, MOSHI, CBG, OSP , อสังหาริมทรัพย์: SPALI, AP, SIRI, SC , นิคมอุตสาหกรรม : WHA, AMATA , ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง : CENTEL, ERW, BA, CPN และ ก่อสร้าง : STECON, CK, UNIQ
*** ตลาดชอบสูตร "ภูมิใจไทย - เพื่อไทย" เก็งนโยบายศก. - สรุปหุ้น Top Pick จากข้อมูลดังกล่าว "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สรุปประเด็นที่น่าสนใจ และโอกาสในการลงทุน ดังนี้ - ความเชื่อมั่น (Sentiment): ตลาดชอบฉากทัศน์ "ภูมิใจไทย + เพื่อไทย" มากที่สุด (โอกาส 70%) เพราะเป็นการ "ล้างไพ่" ที่ลงตัว นโยบายเศรษฐกิจจะไม่เปลี่ยนทิศทางมากนัก (Continuity) ซึ่งช่วยลดความผันผวนของ Fund Flow - มาตรการกระตุ้นที่ "ทำได้ทันที": นโยบาย "ใส่เงินในกระเป๋า" เช่น คนละครึ่ง Plus หรือการแก้หนี้/ลดค่าไฟ ถูกมองว่าเป็น Sweet Spot ที่จะช่วยพยุงกลุ่มค้าปลีกและบริโภคในประเทศได้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องรอแก้กฎหมายใหญ่ - หุ้นกลุ่มปลอดภัย (Safe Haven): หากผลการเลือกตั้งออกมาแบบรัฐบาลผสมที่เสียงไม่เด็ดขาด หุ้นกลุ่ม "สัมปทาน" หรือ "โครงสร้างพื้นฐาน" (GULF, ADVANC) จะถูกมองว่าเป็นหลุมหลบภัยเพราะมีความเสี่ยงจากนโยบาย (Policy Risk) ในการรื้อสัญญาต่ำกว่ารัฐบาลขั้วอื่น
| นโยบายคาดการณ์ | กลุ่มอุตสาหกรรม | หุ้นแนะนำ (Top Picks) | | คนละครึ่ง Plus / แจกเงิน | ค้าปลีก & สินเชื่อ | CPALL, MTC, SAWAD | | Medical Hub / ท่องเที่ยว | การแพทย์ & โรงแรม | BDMS, CENTEL, ERW | | Data Center / Cloud Service | ICT & พลังงาน | ADVANC, TRUE, GULF | | โครงการร่วมทุนรัฐ (PPP) | รับเหมา & นิคมฯ | WHA, CK, STECON | 
|