บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 22/04/69

รูป บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 22/04/69

efinAI


หวังมูดี้ส์ช่วยปิดรู FUND FLOW ไหลออกหุ้นไทยบ้าง

HORIZON MARKET VIEW

• วานนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นยืนเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง หลังการ เจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านล้มเหลว อย่างไรก็ตามยังมีสัญญาณเชิงบวกในเชิง ความรุนแรงสงครามเบาลง จากการประกาศของ ปธน. ทรัมป์ ขยายเวลาข้อตกลงพัก รบกับอิหร่านออกไปจนกว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุป แต่ยังคงปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ทำ ให้การเดินเรือแทบหยุดชะงัก

• การสำรวจของ POLYMARKET กำลังเดิมพันว่าสงครามจะไม่บานปลาย และจะจบด้วย การเจรจา โดยมีความน่าจะเป็น 64% ที่คาดว่าการทำข้อตกลงสันติภาพถาวรระหว่าง สหรัฐ–อิหร่าน จะเกิดขึ้นภายในเดือน มิ.ย. 2026 และมีความน่าจะเป็นสูงถึง 83% ที่คาด ว่าปธน.ทรัมป์ จะประกาศยกเลิกการปิดช่องแคบ HORMUZ ภายในเดือน พ.ค. 2026

REGION RADAR 

• UNITEDHEALTH (UNH US) เผยผลประกอบการไตรมาส 1/26 ออกมาแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ $1.11 แสนล้าน +2% YOY (สูง กว่าคาด 2%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $7.23 +0.4% YOY (สูงกว่าคาด 10%) หลังได้รับแรงหนุนของทุกกลุ่มธุรกิจหลักมีผลงานดีเกินคาด

• ข้อมูลสถิติจาก QUESTMOBILE พบว่า MEITUAN มีส่วนแบ่ง การตลาดของธุรกิจ QUICK COMMERCE เพิ่มขึ้นในเดือน มี.ค. ที่ ผ่านมาสู่ระดับ 53% (เดิม 52%) แนะนำเก็งกำไร DR: MEITUAN80

THAI FOCUS

• โครงสร้างเศรษฐกิจและการคลังของไทยในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วง ประคองตัว การมีหนี้สาธารณะระดับ 66% และภาระชำระหนี้ต่อ งบประมาณที่ 11.2% เป็นโจทย์ท้าทายที่ทำให้รัฐบาลขยับตัวได้ยาก ขึ้นในการใช้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

• อย่างไรก็ตามการที่ MOODY'S ปรับมุมมองเป็น STABLE จาก NEGATIVE เป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นฐานโดยรวมของเศรษฐกิจไทยยัง แข็งแกร่งพอที่จะรับมือความเสี่ยงได้ และถือเป็น 1 ในปัจจัยหนุนให้ FLOW ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต

SYNAPSE STRATEGY

• ทรัมป์ขยายเวลาจะเจรจาออกไป แบบไม่มีกำหนด แม้จะยังไม่เห็น จุดสิ้นสุดสงคราม แต่ก็ถือเป็นการพักรบไประยะหนึ่ง ส่งผลให้ตลาด หุ้นโลกMSCI ACWI ที่ขึ้นมาเยอะในเดือนนี้+9%ถูกจำกัด UPSIDE

• ขณะที่ไทย มูดี้ส์ปรับเพิ่ม OUTLOOK อันดับเครดิต BAA1 ขึ้นเป็น 'มีเสถียรภาพ' หนุน FUND FLOW มีโอกาสขยับมาซื้อหุ้นไทยเพิ่ม หลังจากปีนี้ซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค 623 ล้าน เหรียญ (YTD) แนะนำเก็งกำไรหุ้นใหญ่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว BBL, KTB, KBANK, BTS, BEM, COM7, ICHI

HORIZON MARKET VIEW

พักเบรคความรุนแรงสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน
วานนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นยืนเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านล้มเหลว อย่างไรก็ตามยังมีสัญญาณเชิงบวกในเชิงความรุนแรงสงครามเบาลง จากการประกาศของ ปธน. ทรัมป์ ขยายเวลาข้อตกลงพักรบกับอิหร่านออกไปจนกว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุป แต่ยังคงปิดล้อมช่องแคบ ฮอร์มุซ ทำให้การเดินเรือแทบหยุดชะงัก

การสำรวจของ POLYMARKET กำลังเดิมพันว่าสงครามจะไม่บานปลาย และจะจบด้วยการเจรจา สะท้อนจากผล โพลที่น่าสนใจ ดังนี้

• การทำข้อตกลงสันติภาพถาวรระหว่างสหรัฐ–อิหร่าน จะเกิดขึ้นภายในเดือน มิ.ย. 2026 มีความน่าจะ เป็น 64%

• ปธน.ทรัมป์จะประกาศยกเลิกการปิดช่องแคบ HORMUZ ภายในเดือน พ.ค.2026 มีความน่าจะเป็นสูง ถึง83%

• ปธน.ทรัมป์ จะประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านภายในเดือน มิ.ย. 2026 มีความน่าจะเป็น 74%

REGION RADAR

UNITEDHEALTH รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 แข็งแกร่ง
UNITEDHEALTH (UNH US) +6.9%หลังบริษัทเผยผลประกอบการไตรมาส 1/26 ออกมาแข็งแกร่ง โดยมีรายได้ รวมอยู่ที่ $1.11 แสนล้าน +2% YOY (สูงกว่าคาด 2%)ขณะที่ EPS อยู่ที่ $7.23 +0.4% YOY (สูงกว่าคาด 10%) หลังได้รับแรงหนุนของทุกกลุ่มธุรกิจหลักมีผลงานดีเกินคาดจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการทางการแพทย์ที่เข้มงวดช่วยลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งได้ผลบวกจากฤดูไข้หวัดที่ไม่รุนแรงมากนัก ในไตรมาสที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับเป้าหมายกำไรในปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ $18.25 (เดิม $17.75) และ บริษัทประกาศเตรียมซื้อหุ้นคืนอย่างน้อย $2 พันล้าน ภายในสิ้นไตรมาสที่ 2 นี้

MEITUAN เพิ่ม MARKET SHARE ในตลาด QUICK COMMERCE ได้มากขึ้น
ข้อมูลสถิติจาก QUESTMOBILE ได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มการเติบโต การแข่งขัน รวมถึงพฤติกรรมของทั้งไรเดอร์ และร้านค้าในระบบของประเทศจีน พบว่าในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ยอดสั่งอาหารเฉลี่ยต่อวันของ 3 แพลตฟอร์ม ยักษ์ใหญ่ได้แก่ของบริษัท MEITUAN, ALIBABA และ JD.COM รวมกันอยู่ที่122 ล้านออเดอร์ซึ่ง MEITUAN มี จำนวนออเดอร์อยู่ที่ 62 ล้านออเดอร์ คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ระดับ 53% (VS. เดือนก่อนที่ระดับ 52%)

แนะนำเก็งกำไร DR: MEITUAN80 เนื่องจากมองว่าการแข่งขันด้านราคาของธุรกิจ FOOD DELIVERY จะเริ่ม ผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังรัฐบาลเริ่มเข้ามาควบคุมการแข่งขันในธุรกิจนี้

THAI FOCUS

ระดับหนี้สาธารณะทรงตัวในระดับสูง แต่ความเสี่ยงเริ่มนิ่งจน MOODY’S ปรับมุมมองดีขึ้น
หากเปรียบเทียบการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ของไทยกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (เช่น สหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น และยูโรโซน) จะเห็นได้ว่าไทยมีทิศทางปรับตัวลดลงลึกในช่วงวิกฤต (เช่น COVID-19) และปัจจุบัน ก็ยังคงอยู่ในสถานะขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่หลายประเทศทั่วโลกต่างก็ใช้ นโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามผลจากการขาดดุลสะสม ทำให้ปัจจุบันหนี้สาธารณะคงค้างของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66.09% ต่อ GDP (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 12.59 ล้านล้านบาท) โดยสัดส่วนหลักกว่า 86% เป็นการกู้ยืมโดยตรงของรัฐบาล ตัวเลขหนี้ระดับ 66% ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอดีต

อีก 1 สิ่งที่ต้องดูควบคู่กันไป คือ ภาระหนี้ต่องบประมาณในปีงบประมาณ 2569 ของไทยที่ขยับสูงขึ้นมาอยู่ ระดับ 11.2% โดยแนวโน้มในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งเม็ดเงินที่ต้องจ่ายคืนเงินต้น รวมถึงดอกเบี้ยและ ค่าธรรมเนียมปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่ภาระหนี้มีสัดส่วนถึง 11.2% ของงบประมาณแผ่นดิน หมายความว่า พื้นที่ทางการคลัง(FISCAL SPACE) ของรัฐบาลจะลดลง เนื่องจากงบประมาณต้องถูกกัน ไว้เพื่อชำระหนี้เดิม ทำให้เหลือเม็ดเงินสำหรับนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือจัดทำนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจใหม่ๆ ได้น้อยลง

อย่างไรก็ตามตัวเลขการคลังอาจดูตึงตัว แต่ในฝั่งของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง MOODY'S กลับมีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้น โดยล่าสุด เม.ย.26 MOODY'S ได้ปรับมุมมอง (OUTLOOK) ของประเทศ ไทยจาก NEGATIVE (เชิงลบ) กลับมาเป็น STABLE (มีเสถียรภาพ) โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ ระดับ BAA1 สาเหตุหลักเป็นเพราะความเสี่ยงขาลง (DOWNSIDE RISK) ลดลง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ด้าน ได้แก่

1. การเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ : เสถียรภาพทางการเมืองดูดีขึ้น และเริ่มเห็นนโยบายการลงทุน ที่ชัดเจนขึ้น

2. ปัจจัยภายนอก : แรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าหรือกำแพงภาษี (TARIFF / TRADE SHOCK) ที่เคยกังวลในปี 2025 เริ่มผ่อนคลายลง

3. ภาคการคลัง : แม้ปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลจะยังคงอยู่ แต่ความเสี่ยงไม่ได้เร่งตัวลง มากกว่าเดิม ตลาดจึงมองว่าจุดที่น่ากังวลที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว

สรุป โครงสร้างเศรษฐกิจและการคลังของไทยในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงประคองตัว การมีหนี้สาธารณะ ระดับ 66% และภาระชำระหนี้ต่องบประมาณที่ 11.2% เป็นโจทย์ท้าทายที่ทำให้รัฐบาลขยับตัวได้ยากขึ้น แต่ การที่ MOODY'S ปรับมุมมองเป็น STABLE เป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นฐานโดยรวมของเศรษฐกิจไทยยัง แข็งแกร่งพอที่จะรับมือความเสี่ยงได้ และถือเป็น 1 ในปัจจัยหนุนให้ FLOW ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่าง ต่อเนื่องในอนาคต

SYNAPSE STRATEGY

มูดี้ส์ ปรับมุมมองเครดิตไทยดีขึ้น หวังช่วยให้ต่างชาติจะชะลอการขายหุ้นไทย
ทรัมป์ขยายเวลาจะเจรจาออกไป แบบไม่มีกำหนด แม้จะยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดสงคราม แต่ก็ถือเป็นการพักรบ ไประยะหนึ่ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลก MSCI ACWI ที่ขึ้นมาเยอะในเดือนนี้ +9% ถูกจำกัด UPSIDE

ขณะที่ไทย มูดี้ส์ปรับเพิ่ม OUTLOOK อันดับเครดิต BAA1 ขึ้นเป็น 'มีเสถียรภาพ' หนุน FUND FLOW หลังสงกรานต์ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 4 วันทำการ 1.1 หมื่นล้านบาท อาจหยุดขายและกลับมาซื้อเพิ่ม หนุนยอดซื้อสุทธิในปีนี้ที่ตลาดหุ้นไทยถูกซื้อสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค 623 ล้านเหรียญ หรือ 1.9 หมื่นล้านบาท (YTD) เพิ่มขึ้น แนะนำเก็งกำไรหุ้นใหญ่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว BBL, KTB, KBANK, BTS, BEM, COM7, ICHI

FUNDAMENTALINSIGHT

กลุ่มธนาคาร : กำไรฯ 1Q69 สูงกว่าคาดจาก NON – NII แต่ข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอน เน้น ธ.พ. ที่มีกันชน อย่าง KTB, KBANK และ BBL

กำไรสุทธิกลุ่มฯ (8 ธนาคาร) งวด 1Q69 อยู่ที่ 6.6 หมื่นล้านบาท สูงกว่ากว่าฝ่ายวิจัยคาด 8% และ BB CONSENSUS ราว 12% จาก NON – NII ในกลุ่ม CAPITAL MARKET ตามภาวะตลาด โดยส่วนใหญ่ รายงานกำไรฯ สูงกว่าตลาดคาดการณ์ ดังนี้ KBANK, KKP, BAY, BBL และ KTB ด้าน TISCO และ TTB ใกล้เคียงคาด ขณะที่ SCB ต่ำกว่าฝ่ายวิจัยคาด 7% (มีแผนปรับลดกำไรฯ และ FV ในลำดับถัดไป

โดยการเติบโตของกำไรกลุ่มฯ 20% QOQ จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานดีขึ้นตามฤดูกาล ในเชิง YOY ทรงตัว แม้ NON – NII ดีขึ้น แต่รายได้หลักอย่าง NII ชะลอตัว ตามวงจรดอกเบี้ย รายละเอียดดังนี้

• สินเชื่อกลุ่มฯ ณ สิ้นงวด 1Q69 เพิ่ม 1% QOQ จาก SCB, KTB, BBL และ KKP ราว 2% -3% หนุนด้วยรายใหญ่ จากกลุ่ม WORKING CAPITAL ของ BBL หลังราคาวัตถุดิบขยับขึ้นตาม COST PUSH INFLATION และรัฐบาลของ KTB

• NII กลุ่มฯ ที่ 1.6 แสนล้านบาท ลด 8% YOY หลัง NIM กลุ่มฯ ลง 30 BPS YOY มาที่ 3.0% กดดันจาก ธ.พ. ใหญ่ตามวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง

• NON-NII กลุ่มฯ ที่ 8.2 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 17% YOY จากรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ราว 4.5 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 14% หนุนด้วย บล., บลจ. ตามภาวะตลาด รวมทั้งการขยายฐานลูกค้า WEALTH ของ ธ.พ. ใหญ่ ผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ของ KBANK, SCB และ KTB สูงขึ้น 14-18% นอกจากนี้รายได้อื่นมีปัจจัยบวกจากเงินปันผลรับของ VAYU1 และ TRADING INCOME ของ KTB (เงินลงทุนใน THAI)

ภายใต้ภาวะการหารายได้ยังเผชิญความท้าทายจากวงจรดอกเบี้ย จึงเห็นการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย เพื่อลดทอนผลกระทบของรายได้ โดย COST TO INCOME RATIO (CIR) กลุ่มฯ ที่ 42% มีพัฒนาการ จาก 43% งวดเดียวกันปีก่อน ซึ่ง KTB กับ KBANK ทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 39%

ขณะที่ CREDIT COST ทรงตัวที่ 1.5% โดยรายได้ส่วนเพิ่มจาก CAPITAL MARKET ในงวดนี้ ทำให้ ธ.พ. ส่วนใหญ่ เสริมการตั้งสำรองหรือทรงตัวอยู่ในระดับสูงเพื่อเป็นกันชนต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมห ภาคในระยะข้างหน้า ผลักดัน COVERAGE RATIO กลุ่มฯ ขยับมาที่ 193% จาก 189% ณ สิ้นงวดก่อน และสูงกว่าช่วงรัสเซีย – ยูเครน ที่ 177% ซึ่ง BBL (318%), KTB (201%), TISCO (191%) และ KBANK (161%) จะรับมือกับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ข้างหน้าได้ดีกว่ากลุ่มฯ ตามความเห็นฝ่ายวิจัย

NPL / LOAN กลุ่มฯ ใกล้เคียงสิ้นงวดก่อนที่ 3.7% จากนโยบายสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมายังเป็นไปอย่าง เข้มงวด โดยส่วนใหญ่ระดับ NPL ทรงตัวถึงลง ในทางตรงข้ามมี BBL เพิ่มตามฤดูกาล ก่อนจะปรับลด ในช่วงปลายปีของทุกปี รวมถึง BAY กับ TTB เพราะฐานสินเชื่อต่ำลง

โดยรวมกำไรฯ 1Q69 คิดเป็นสัดส่วน 27% ของประมาณการกำไรฯ ทั้งปี (2.4 แสนล้านบาท ลด 5% YOY) สอดคล้องกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี จึงประเมิน DOWNSIDE ต่อประมาณการ ยังจำกัด ขณะที่ SETBANK เชิง YTD บวกเพียง 3.4% เทียบ SET ที่ปรับขึ้น 18% มองว่าสะท้อนการ ดำเนินงานชะลอตัวแล้ว ยังเลือก KTB จากแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์คุมได้ดีกว่า ธ.พ. ใหญ่อื่น และ KBANK กับ BBL ซึ่งมี PBV ที่ 0.5 – 0.7 เท่า เทียบ ธ.พ. อื่นที่ 0.9 เข้า เป็น LAGGARD PLAY โดยใช้ จังหวะราคาหุ้นปรับฐานตามกลไก XD ในการสะสม เพื่อรอรับการฟื้นตัวของราคาหุ้นในช่วงปันผล ระหว่างกาล

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์


Reported by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ

เจ้าหน้าที่ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย