ฮั่วเซ่งเฮง ชี้การเงินโลกสะเทือน ‘เควิน วอร์ช’ ขึ้นแท่นประธานเฟดคนใหม่ กดราคาทองคำปรับลดลงเกือบ 10% ภายในวันเดียว แนะรอเก็บแถว 4,500 เหรียญ ส่วนทองไทยปีนี้คาดขยับกรอบ 69,000-88,000 บาท บริษัท ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง จำกัด เปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนรุนแรง หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันเสนอชื่อ นายเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะตลาดทองคำ แม้ในระยะสั้นราคาทองจะถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่ในภาพใหญ่แนวโน้มขาขึ้นยังไม่จบ 
ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลก ปรับตัวลดลงเกือบ 10% ภายในวันเดียว โดยราคาทองคำ Spot ร่วงจากระดับ 5,377 ดอลลาร์ ลงมาทดสอบที่ระดับ 4,688 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว (เหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2526 โดยราคาปรับตัวลงกว่า 9.59%) ขณะที่โลหะเงิน (Silver) เผชิญแรงเทขายหนัก ทรุดตัวลงกว่า 30% ภายในวันเดียว การปรับฐานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แต่ตลาดกำลังมองว่า การเข้ามาของเควิน วอร์ช อาจทำให้เกิด ‘การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟด’ (Fed Pivot) อย่างไรก็ตามแม้ทรัมป์จะเคยส่งสัญญาณว่าต้องการประธาน Fed ที่ ‘สั่งได้’ และพร้อมลดดอกเบี้ยเชิงรุก แต่การเลือกวอร์ชกลับสร้างความประหลาดใจ เพราะวอร์ชมีประวัติเป็น ‘สายเหยี่ยว’ (Hawk) ที่ชัดเจนในอดีต - อดีตทูตวอลล์สตรีท: ในช่วงวิกฤตปี 2008 วอร์ชคือผู้ประสานงานหลักระหว่าง Fed และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ (Liaison to Wall Street) ภายใต้การนำของเบน เบอร์นันเก้
- จุดยืนต้านเงินเฟ้อ: วอร์ชเคยลาออกจาก Fed ในปี 2011 เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการพิมพ์เงิน (QE) และการคงดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น ‘การกดขี่ทางการเงิน’ (Financial Repression)
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Investopedia และ The Guardian วิเคราะห์ว่า ในช่วงไม่กี่เดือนก่อนการเสนอชื่อ วอร์ชเริ่มปรับโทนเสียงให้สอดคล้องกับทรัมป์มากขึ้น โดยวิจารณ์ว่า Fed ภายใต้การนำของเจอโรม พาวเวลล์ นั้น ‘เดินเกมช้าเกินไป’ (Backward-looking) และควรลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนนโยบายฝั่งอุปทาน (Supply-side Economics) ของทรัมป์ ผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์และทองคำ การมาของวอร์ชทำให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) พุ่งขึ้นทันที เนื่องจากตลาดกำลังคาดหวังว่า “วอร์ช” จะสามารถต้านทานแรงกดดันจากการแทรกแซงทางการเมือง และนำพา Fed ไปสู่การกำหนดนโยบายที่มีความเป็นกลางมากขึ้น พร้อมทั้งเปลี่ยนการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้เป็นกระบวนการที่คาดการณ์ได้และโปร่งใส นักยุทธศาสตร์จาก OCBC มองว่า การพักฐานของทองคำเป็นสิ่งที่ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ หลังจากราคาวิ่งขึ้นแบบ Parabolic มาตลอดปี 2568 ส่วนการเสนอชื่อวอร์ชเป็นเพียง ‘ชนวน’ (Trigger) ที่ทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไรครั้งใหญ่เท่านั้น มุมมองและกลยุทธ์จากฮั่วเซ่งเฮง แม้ในระยะสั้นทองคำจะเผชิญแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น แต่ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ‘แนวโน้มขาขึ้นในภาพใหญ่ยังไม่จบ’ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีตอบโต้การค้า การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) และความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลก สำหรับราคาทองคำในประเทศช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าเคลื่อนไหวในกรอบ 69,000-88,000 บาท ส่วนราคาเป้าหมายสูงสุดของปี คาดว่าอาจสูงถึงระดับ 88,000 บาท “ราคาทองคำปีนี้ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมากต่อเนื่องจากปี 68 นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามราคาทองโลก เงินบาท และปัจจัยที่กระทบกับราคาทองคำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายของทรัมป์ที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินเป็นพิเศษ”ฝ่ายวิเคราะห์ฮั่วเซ่งเฮง กล่าว กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น หากราคาย่อตัวลงมาที่ 4,500 ดอลลาร์ (หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศราว 69,000 บาทต่อบาททองคำ) เป็นจุดที่น่าสนใจในการทยอยเข้าซื้อสะสม กลยุทธ์การลงทุนระยะยาว แนะนำ ‘ถือต่อ’ โดยควรมีทองคำติดพอร์ตไว้ 10-15% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสงครามการค้าและความผันผวนของนโยบายทรัมป์ที่อาจกลับมาสร้างภาวะเงินเฟ้อในอนาคต 
|