| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) หลังการซื้อขายที่ผันผวน ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ท่ามกลางกระแสข่าวว่า การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้า แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังคงมีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นการจัดการคลังยูเรเนียม รวมถึงสิทธิ์ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,285.66 จุด เพิ่มขึ้น 276.31 จุด (+0.55%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,445.72 จุด เพิ่มขึ้น 12.75 จุด (+0.17%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,293.10 จุด เพิ่มขึ้น 22.74 จุด (+0.09%) บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน โดยช่วงเช้าตลาดเคลื่อนไหวในแดนลบ ก่อนจะพลิกกลับมาปิดบวกในช่วงบ่าย โดยดาวโจนส์ปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังราคาน้ำมันลดลงหลังจากพุ่งขึ้นในช่วงแรก ทางด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า มีสัญญาณที่ดีบางประการในการเจรจากับอิหร่าน แต่ระบุด้วยว่า ข้อตกลงทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากอิหร่านยังคงเดินหน้าบังคับใช้ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงใด ๆ แต่สามารถลดช่องว่างความเห็นที่ขัดแย้งลงได้บ้าง โดยประเด็นยูเรเนียมและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ เจสัน ไพรด์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและการวิจัยจาก Glenmede วิเคราะห์ว่า ความผันผวนเมื่อวันพฤหัสบดีเป็นผลมาจากปฏิกิริยาของนักลงทุนต่อการคาดการณ์สถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ช่วงที่ตลาดมีการซื้อขายในระดับที่สูง ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งช่วยบดบังความกังวลเรื่องอิหร่านไปได้ก่อนหน้านี้ แต่ฤดูกาลรายงานผลประกอบการใกล้จบแล้ว ตลาดคงไม่มีข่าวดีจากผลกำไรของบริษัทเข้ามาหนุน ความสนใจของตลาดจึงเวียนกลับมาที่ประเด็นอิหร่านอีกครั้ง และในระยะสั้นนั้น ทิศทางของตลาดน่าจะขับเคลื่อนไปตามกระแสข่าวหรือการประกาศข้อตกลงที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับอิหร่านเป็นหลัก มาร์ก ดิซาร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Huntington Wealth Management ให้ความเห็นว่า ข้อดีในมุมมองของตลาดคือข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางนี้ยังคงมีผลอยู่ และเป็นเรื่องดีที่ยังมีช่องทางคลี่คลายสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนในเวลานี้อ่อนไหวต่อทุกพาดหัวข่าวมาก และไม่มีใครรู้ความคืบหน้าที่แท้จริงของการเจรจานี้ นอกจากคนวงในของสหรัฐฯ และอิหร่านเท่านั้น นอกจากนี้นักลงทุนยังซึมซับรายงานผลประกอบการระลอกสุดท้ายจากบริษัทขนาดใหญ่ โดยหุ้นของ Walmartเครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของโลก ดิ่งลง 7.3% หลังคาดการณ์กำไรไตรมาสสองต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ โดยยังคงเป้าหมายรายได้ทั้งปีตามเดิม ทั้งนี้ จอห์น เดวิด เรนีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท ระบุว่า ผู้บริโภคกำลังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง และหากสภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของราคาค้าปลีกจะปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสสองและช่วงครึ่งหลังของปี สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด พบว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของตลาดแรงงาน ซึ่งเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สามารถมุ่งไปที่การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้ต่อไป ขณะที่ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสี่ปีในเดือนพ.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งกักตันสินค้าคงคลังเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาดแคลนและราคาสินค้าที่สูงขึ้นเนื่องจากสงครามอิหร่าน ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 พบว่า หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคดิ่งนำตลาด ปิดลบ 1.6% โดยถูกกดดันจากยอดขายของ Walmart รวมถึงการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มค้าปลีกอื่น ๆ ซึ่งรวมถึง Casey's General Stores ที่ลดลง 3.3% และ Costco Wholesale ลดลง 2.2% - หุ้น Nvidia ลดลง 1.8% จากแรงขายทำกำไรบางส่วน หลังจากบริษัทคาดการณ์รายได้ไตรมาสสองในเชิงบวก พร้อมประกาศซื้อหุ้นคืนมูลค่า 80,000 ล้านดอลลาร์ แม้ราคาหุ้นของบริษัทจะทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ ทว่าอัตราการเติบโตเริ่มชะลอตัวลงเนื่องจากนักลงทุนประเมินว่า Nvidia จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากบริษัทคู่แข่ง อาทิ Intel และ Advanced Micro Devices ในอนาคต อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.3% เนื่องจากนักลงทุนมองว่าผลประกอบการของ Nvidia ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับหุ้นกลุ่มนี้ - หุ้น IBM พุ่งขึ้น 12.4% รับข่าวที่ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะให้เงินสนับสนุนบริษัทด้านควอนตัมคอมพิวติ้งบางแห่ง ซึ่งรวมถึงกิจการร่วมทุนแห่งใหม่ของ IBM เพื่อแลกกับการเข้าถือหุ้นในบริษัทกลุ่มนี้ - ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้น GlobalFoundries พุ่งขึ้น 14.9% หุ้น D-Wave Quantum ทะยานขึ้น 33.4% หุ้น Rigetti Computing ทะยานขึ้น 30.6% และหุ้น Infleqtion ดีดขึ้น 31.5% - หุ้น Intuit บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ทรุดลง 20% หลังจากปรับลดคาดการณ์รายได้ประจำปีของบริการซอฟต์แวร์ยื่นภาษี “TurboTax” พร้อมประกาศปรับลดพนักงานประจำลง 17% ส่งผลให้หุ้นของผู้ให้บริการเตรียมแบบแสดงรายการภาษีอย่าง H&R Block ปิดตลาดร่วงลงตามไป 4.8% ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 17,670 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,570 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.51 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 234 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 106 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 2,985 ตัว และหุ้นลบ 1,798 ตัว โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.66 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 11 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 4 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 96 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 108 ตัว ที่มา Reuters อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |