หุ้น General Motors (GM) มีแนวโน้มขึ้นแท่นหุ้นผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ ที่ทำผลงานดีที่สุดในปีนี้ และจ่อทำสถิติรายปีที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ฟื้นจากการล้มละลายในปี 2009 โดยราคาหุ้นปีนี้ เพิ่มขึ้นกว่า 55% โค่นสถิติเมื่อปีที่แล้ว ที่ 48.3% และเฉพาะเดือนธ.ค. เพียงเดือนเดียว ราคาหุ้น GM บวกไปแล้ว 13% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ราคาหุ้น GM ยังสูงกว่าหุ้น Tesla ที่เพิ่มขึ้นราว 17%, ขณะที่หุ้น Ford Motor เพิ่มขึ้น 34% ด้านหุ้น Stellantis บริษัทแม่ของ Chrysler ร่วงลง 15% ขณะที่หุ้นผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นที่เข้าเทรดในสหรัฐฯ อาทิ Honda และ Toyota ปรับตัวขึ้นรายปีในระดับที่ต่ำกว่า ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ GM ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทมีมุมมองเชิงบวก และปรับเพิ่มคำแนะนำ รวมถึงราคาเป้าหมายหลังไตรมาส 3 โดยข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) หลังปรับทวนแล้วของ GM สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์แทบทุกไตรมาสตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นเพียงไตรมาส 2 ของปี 2022 นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทระบุว่า ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด ความแข็งแกร่งของกำไร และประวัติการจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น รวมถึงการซื้อหุ้นคืน นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบภายใต้รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจุบัน แม้จะยังมีประเด็นเรื่องภาษีอยู่ก็ตาม ล่าสุด UBS ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายหุ้น GM ในช่วง 12 เดือน ขึ้นอีก 14% เป็น 97 ดอลลาร์ต่อหุ้น พร้อมจัดให้อยู่ในกลุ่มหุ้นฝั่งยานยนต์ก่อนเข้าสู่ปี 2026 ขณะที่ Morgan Stanley ปรับคำแนะนำเป็น Overweight (เพิ่มน้ำหนักลงทุน) พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 90 ดอลลาร์ต่อหุ้น 
แอนดรูว์ เพอร์โคโค (Andrew Percoco) นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley มองว่า GM เป็นผู้นำในกลุ่ม D3 ทั้งในอเมริกาเหนือและตลาดโลก ด้วยการเติบโตของยอดขายต่อหน่วย, ราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น, การควบคุมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโปรโมชั่นและข้อเสนอที่จูงใจ ไปจนถึงการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีวินัย ส่งผลให้ GM มีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) และผลตอบแทนที่ดีกว่าคู่แข่ง” ท่ามกลางปัจจัยหนุนที่ทำให้ราคาหุ้น GM ปรับตัวสูงขึ้น แมรี บาร์รา (Mary Barra) ซีอีโอของ GM และผู้บริหารคนอื่น ๆ โต้แย้งตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า หุ้นของบริษัทได้รับการประเมินมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงมาก หากพิจารณาจากผลประกอบการที่ทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ บาร์รากล่าวในช่วงแถลงผลประกอบการไตรมาสล่าสุดเมื่อเดือนต.ค. ว่า “รถยนต์ที่ยอดเยี่ยม เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจที่เรามอบให้ลูกค้า รวมถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่ง จะยังคงช่วยให้ GM โดดเด่นท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น” อย่างไรก็ดี บาร์ราได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นของตนเองลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้สิทธิออปชันหรือขายหุ้นไปราว 1.8 ล้านหุ้นในปีนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 73 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลในเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดย ณ เดือนก.ย. บาร์รายังคงถือหุ้นกว่า 433,500 หุ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 35 ล้านดอลลาร์ ที่มา CNBC 
|