เปิดโผ 13 บจ.กำไร 1Q/69 จ่อโตทั้ง YoY-QoQ

รูป เปิดโผ 13 บจ.กำไร 1Q/69 จ่อโตทั้ง YoY-QoQ

efinAI


กางบทวิเคราะห์จาก IAA Consensus ล่าสุด พบ 13 บจ. (ไม่รวมหุ้นกลุ่มแบงก์) ถูกนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไร 1Q/69 มีแนวโน้มเติบโตทั้ง YoY-QoQ ส่วนใหญ่เป็นหุ้น SET100 กลุ่มพลังงานฯ-พาณิชย์กอดคอติดโผเพียบ ขณะที่ส่องราคาหุ้นล่าสุด พบถึง 9 บริษัท มีอัปไซด์สูงเกิน 30%

ส่อง 13 หุ้น ถูกคาดกำไร 1Q/69 โต YoY-QoQ

“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” สำรวจบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จาก IAA Consensus พบ 13 บริษัท (ไม่รวมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์) ถูกโบรกเกอร์คาดการณ์ว่า กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 (1Q/69) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นทั้งเทียบปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อน (QoQ) ประกอบด้วย

13 บจ. กำไร 1Q/69 จ่อโตแกร่ง
ชื่อย่อหุ้นบล.คาดกำไร 1Q/69 (ลบ.)%chg YoY%chg QoQราคาเหมาะสม (บ.)%อัปไซด์
TOPเคจีไอ19,600459.52697.3950.510.38
เอเซีย พลัส19,000442.39672.985826.78
ดาโอ18,500428.11652.64509.29
หยวนต้า18,000413.84632.35826.78
ทิสโก้18,000413.84632.345-1.64
อินโนเวสท์ฯ17,500399.57611.966031.15
ลิเบอเรเตอร์17,406396.88608.1343-6.01
ดีบีเอสฯ17,190390.72599.34460.55
กรุงศรี17,000385.29591.615622.40
ทรีนีตี้17,000385.29591.6145-1.64
CPALLดาโอ8,3009.4214.46340.78
หยวนต้า8,2008.1013.026238.55
ทิสโก้8,1807.8412.746136.31
เอเซีย พลัส8,1006.7811.645931.84
ฟินันเซียฯ8,1006.7811.646034.08
ฟิลลิป8,1006.7811.646034.08
เคจีไอ8,1006.7811.645931.84
ยูโอบีฯ8,0005.4710.266238.55
บัวหลวง8,0005.4710.266034.08
IRPCทิสโก้7,700พลิกกำไรพลิกกำไร1.754.17
ลิเบอเรเตอร์7,286พลิกกำไรพลิกกำไร1.53-8.93
ดีบีเอสฯ7,270พลิกกำไรพลิกกำไร1.2-28.57
กรุงศรี6,900พลิกกำไรพลิกกำไร1.87.14
เคจีไอ6,600พลิกกำไรพลิกกำไร1.87.14
หยวนต้า6,400พลิกกำไรพลิกกำไร1.71.19
TRUEกรุงศรี6,580302.9364.411940.74
เคจีไอ6,300285.7957.4215.7016.30
บัวหลวง6,300285.7957.4215.1011.85
หยวนต้า6,200279.6654.921618.52
เอเซีย พลัส6,200279.6654.921833.33
เมย์แบงก์ฯ6,100273.5452.421618.52
อินโนเวสท์ฯ6,100273.5452.421618.52
SCCลิเบอเรเตอร์5,876435.15พลิกกำไร203.83-7.31
ดาโอ5,400391.80พลิกกำไร25013.69
เคจีไอ5,000355.37พลิกกำไร203.80-7.32
หยวนต้า5,000355.37พลิกกำไร26018.24
ทิสโก้4,700328.05พลิกกำไร132-39.97
PTTGCดีบีเอสฯ4,200พลิกกำไรพลิกกำไร34-6.21
กรุงศรี3,700พลิกกำไรพลิกกำไร372.07
ทรีนีตี้3,500พลิกกำไรพลิกกำไร384.83
เอเซีย พลัส3,200พลิกกำไรพลิกกำไร34-6.21
หยวนต้า3,000พลิกกำไรพลิกกำไร397.59
เคจีไอ2,600พลิกกำไรพลิกกำไร4010.34
MTCฟินันเซียฯ1,81015.31.74653.33
ทรีนีตี้1,80214.71.25273.33
ฟิลลิป1,80014.114550.00
GPSCเอเซีย พลัส1,60040.356.884526.76
ทิสโก้1,60040.356.884012.68
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์1,56036.844.204938.03
กรุงศรี1,55035.963.544423.94
ดีบีเอสฯ1,52033.331.53374.23
TIDLORบัวหลวง1,4001739.532437.93
ฟินันเซียฯ1,38015.133.722437.93
ทรีนีตี้1,33011.128.872543.68
SCGPเคจีไอ1,27041.265.3023.3011.48
ดีบีเอสฯ1,22035.701.1619-9.09
ลิเบอเรเตอร์1,21535.15121.090.91
SAPPEฟินันเซียฯ2386.7296.69336.45
เอเซีย พลัส2303.1390.084235.48
SAVกรุงศรี1517.093.4218.1069.16
พาย1517.093.4215.1041.12
ทิสโก้1506.382.7315.1041.12
หยวนต้า1506.382.731649.53
ดาโอ1484.961.3616.0049.53
ADVICEแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์9347.61507.3132.91
ทิสโก้9042.8545.166.823.64
บัวหลวง8839.6941.93727.27
หยวนต้า8534.9237.096.721.82
หมายเหตุ : ข้อมูลเฉพาะหุ้นที่มีบทวิเคราะห์รองรับ *อัปไซด์เทียบราคาปิด 24 เม.ย.69

13 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในดัชนี SET100 จำนวน 10 บริษัท ขณะที่บริษัทนอกดัชนี SET100 ติดโผเข้ามาเพียง 3 บริษัท กลุ่ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ติดโผมากสุด จำนวน 3 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มพาณิชย์ที่ติดโผ จำนวน 2 บริษัท ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในหลายอุตสาหกรรม

“TOP” ถูกคาดกำไรสูงสุด 1.9 หมื่นลบ.

บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ถูกนักวิเคราะห์คาดว่าไตรมาส 1/69 จะมีกำไรสุทธิมากที่สุด 17,000 – 19,600 ล้านบาท เติบโตขึ้น 385.29 – 459.52% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 591.61 – 697.39% จากไตรมาสก่อน หนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นจากการผลิตรวมของโรงกลั่นน้ำมัน (GIM) ที่แข็งแกร่ง 14 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกลุ่ม Middle distillate ที่มากกว่า 30 เหรียญ/บาร์เรล สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 18 – 19 เหรียญ/บาร์เรล ช่วยหนุนค่าการกลั่นให้เพิ่มขึ้นเป็น 12 เหรียญ/บาร์เรล


อีกทั้ง มีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากจะรับรู้กำไรสต๊อกน้ำมันประมาณ 24,000 ล้านบาท, กำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,300 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1,800 ล้านบาท ซึ่งมากพอที่จะชดเชยผลจากการขาดทุนป้องกันความเสี่ยงจำนวน 8,000 ล้านบาท นอกจากนี้ มาร์จิ้นยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากธุรกิจอะโรเมติกส์ และน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานอีกราว 2 เหรียญ/บาร์เรล และบริษัทยังรักษาต้นทุนการดำเนินงานให้สามารถแข่งขันได้ที่ 1.5 เหรียญ/บาร์เรล จากการเพิ่มอัตราการใช้กำลังการกลั่นเป็น 113% เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ


รองลงมา คือ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ที่ถูกคาดกำไรสุทธิ 8,000 – 8,300 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5.47 – 9.42% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 10.26 – 14.40% จากไตรมาสก่อน ซึ่งการเติบโตเป็นไปตามปัจจัยฤดูกาล หลังร้านสะดวกซื้อมียอดขาย และ GPM เติบโตพอชดเชยการชะลอตัวของส่วนแบ่งกำไรจาก CPAXT และยังมีการเปิดสาขาใหม่อีกกว่า 700 แห่ง ประกอบกับ การเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSSG) พลิกเป็นบวก 1.5% จากปีก่อน ตามการบริโภค-ท่องเที่ยวฟื้นตัวเล็กน้อย และไม่มีปัจจัยลบ อาทิ ฝนตก หรือน้ำท่วม กดดัน

อีก 3 บจ. คาดกำไรสูงทะลุ 5 พันลบ.

ยังมีอีก 3 บริษัท ที่โบรกเกอร์ประเมินว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มจะรายงานกำไรสุทธิมากกว่า 5,000 ล้านบาท นำโดย บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ที่ถูกคาดกำไรสุทธิ 6,400 – 7,700 ล้านบาท เทียบปีก่อนขาดทุนสุทธิ 1,206 ล้านบาท และไตรมาสก่อนขาดทุนสุทธิ 573 ล้านบาท หลังไตรมาสนี้จะมีรายการพิเศษสุทธิรวมเป็นรายได้ราว 4,900 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายรวม 1,400 ล้านบาท หลัก ๆ มาจากบันทึกกลับเป็นกำไรจากสต๊อกน้ำมันรวม NRV และ Hedging ประมาณ 5,000 ล้านบาท จากขาดทุนสต๊อก 2,400 ล้านบาท งวดก่อนหน้า


ขณะที่ กำไรปกติก็จะฟื้นตัวขึ้นด้วย เป็นไปตาม Market GIM ที่คาดจะปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 13 เหรียญ/บาร์เรล จาก 11.60 เหรียญ/บาร์เรล ในไตรมาสก่อน หลัง Spread ปิโตรเลียมปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 10.50 เหรียญ/บาร์เรล จาก 8.50 เหรียญ/บาร์เรล ในไตรมาสก่อน และ Spread กลุ่มสาธารณูปโภคที่คาดเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ราว 1 เหรียญ/บาร์เรล เทียบไตรมาสก่อน 0.90 เหรียญ/บาร์เรล เนื่องจากราคาขายปิโตรเคมีส่วนใหญ่เป็นการกำหนดราคาล่วงหน้าราว 1 – 1.5 เดือน ดังนั้น ราคาที่ปรับตัวขึ้นสูงในช่วงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน จะรับรู้ช่วงไตรมาส 2/69


ต่อด้วย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ถูกคาดกำไรสุทธิไว้ที่ 6,100 – 6,580 ล้านบาท เติบโตขึ้น 273.54 – 302.93% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 52.42 – 64.41% จากไตรมาสก่อน หนุนโดยรายได้ Broadband ทำได้ 6,500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน จาก Net adds ที่เพิ่มขึ้น และ ARPU ที่ทรงตัวในระดับสูง ขณะที่การลดต้นทุนยังเป็นปัจจัยหลัก จากค่าใช้จ่ายโครงข่ายและค่าคลื่นความถี่ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มสื่อสารคาดทำได้ราว 33.90% เติบโตขึ้น 769 bps จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 107 bps จากไตรมาสก่อน


ฟาก บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ถูกคาดกำไรสุทธิไว้ที่ 4,700 – 5,876 ล้านบาท เติบโตขึ้น 328.05 – 435.15% จากปีก่อน และเทียบไตรมาสก่อนขาดทุนสุทธิ 3,691 ล้านบาท หนุนโดยกำไรสินค้าคงคลังสูงราว 3,500 ล้านบาท ตามทิศทางราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้น และส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ HDPE PP ปรับตัวขึ้น 5 – 10% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปลายไตรมาสเกิด Supply Disruption จากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง


ขณะที่ ธุรกิจซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้างฟื้นตัวตามปัจจัยฤดูกาล และรับรู้ประโยชน์การปรับโครงสร้างธุรกิจ ช่วยลดค่าใช้จ่ายราว 1,000 ล้านบาท อีกทั้ง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังปรับตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน จากค่าใช้จ่ายลดลง และผลการดำเนินงานของ Fajar ฟื้นตัว

“PTTGC” อีก 1 บจ. พลิกกำไรทั้ง YoY-QoQ

นอกจาก IRPC แล้ว ยังมี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) อีกหนึ่งบริษัท ที่ถูกนักวิเคราะห์ประเมินว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มจะพลิกกลับมารายงานกำไรสุทธิได้ทั้งเทียบปีก่อน และไตรมาสก่อน โดย PTTGC ถูกคาดการณ์กำไรสุทธิไว้ในกรอบ 2,600 – 4,200 ล้านบาท เทียบปีก่อนขาดทุนสุทธิ 2,567 ล้านบาท และเทียบกับไตรมาสก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 5,501 ล้านบาท


ปัจจัยหนุนที่ทำให้ผลการดำเนินงานของ PTTGC ฟื้นตัวกลับมาได้ เป็นเพราะการบันทึกกำไรสต๊อกน้ำมันและอะโรเมติกส์รวม NRV ที่สูงถึง 9,200 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนที่บันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมันกว่า 1,500 ล้านบาท ขณะที่ ผลการดำเนินงานปกติจะฟื้นเป็นกำไรได้ราว 6,200 ล้านบาท จากขาดทุนประมาณ 4,400 ล้านบาทในไตรมาสก่อน รับผลบวกจาก GRM ที่คาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 15.4 เหรียญ/บาร์เรล จากไตรมสก่อน 7.9 เหรียญ/บาร์เรล ตามภาวะสงครามที่เกิดขึ้น และอัตรากำลังผลิตของโรงกลั่น และอะโรเมติกส์ เพิ่มมาอยู่ที่ 103% และ 89% ตามลำดับ จากไตรมาสก่อนที่มีปิดซ่อมแซม


เช่นเดียวกับ Spread PX และ BZ ที่ปรับเพิ่มขึ้นราว 20 – 25 เหรียญ/ตัน และ Condensate Residue ที่เพิ่มขึ้นตามราคาดีเซล ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีโอเลฟินส์ และโพลีเมอร์ มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นกัน ตาม Spread ฟื้นตัว แต่อาจจะยังไม่ได้รับผลบวกเต็มที่ เพราะการขยายจะมี lead-time ราว 1 เดือน ดังนั้น จะเห็นผลบวกเต็มที่ในช่วงต้นไตรมาส 2/69 แต่ยังได้รับผลบวกจากต้นทุนลดลง

ส่องราคาหุ้น MTC มีอัปไซด์สูงสุดถึง 73%

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจราคาหุ้นที่ซื้อขาย ณ ปัจจุบัน ของทั้ง 13 บริษัทดังกล่าว พบว่า บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เป็นบริษัทที่ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์สูงสุดถึง 50 – 73.33% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 45 – 56 บาท/หุ้น รองลงมา คือ บมจ.สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ (SAV) ที่ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 41.12 – 69.16% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 15.10 – 18.10 บาท/หุ้น


ยังมีอีก 7 บริษัท ที่ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์มากกว่า 30% ประกอบด้วย บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 37.93 – 43.68% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 24 – 25 บาท/หุ้น


ต่อด้วย บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 31.84 – 40.78% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 59 – 63 บาท/หุ้น, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 11.85 – 40.74% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 15.10 – 19 บาท/หุ้น


ด้าน บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 4.23 – 38.03% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 37 – 49 บาท/หุ้น, บมจ.เซ็ปเป้ (SAPPE) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 6.45 – 35.48% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 33 – 42 บาท/หุ้น


ปิดท้ายด้วย บมจ.แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท (ADVICE) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 21.82 – 32.91% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 6.70 – 7.31 บาท/หุ้น และ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 0.55 – 31.15% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 46 – 60 บาท/หุ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

จิรายุส์ ขุนนางประเสริฐ

จิรายุส์ ขุนนางประเสริฐ

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย